บทที่ 224: กระต่ายสื่อรัก
เมื่อมีคนหนึ่งพูดเปิดประเด็นขึ้นมาแบบนั้น คนอื่นๆ ในเหตุการณ์ก็เริ่มได้สติและคิดตาม ทันใดนั้นทุกคนก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวมันน่าจะเป็นอย่างที่ได้ยินมาจริงๆ
จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางวงสนทนา
“แม่หนูคนนี้ร้ายไม่เบาเลยนะเนี่ย มีลูกล่อลูกชนน่าดู”
ก่อนหน้านี้พวกเขาหลงเข้าใจผิดไปไกล เห็นเธอดูบอบบางน่าทะนุถนอม พอโดนแย่งของไปก็ไม่กล้าปริปากบ่นสักคำ พาลให้คนรอบข้างรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแทน ทั้งโกรธทั้งโมโหที่เธอไม่ยอมสู้คน แต่ที่ไหนได้ ที่แท้แม่คุณเขาวางแผนขุดหลุมพรางเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
เธอก็แค่นิ่งรอเวลาอย่างใจเย็น ปล่อยให้อีกฝ่ายแย่งของจนเงินหมดกระเป๋า แล้วตัวเองค่อยควักเงินออกมาซื้อของที่ต้องการจริงๆ ด้วยท่วงท่าสบายๆ ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใครให้เหนื่อย
ส่วนคนที่แย่งชาวบ้านเขาไปน่ะหรือ ก็โง่เขลาเบาปัญญาเสียเหลือเกิน กว้านซื้อของที่ตัวเองไม่ได้ใช้มากองไว้เต็มไม้เต็มมือเสียอย่างนั้น
สายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมาเต็มไปด้วยความขบขันและเย้ยหยัน ทำเอาหลี่ไหลตี้หน้าแดงสลับซีด เดี๋ยวก็แดงก่ำด้วยความอับอาย เดี๋ยวก็ซีดเผือดด้วยความเจ็บใจ จนสุดท้ายใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำดูไม่ได้เลยทีเดียว
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ซุนชิงหัวเราะจนตัวงอ แทบจะลงไปกองกับพื้นด้วยความสะใจ
“สมน้ำหน้า! อยากแย่งของชาวบ้านดีนัก คราวนี้เงินหมดเกลี้ยงกระเป๋าไปเลยสิท่า!”
เซี่ยเฉาส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นอย่างจนใจ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงชอบจ้องจะเอาชนะฉันนัก หูตามีเรื่องกับฉันมาตั้งแต่เด็กแล้ว จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่งช่วงตรุษจีน ฉันผูกเชือกมัดผมเส้นใหม่ไปเที่ยวบ้านเขา พอเขาเห็นก็ยื่นมือมากระชากดึงเอาไปหน้าตาเฉย ตอนนั้นฉันยังเด็ก ขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าฟ้องใคร พอกลับถึงบ้านก็เลยต้องโกหกว่าทำหล่นหายไปเอง”
“นิสัยเสียมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอ? พ่อแม่เขาไม่สั่งสอนบ้างหรือไง?”
พอซุนชิงพูดจบ เธอก็นึกขึ้นได้เองโดยไม่ต้องรอคำตอบ
“ลืมไป พ่อแม่บ้านนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีอะไร จะหวังให้มาอบรมสั่งสอนลูกคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
ซุนชิงหันมามองเซี่ยเฉาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้
“แต่เธอตอนเด็กๆ ขี้กลัวขนาดนั้นเลยเหรอ? ดูจากตอนนี้สิ ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย”
เซี่ยเฉาแอบหัวเราะในใจ ความจริงแล้วตอนเด็กๆ เธอไม่ได้ขี้กลัวสักนิด หน้าหนาวก็ออกไปเล่นเลื่อนหิมะ หน้าร้อนก็ลงไปจับปลาในแม่น้ำ วีรกรรมความซนของเธอมีไม่น้อยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าใช้ชีวิตวัยเด็กได้อย่างคุ้มค่าสุดๆ
เธอเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้แก้ต่างอะไร ซุนชิงจึงเปลี่ยนเรื่องกลับไปถามถึงหลี่ไหลตี้อีกครั้ง
“ผ้าพันคอผืนนั้นราคาตั้งสามสิบกว่าหยวนเชียวเหรอ?”
“ก็น่าจะประมาณนั้นแหละ เห็นว่าเป็นของจากต่างถิ่น ราคาก็เลยสูงกว่าปกติ”
ซุนชิงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่ชายหล่อนเพิ่งจะหย่ากับลูกสาวของผู้จัดการเฉิงไม่ใช่เหรอ? แล้วหล่อนไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะถึงกล้าซื้อของแพงขนาดนั้น”
“เห็นว่ากำลังคบหาดูใจกับใครสักคนอยู่น่ะ น่าจะเป็นคนในหน่วยงานของเรานี่แหละ”
พอหลี่ไหลตี้หลุดปากพูดเรื่องที่เฉินจี้เป่ยจะถูกยืมตัวไปช่วยงาน เซี่ยเฉาก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น เพราะเรื่องการยืมตัวบุคลากรแบบนี้ แม้แต่คนในโรงงานเองก็ยังรู้กันไม่กี่คน นับประสาอะไรกับคนนอกที่แทบจะไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เลย
ซุนชิงทำหน้ายุ่งพลางบ่นพึมพำ
“ผู้ชายคนนั้นสมองคงมีปัญหาแน่ๆ ถึงได้มาคว้าผู้หญิงพรรค์นี้ไปทำแฟน”
ถ้าบอกว่าหวังเสี่ยวชุนหาแฟนรวยได้ ก็คงไม่มีใครแปลกใจเท่าไหร่ เพราะรายนั้นเขามีจริตจะก้านแพรวพราว แต่กับหลี่ไหลตี้นี่สิ... คิดไม่ออกเลยจริงๆ
เซี่ยเฉายิ้มรับโดยไม่วิจารณ์อะไรต่อ ก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนา
“แล้วพี่สะใภ้ของพี่จะมาเอารองเท้าเมื่อไหร่ล่ะ?”
“คงจะเป็นช่วงบ่ายๆ นั่นแหละ”
ซุนชิงตอบพลางถอนหายใจ
“กว่าจะลงมาจากเขาได้แต่ละทีก็ลำบาก พี่สะใภ้คงกะว่าจะไปนั่งขายของที่ตลาดมืดสักพักด้วย คนบ้านนอกน่ะนะ จะหาเงินสักหยวนมันยากลำบากเหลือเกิน ลำพังแค่แต้มแรงงานจะไปพอกินพอใช้ได้ยังไง ก็ต้องอาศัยเก็บของป่าพวกเห็ดพวกสมุนไพรลงมาขายนี่แหละ ถึงพอจะได้เงินมาซื้อของใช้จำเป็นกลับไปบ้าง”
เมื่อทั้งสองคนเดินกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นเฉินจี้เป่ยกำลังง่วนอยู่กับงานไม้ของเขา แต่สิ่งที่สะดุดตาคือบริเวณพื้นข้างประตู มีกระต่ายป่าสีเทาสองตัววางกองอยู่
“ไปเอากระต่ายมาจากไหนคะเนี่ย?”
เซี่ยเฉาวางรองเท้านวมผ้าลูกฟูกลงบนขอบเตาเตียง ก่อนจะถอดถุงมือออกด้วยความสงสัย
“เอ้อร์ลี่เพิ่งเอามาให้เมื่อกี้นี้เอง”
เฉินจี้เป่ยเงยหน้าขึ้นตอบ
“เขาบอกว่าป้าเหอฝากมาขอบคุณ ที่คุณช่วยแนะนำคู่ครองให้กับเหออวิ๋นอิง”
“ป้าเหอเอามาให้จริงๆ เหรอเนี่ย?”
เซี่ยเฉาหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู
เธอก้มลงไปเขี่ยกระต่ายสองตัวนั้นดู ก็พบว่าพวกมันยังดูสดใหม่มาก ขนยังนุ่มฟูอยู่เลย น่าจะเพิ่งดักได้มาสดๆ ร้อนๆ ไม่นานนี้เอง
“แสดงว่าอวิ๋นอิงกับซวนจื่อคงจะเข้ากันได้ดีสินะ”
“อืม เห็นว่าเมื่อวานเหออวิ๋นอิงเพิ่งจะพาฝ่ายชายไปกินข้าวที่บ้านมา”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
เซี่ยเฉาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“พวกเขาเพิ่งจะคบกันได้ยังไม่ถึงเดือนเลยไม่ใช่เหรอ?”
เฉินจี้เป่ยจัดการขัดไม้แผ่นสุดท้ายเสร็จพอดี เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาลึกซึ้ง
“ไม่เร็วหรอก ขนาดเราสองคนรู้จักกันแค่อาทิตย์เดียวยังแต่งงานกันเลย”
พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น เซี่ยเฉาก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะมันก็จริงอย่างที่เขาว่า ในยุคสมัยนี้คนส่วนใหญ่พอดูตัวกันถูกใจก็แต่งงานกันเลย คู่ที่ได้คบหาดูใจกันนานๆ มีน้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก
จู่ๆ เซี่ยเฉาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“แล้วซวนจื่อเขาจำป้าเหอได้ไหม? เขาจำได้หรือเปล่าว่าป้าเหอก็คือคุณป้าที่วิ่งไปชนเขาในวันนั้น”
“จำได้สิ ป้าเหอแกก็เนียนทำเป็นเพิ่งจำได้เหมือนกัน ร้องทักขึ้นมาว่าโลกกลมจริงๆ แล้วก็เลยคะยั้นคะยอให้ซวนจื่อดื่มเหล้าเพิ่มอีกแก้วเป็นการไถ่โทษ”
ทางฝั่งเมืองเจียงมีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือการมอมเหล้าว่าที่ลูกเขย เหตุผลแรกก็เพื่อต้อนรับขับสู้ ให้เกียรติว่าที่พ่อตาและพี่ภรรยาให้เต็มที่ ส่วนเหตุผลที่สอง ซึ่งสำคัญกว่านั้นคือ คนเราพอเมาแล้วมักจะขาดสติยั้งคิด เผยธาตุแท้หรือนิสัยที่ซ่อนไว้ออกมาให้เห็นได้ง่าย
เซี่ยเฉาหรี่ตามองเฉินจี้เป่ยอย่างรู้ทัน ก่อนจะแกล้งเย้าแหย่
“คุณพูดแบบนี้ แสดงว่าตอนนั้นฉันน่าจะจับคุณกรอกเหล้าให้เมาดูบ้างนะ จะได้รู้ว่าเวลาเมาแล้วคุณจะมีนิสัยยังไง”
ใครจะไปคิดว่าพอเฉินจี้เป่ยได้ยินแบบนั้น แววตาของเขากลับเข้มขึ้นมาทันที ราวกับมีเปลวไฟคุกรุ่นอยู่ภายใน
“จะดูตอนนี้เลยก็ได้นะ”
ถึงปากจะพูดแบบนั้น ใบหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉย น้ำเสียงก็ดูจริงจังเป็นงานเป็นการ แต่ประกายร้อนแรงในดวงตาคู่นั้น เซี่ยเฉาจำได้แม่นยำ เพราะเมื่อคืนนี้เขาก็ใช้สายตาแบบนี้มองเธอ แทบจะหลอมละลายเธอให้ระเหยกลายเป็นไอ จนถึงตอนนี้เธอยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไม่หาย
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัว ทำเอาเซี่ยเฉาหน้าแดงซ่าน รีบตอกกลับไปทันที
“ฝันไปเถอะ!”
เธอทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตาเตียงอย่างหมดสภาพ
“กระต่ายเอาไปเก็บในห้องใต้ดินก่อนเถอะค่ะ วันนี้ฉันไม่มีแรงทำอะไรแล้ว ขี้เกียจทำกับข้าว”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้พูดอะไร เขาเดินออกไปล้างมือให้สะอาด ก่อนจะกลับเข้ามาหยิบหมอนมาหนุนศีรษะให้เธออย่างเอาใจ
พอเห็นว่าเซี่ยเฉากำลังใช้มือนวดเอวตัวเองอยู่ เขาก็รีบเข้ามาช่วยนวดให้อย่างรู้งาน ท่าทางขึงขังเมื่อครู่หายไปจนหมด เหลือเพียงพ่อบ้านใจกล้าที่กำลังปรนนิบัติภรรยา
“ขอโทษครับ”
เขาก้มหน้าลงพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง
ทุกครั้งหลังจากเสร็จกิจกิจกรรมเข้าจังหวะ เขามักจะเปลี่ยนโหมดเป็นสามีดีเด่นยอดกตัญญูแบบนี้เสมอ อย่าว่าแต่ให้นวดเอวเลย ถ้าตอนนี้เซี่ยเฉาสั่งให้เขาเต้นระบำเปลื้องผ้า เขาก็คงยอมทำเพื่อเอาใจเมียรัก
แต่ทว่า... หลังจากเต้นเสร็จแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อนั้น เซี่ยเฉาก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้เหมือนกัน...
เซี่ยเฉานอนคว่ำหน้าซุกหมอน ส่งเสียงอู้อี้ในลำคออย่างแง่งอน
“ขอโทษเหรอ? ขอโทษแล้วก็ทำอีกใช่ไหม? เมื่อคืนบอกให้หยุดทำไมไม่ยอมหยุด?”
มือหนาที่กำลังนวดคลึงเอวบางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“ขอโทษครับ”
เห็นไหมล่ะ! คำพูดผู้ชายเชื่อถือไม่ได้สักคน! ปากบอกขอโทษ แต่การกระทำนี่มันสวนทางชัดๆ
เซี่ยเฉาหมดอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว เธอปล่อยให้เขานวดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นรองเท้าคู่ใหม่ที่วางอยู่ปลายเตียง จึงลุกขึ้นหยิบมันเดินไปหาซุนชิงที่ห้องข้างๆ
“ฉันอยากจะเอารองเท้าคู่นี้มาเย็บขนกระต่ายติดที่ขอบรองเท้าสักหน่อย พี่ว่าทำได้ไหม?”
ฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นหิมะตกหนักมาก และในยุคสมัยนี้ก็ยังไม่มีรถกวาดหิมะมาคอยบริการเหมือนในอนาคต แค่เดินออกไปข้างนอกไม่กี่ก้าว หิมะก็ท่วมข้อเท้าไหลทะลักเข้าไปในรองเท้าจนเย็นเฉียบไปถึงกระดูก
ในตัวเมืองยังพอยังชั่ว แต่ถ้าเป็นแถบชานเมืองหรือหมู่บ้านบนเขา หิมะอาจจะสูงถึงต้นขา เวลาเดินเหินทีต้องสวมถุงเท้าสักหลาดหนาๆ แล้วยังต้องพันผ้าที่หน้าแข้งเพื่อป้องกันไม่ให้หิมะเล็ดลอดเข้าไป นี่จึงเป็นสาเหตุที่คนชนบทนิยมใส่รองเท้าอูลา เพราะภายในรองเท้ามีพื้นที่กว้าง สามารถยัดหญ้าหรือเศษผ้าเพิ่มความอบอุ่นได้เต็มที่
แม้คนในเมืองจะไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้าอูลาที่เทอะทะขนาดนั้น แต่การเย็บขนกระต่ายติดไว้ที่ขอบรองเท้า ก็ช่วยกันหิมะและลมหนาวได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
เรื่องราวความรักของคู่นั้นดำเนินไปรวดเร็วกว่าที่เซี่ยเฉาคิดไว้มาก วันรุ่งขึ้นซวนจื่อก็พาเหออวิ๋นอิงกลับไปแนะนำตัวกับพ่อแม่ที่ตำบลหยางซู่ทันที
พอได้เห็นหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ พ่อแม่ของซวนจื่อก็ยิ่งถูกอกถูกใจเข้าไปใหญ่ ถึงขั้นเร่งรัดให้ทั้งคู่รีบหาฤกษ์งามยามดีแต่งงานกันให้เร็วที่สุด
[จบบท]