บทที่ 23: วิวาห์สายฟ้าแลบ
เมื่อกระจกหน้าต่างถูกติดตั้งจนเสร็จสมบูรณ์ แสงสว่างก็สาดส่องเข้ามาภายในห้องทำให้ดูสดใสขึ้นถนัดตา เฉินจี้เป่ยและเซี่ยเฉาพากันไปล้างไม้ล้างมือจนสะอาดสะอ้าน ก่อนจะมานั่งลงจัดการมื้ออาหารที่วางรออยู่
เฉินจี้เป่ยเป็นคนพูดน้อย เวลาทานข้าวก็รวดเร็วปานพายุ พริบตาเดียวเขาก็วางตะเกียบลงแล้วคว้าเครื่องไม้เครื่องมือเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้อง ตั้งหน้าตั้งตาขูดหนังสือพิมพ์เก่าคร่ำครึที่แปะอยู่บนผนังออก
ดูจากสภาพแล้วเจ้าของเดิมอย่างครอบครัวเหล่าอู๋น่าจะไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายปีดีดัก ชั้นกระดาษหนังสือพิมพ์บนกำแพงนั้นหนาเตอะเกือบจะหนึ่งเซนติเมตรเห็นจะได้ ต้องขูดของเก่าออกให้เกลี้ยงเกลาก่อนถึงจะแปะกระดาษชุดใหม่ลงไปได้สวยงาม
ทางด้านซุนชิงที่เพิ่งจัดการอาหารของตัวเองเรียบร้อย ก็เดินออกมาช่วยเก็บล้างถ้วยชาม พอเห็นบรรยากาศของหนุ่มสาวคู่นี้เธอก็อดใจไม่ไหว ต้องหันมาถามเซี่ยเฉาด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่แฟนเธอเหรอจ๊ะ"
เซี่ยเฉาพยักหน้ารับยิ้มๆ
ซุนชิงเห็นแบบนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้ทันทีพร้อมกับทำตาโต "หน้าตาดีกันทั้งคู่เลยนะเนี่ย พระเจ้าช่างสรรหาคนหน้าตาดีมาคู่กันจริงๆ ให้ตายเถอะ"
ดูท่าทางแล้วซุนชิงคงจะเป็นพวกนิยมชมชอบคนหน้าตาดีเข้าเส้น เธอถึงขั้นจินตนาการไปไกลแล้วว่าถ้าทั้งสองคนนี้มีลูกด้วยกัน หน้าตาของเด็กคงจะน่ารักน่าชังขนาดไหน ถึงขนาดเรียกร้องล่วงหน้าว่าขอจองตำแหน่งแม่ทูนหัวไว้ก่อนเลย
หลังจากเฉินจี้เป่ยขูดผนังจนเสร็จ เขาก็สำรวจดูปริมาณกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เตรียมมาแล้วพบว่ามันไม่น่าจะพอใช้งาน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดบ่นอะไร เขาเพียงแค่เก็บข้าวของแล้วออกไปทำงานที่โรงงานตามปกติ
พอถึงเวลาเลิกงานในช่วงเย็น เหอเอ้อลี่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อนร่วมงาน เฉินจี้เป่ยเดินหิ้วปึกหนังสือพิมพ์มือหนึ่ง อีกมือก็หิ้วกล่องข้าว แล้วเดินจ้ำอ้าวกระฉับกระเฉงออกจากโรงงานเร็วกว่าทุกวัน
ปกติแล้วใครๆ ก็รู้กันดีว่าเฉินจี้เป่ยไม่ค่อยจะลงรอยกับพี่สะใภ้เท่าไหร่นัก ถ้าเลือกได้เขามักจะหาเรื่องเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แทบไม่อยากจะกลับไปให้รกหูรกตาคนที่บ้านนั้น แต่ไหงวันนี้ถึงรีบกลับนัก
ด้วยความสงสัย เหอเอ้อลี่จึงรีบซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ ตามไปประกบ "นี่ สองสามวันมานี้ทำอะไรของนายน่ะ ทำตัวลึกลับเชียว พอเลิกงานปุ๊บก็หายวับไปปั๊บ หาตัวจับยากจริงๆ"
"มีธุระนิดหน่อย" เฉินจี้เป่ยตอบสั้นๆ โดยไม่หันมามอง แต่ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็ชะลอความเร็วลงบ้าง
เหอเอ้อลี่เบ้ปากอย่างหมั่นไส้ "นายจะมีธุระอะไรนักหนา ไม่ใช่ว่าพี่สะใภ้ตัวดีคนนั้นหาเรื่องจับผิดนายอีกแล้วเหรอ บอกตรงๆ นะ หล่อนนี่ก็ร้ายกาจชะมัด ทำไมนายไม่ลองคุยกับพี่ชายดูล่ะ ฉันว่าพี่ลู่น่าจะเป็นคนมีเหตุผลพอนะ"
พอได้ยินชื่อของหลิวเถี่ยผิง แววตาของเฉินจี้เป่ยก็ฉายแววเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่เขาก็ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ไม่จำเป็น"
"ก็จริงของนาย นายยังต้องอาศัยอยู่บ้านเขานี่นา แถมทะเบียนบ้านเอย งานการเอย ก็เป็นพี่ชายจัดการให้ทั้งนั้น ยังไงก็ต้องไว้หน้ากันบ้างแหละนะ"
เหอเอ้อลี่กำลังจะอ้าปากบ่นต่อ แต่จู่ๆ เขาก็อุทานเสียงหลง
"บ้าจริง! ตายยากชะมัด พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา นั่นพี่สะใภ้นาย!" เขาชี้นิ้วไปทางประตูใหญ่หน้าโรงงาน ก่อนจะหันซ้ายแลขวาด้วยความงุนงง "แล้วเขามาทำอะไรที่หน่วยงานเราเนี่ย หรือว่าที่นี่มีสหายหญิงคนไหนที่พี่ชายนายไปรุ้จัก"
แน่นอนว่าในโรงงานอาหารแห่งนี้ไม่มีสหายหญิงคนไหนที่ผู้จัดการโรงงานลู่รู้จักเป็นการส่วนตัว เป้าหมายของหลิวเถี่ยผิงในวันนี้คือเฉินจี้เป่ยต่างหาก
หลิวเถี่ยผิงสวมเสื้อชุดใหม่เอี่ยมที่เพิ่งตัดปีนี้ พอมองเห็นเฉินจี้เป่ยเดินออกมา เธอก็ปั้นหน้ายิ้มแย้มที่หาดูได้ยากส่งมาให้ "จี้เป่ย เลิกงานแล้วเหรอจ๊ะ"
เฉินจี้เป่ยไม่ได้ตอบรับคำทักทายนั้น เขาเพียงแต่หยุดเดินและถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มีธุระอะไร"
หลิวเถี่ยผิงย่อมมีธุระแน่นอน ถึงแม้ลู่เจ๋อถงสามีของเธอจะสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เธอเข้าไปยุ่มย่ามเรื่องการแต่งงานของเฉินจี้เป่ยอีก แต่ในใจเธอก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเกิดเฉินจี้เป่ยเกิดถูกใจหยางเฉี่ยวเจวียนขึ้นมาเองล่ะ หรือถ้าเกิดสถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานกับน้องสาวของน้องสะใภ้เธอขึ้นมาจริงๆ ใครจะไปห้ามได้
อีกอย่าง ตามธรรมเนียมแล้วคนส่วนใหญ่มักจะไปจดทะเบียนสมรสกันก่อนวันจัดงานแต่งงานแค่วันเดียว ตราบใดที่ยังไม่ได้ใบทะเบียนสมรสมาครอบครอง ก็ยังไม่ถือว่าแต่งงานกันถูกต้องสมบูรณ์
แม้จะเปลี่ยนใจกะทันหัน อย่างมากก็แค่เสียค่าสินสอดบางส่วนที่เรียกคืนไม่ได้ ยัยเด็กแซ่เซี่ยที่เป็นคนต่างถิ่นจะมาทำอะไรเจ้าถิ่นอย่างพวกเขาได้
คิดได้ดังนั้น หลิวเถี่ยผิงก็ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม "วันนี้ลูกชายของต้าจวินชื่อเจ้าหนูเจี้ยนกั๋วอายุครบเดือนพอดี พี่ต้าจวินเขาเลยอยากชวนเธอไปกินข้าวฉลองด้วยกันน่ะ"
พ่อของหลิวเถี่ยผิงนั้นเป็นทหารเก่าที่ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน แต่มีลูกเพียงแค่สามคน ชายสองหญิงหนึ่ง ลูกชายคนโตโชคร้ายป่วยตายไปตั้งแต่อายุสิบหก ทำให้ตอนนี้เหลือแค่ต้าจวินที่เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล
ไม่ใช่แค่แม่เฒ่าหลิวที่ประคบประหงมลูกชายคนนี้ราวกับไข่ในหิน แม้แต่หลิวเถี่ยผิงที่เป็นพี่สาวก็ยังตามใจน้องชายจนเสียคน ตอนนี้อายุตั้งสามสิบแล้วเพิ่งจะมีลูกชายสืบสกุลคนแรก งานฉลองนี้จึงสำคัญมาก
เหอเอ้อลี่เห็นท่าทีพินอบพิเทาของหลิวเถี่ยผิงแล้วก็นึกว่าดวงอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตก แต่พอรู้ว่าเป็นงานฉลองครบเดือนลูกชายของต้าจวิน เขาก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมหล่อนถึงอารมณ์ดีผิดปกติ
แต่ที่ผิดปกติยิ่งกว่าคือเฉินจี้เป่ย ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยคิดจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเรื่องของหลิวเถี่ยผิงและญาติโกโหติกาของเธอเลยสักนิด แต่วันนี้เขากลับพยักหน้าตกลงง่ายๆ เสียอย่างนั้น
อย่าว่าแต่เหอเอ้อลี่เลย แม้แต่หลิวเถี่ยผิงเองก็ยังแปลกใจจนตาโต แต่ในเมื่อเฉินจี้เป่ยยอมตกลงง่ายๆ ก็ช่วยประหยัดน้ำลายเธอไปได้โข เธอเองก็ไม่ได้อยากจะเสวนากับน้องชายสามีคนนี้นักหรอก
"งั้นเธอก็ต้องช่วยดื่มกับพี่ต้าจวินให้หนักๆ หน่อยนะ คอแข็งๆ อย่างเธอน่าจะไหว รายนั้นแค่เหล้าขาวสามตำลึงก็ร่วงแล้ว"
ทว่าเฉินจี้เป่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน "ผมจะพาคนไปด้วยอีกคน"
หลิวเถี่ยผิงชะงักกึก ยอมให้นิดหน่อยทำเป็นได้คืบจะเอาศอกเชียวหรือ ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เธอหันขวับไปมองเหอเอ้อลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาตำหนิ "วันนี้เป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัว ไม่สะดวกให้คนนอกเข้านะ"
เหอเอ้อลี่ที่โดนหางเลขไปด้วยรีบโบกไม้โบกมือ เขาเองก็ไม่อยากจะไปนั่งมองหน้ายาวๆ ของหลิวเถี่ยผิงให้เสียอรรถรสในการกินข้าวเหมือนกัน จึงพยายามส่งสายตาปริบๆ ให้เพื่อนช่วยแก้ต่าง
เฉินจี้เป่ยเมินเฉยต่ออาการตาขยิบของเพื่อน แล้วพูดขึ้นเรียบๆ "ไม่ใช่คนนอก ผมจดทะเบียนกับเซี่ยเฉาแล้ว"
"เธอจดทะเบียนกับหล่อนแล้ว!"
"นายจดทะเบียนกับใครนะ!"
หลิวเถี่ยผิงและเหอเอ้อลี่ตะโกนขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ต่างฝ่ายต่างตะลึงงัน โดยเฉพาะหลิวเถี่ยผิงที่ใบหน้าเปลี่ยนสีจนดูไม่ได้ เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกันไปมา
เฉินจี้เป่ยเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย "เซี่ยเฉาไง ผมกับเธอไปจดทะเบียนกันมาเมื่อวานซืน พี่ชายไม่ได้บอกเหรอ"
ลู่เจ๋อถงจะไปบอกได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อเขาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้หลิวเถี่ยผิงเข้ามายุ่ง เขาก็เลยไม่ยอมหลุดปากพูดเรื่องนี้ให้เธอรู้แม้แต่ครึ่งคำ
แผนการที่วางไว้ดิบดีของหลิวเถี่ยผิงพังครืนลงไม่เป็นท่า เธอยืนอึ้งพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่ถามตะกุกตะกักด้วยความโมโห "พวกเธอ... รีบร้อนกันขนาดนี้ หรือว่าท้องโย้กันแล้วฮะ"
"วางใจเถอะ ผมไม่ใช่หลิวต้าจวิน" คราวนี้เฉินจี้เป่ยตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือแววเย้ยหยันอย่างชัดเจน
เรื่องของเรื่องก็คือ ภรรยาของหลิวต้าจวินที่ชื่อหยางเฉี่ยวอวิ๋นนั้น เดิมทีหลิวเถี่ยผิงไม่ได้นึกชอบใจเลยสักนิด แต่เป็นเพราะน้องชายตัวดีของเธอไปทำระยำตำบอนจนพลาดท่าเสียที ฝ่ายหญิงเลยบุกมาเรียกร้องความรับผิดชอบถึงหน้าบ้าน
พ่อของหลิวเถี่ยผิงที่เป็นคนรักศักดิ์ศรียิ่งชีพจำใจต้องยอมให้แต่งงานกัน แล้วก็ระบายอารมณ์ด้วยการใช้เข็มขัดหนังหวดก้นลูกชายตัวดีจนลายพร้อย
ความสัมพันธ์ระหว่างหลิวเถี่ยผิงกับน้องสะใภ้คนนี้เพิ่งจะมาดีขึ้นก็ตอนที่อีกฝ่ายคลอดลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำออกมาให้เชยชมนี่แหละ การที่เฉินจี้เป่ยพูดแบบนี้ มันเท่ากับตบหน้าเธอกลางสี่แยกชัดๆ
หลิวเถี่ยผิงโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง "เธอ..."
"ผมพูดผิดตรงไหน"
ยิ่งถามเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยิ่งทำให้คนฟังแทบกระอักเลือด หลิวเถี่ยผิงชี้นิ้วสั่นระริกใส่หน้าเขา "เก่ง... เธอเก่งมาก!" เธอคิดได้ว่าต้องรีบกลับไปรายงานข่าวร้ายนี้ให้ที่บ้านรู้ จึงสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าจากไปอย่างหัวเสีย
"นายแต่งงานแล้ว ทำไมหล่อนถึงต้องทำหน้าเหมือนกินรังแตนขนาดนั้นด้วย"
เหอเอ้อลี่มองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยโทสะของหญิงสาวแล้วเกาหัวแกรกๆ "เดี๋ยวสิ! นายแต่งงานตอนไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย!"
"จำเป็นต้องให้รู้ทุกเรื่องหรือไง"
"เฮ้ย เราเป็นเพื่อนซี้กันนะเว้ย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่คิดจะบอกกล่าวกันบ้างเลยรึไง นี่นายไม่ได้โกหกหลอกพี่สะใภ้เล่นๆ ใช่ไหม"
เฉินจี้เป่ยไม่ตอบคำถาม เขาหิ้วปึกหนังสือพิมพ์เดินดุ่มๆ ตรงไปยังร้านอาหารของรัฐที่อยู่ใกล้ที่สุด
เหอเอ้อลี่รีบวิ่งตามไปตื๊อถามต่อถึงในร้าน "นายซื้อข้าวเยอะแยะขนาดนี้จะกินหมดเหรอ นี่ตกลงว่าแต่งงานจริงดิ?"
"แต่งแล้ว" เฉินจี้เป่ยตอบสั้นๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
[จบบท]