บทที่ 231: ป้าใหญ่มาเยือน
เซี่ยเฉานึกขึ้นได้ แต่ก็ยังรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่บ้าง “มันจะเร็วไปหน่อยหรือเปล่าคะ”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกมา เขาเพียงแค่ใช้สายตาคู่นั้นจดจ้องมองมาที่เธอเงียบๆ เมื่อเห็นว่าผ่านไปครู่ใหญ่เธอก็ยังไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ เขาจึงหลุบตาลงแล้วหยิบเครื่องมือออกมาวาง
ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไรท่าทางนั้นก็ดูอืดอาดชักช้าอยู่บ้าง ไม่มีความกระฉับกระเฉงว่องไวและเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนอย่างในยามปกติเลยสักนิด
เซี่ยเฉาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจ เธอวางหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กลงพลางเอ่ยขึ้นว่า
“ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วนอนเถอะค่ะ”
จู่ๆ ท่าทีที่เคยอืดอาดชักช้ายืดยาดเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ยังไม่ทันจะถึงสองทุ่มดี ชายหนุ่มก็จัดการดับไฟจนมืดสนิท แล้วมุดตัวเข้ามาในผ้าห่มผืนเดียวกับเธออย่างรวดเร็ว
“คุณภรรยา”
นับตั้งแต่ที่เจาะกระดาษหน้าต่างบานสุดท้ายจนทะลุปรุโปร่ง เขาก็ชื่นชอบที่จะเบียดเข้ามานอนในผ้าห่มผืนเดียวกับเซี่ยเฉาเป็นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเสร็จกิจกิจกรรมบางอย่าง เขามักจะมุดเข้ามาในผ้าห่มของเซี่ยเฉาเป็นประจำ ส่วนผ้าห่มของเขาเองถ้าไม่ถูกทิ้งวางกองไว้ข้างๆ ก็จะถูกนำมาทับไว้บนผ้าห่มของเซี่ยเฉาอีกชั้นหนึ่ง
เซี่ยเฉารู้สึกระอาใจเล็กน้อย “ปีหน้าค่อยหาคนแลกคูปองผ้ากับคูปองฝ้ายมาตัดผ้าห่มผืนใหญ่กันเถอะค่ะ”
ผ้าห่มสำหรับนอนคนเดียวพอต้องมานอนเบียดกันสองคนมันก็ออกจะคับแคบไปสักหน่อย บางครั้งเมื่อเธอตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะพบว่าแผ่นหลังเกินครึ่งของชายหนุ่มโผล่ออกมาอยู่นอกผ้าห่มท้าความหนาวเย็น
แต่ทว่าคราวนี้ชายหนุ่มกลับไม่ได้พูดว่า ‘คุณตัดสินใจได้เลย’ เหมือนทุกที เขาตอบกลับมาโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ทำปีนี้เลย”
แต่ปีนี้วันตรุษจีนตรงกับเดือนมกราคม นับดูแล้วก็เหลือเวลาอีกแค่เดือนครึ่งเท่านั้นเองนะ...
เซี่ยเฉาคิดจะเอ่ยแย้ง แต่คำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับกลายเป็นเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ทั้งตัวและหัวใจที่เต้นรัวของเธอถูกใครบางคนครอบครองไปเสียแล้ว
เสื้อกล้ามเนื้อนิ่มถูกถลกขึ้นไปกองอยู่ด้านบนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ ริมฝีปากอุ่นจัดระดมจูบลงมาพร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวเนียน จุดประกายความรู้สึกซาบซ่านจนชาหนึบไปทั้งร่าง มือของเซี่ยเฉาวางพาดอยู่บนไหล่กว้างของชายหนุ่ม เธอเผลอจิกเกร็งโดยไม่รู้ตัว ทว่าทันใดนั้นร่างกายของเธอก็พลันแข็งทื่อไปฉับพลัน
“เดี๋ยวก่อน! คุณหยุดก่อน!” เธอออกแรงผลักอกชายหนุ่มอย่างแรง
เฉินจี้เป่ยเงยหน้าขึ้นมาสบตา “เป็นอะไรไป”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ในความมืดมิดนั้น ดวงตาของเขายังคงฉายแววความหลงใหลที่ทำให้คนเมามายแทบขาดใจ
เรื่องนี้จะโทษว่าเซี่ยเฉาจิตใจไม่มั่นคงก็คงไม่ได้ ต่อให้เปลี่ยนเป็นคนอื่นมาเจอแบบนี้ ก็คงต้องน้ำลายหกตายเพราะรูปร่างอันสมบูรณ์แบบของเขาอย่างแน่นอน
อย่าว่าแต่ให้นอนน้อยลงสักสองชั่วโมงเลย ต่อให้ไม่ได้นอนทั้งคืนก็ต้องยอมศิโรราบให้เขา คนที่ดูภายนอกเย็นชาแต่พอเครื่องติดแล้วกลับเซ็กซี่เย้ายวนใจจนเกินต้านทาน
เพียงแต่ว่า...
เซี่ยเฉาออกแรงผลักผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง น้ำเสียงเจือความหดหู่เล็กน้อย “ดูเหมือนว่าป้าใหญ่ของฉันจะมาแล้วค่ะ”
เฉินจี้เป่ย “...”
สองนาทีต่อมา เฉินจี้เป่ยก็เอื้อมมือไปเปิดไฟ สีหน้าและแววตาของเขาดูเคร่งขรึมจริงจัง บรรยากาศรอบตัวดูหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาวที่พัดโชยอยู่ในค่ำคืนด้านนอกเสียอีก
เซี่ยเฉาสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดภายใต้เสื้อผ้าของเขาได้อย่างชัดเจน เธอเข้าใจดีว่าสถานการณ์ที่ลูกธนูขึ้นสายไว้แล้วแต่จำต้องง้างค้างไว้ยิงออกไปไม่ได้นั้นมันทรมานขนาดไหน แต่การฝ่าไฟแดงมันไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายของผู้หญิง เธอจึงได้แต่ละสายตาหนี แล้วลุกไปหยิบของในหีบเก็บของออกมา
หลังจากจัดการห่อหุ้มมิดชิดและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อเธอกลับเข้ามาก็เห็นว่าชายหนุ่มยังคงนั่งหน้าเครียดคิ้วขมวด ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เซี่ยเฉาชะงักอยู่ที่ขอบเตาเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วมุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม จากนั้นจึงค่อยๆ ยื่นมือเล็กๆ ข้างหนึ่งส่งไปให้เขา...
เช้าวันรุ่งขึ้น เอวของเซี่ยเฉาไม่ได้ปวดเมื่อยแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่ปวดจนล้ากลับเป็นมือของเธอตอนที่ไปทำงาน
ส่วนเช้าวันที่สาม ร่างกายส่วนอื่นก็ปกติดีไม่มีความปวดเมื่อย จะมีก็แต่ช่วงก่อนนอนที่ถูกผู้ชายคนนั้นทั้งจูบทั้งลูบไล้ ปั่นป่วนอารมณ์จนค้างเติ่งไปไม่สุดสักทาง จนเธอเองที่มองดูวงกลมบนปฏิทินสากลยังนึกอยากให้ป้าใหญ่รีบๆ จากไปเสียที
ผลปรากฏว่าป้าใหญ่ยังไม่ทันไป แต่เธอกลับได้เจอกับพระเอกในข่าวลือเสียก่อน ซึ่งก็คือคนรักของหลี่ไหลตี้นั่นเอง
แผนกขนมอบมีเหตุการณ์สำคัญใหญ่ๆ อยู่สองช่วงในแต่ละปี นั่นคือช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ต้องทำขนมไหว้พระจันทร์ และช่วงเทศกาลโคมไฟที่ต้องทำขนมบัวลอย
โดยปกติการทำขนมไหว้พระจันทร์จะเริ่มล่วงหน้าหนึ่งเดือน ส่วนการทำขนมบัวลอยจะเน้นทำในช่วงก่อนปีใหม่ โดยจะเริ่มทำล่วงหน้าก่อนตรุษจีนยี่สิบวัน และจะทำจนเสร็จสิ้นทั้งหมดก่อนถึงวันตรุษจีน หลังตรุษจีนจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการจำหน่ายเท่านั้น เพราะช่วงตรุษจีนโรงงานจะหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ จึงไม่สามารถทำการผลิตได้
เนื่องจากปีนี้ตรุษจีนมาเร็ว คืออยู่ในช่วงเดือนมกราคม ดังนั้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ทางแผนกจึงเริ่มเตรียมการสำหรับการทำขนมบัวลอยแล้ว
อันดับแรก วัตถุดิบอย่างข้าวเหนียว ถั่วลิสง งา และผลไม้เชื่อมเส้นสีเขียวสีแดงจะถูกทยอยจัดซื้อเข้ามา ถั่วลิสงและงาต้องนำไปคั่ว ถั่วแดงต้องนำไปแปรรูปเป็นถั่วกวน ข้าวเหนียวต้องนำไปโม่เป็นแป้ง หากจะทำขนมบัวลอยแบบแป้งสด ก่อนนำเข้าเครื่องโม่ยังต้องแช่ข้าวเหนียวในโอ่งใหญ่ทิ้งไว้ถึงสองวัน
ตอนที่แผนกจัดซื้อมาส่งของ เซี่ยเฉาและเพื่อนร่วมงานกำลังช่วยเหล่าหลัวทำงานอยู่พอดี จึงถูกเหล่าหลัวเรียกตัวให้ออกมาช่วยสุ่มตรวจคุณภาพสินค้าด้วยกัน
ข้าวเหนียวที่บรรจุมาเป็นกระสอบมีจำนวนมากที่สุด ขนมาเต็มรถบรรทุกหลายคันรถ เหล่าหลัวไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวในการเลือก เขาเดินสุ่มชี้กระสอบจากบนรถลงมาตรวจยี่สิบกระสอบ
พี่หวัง เย่ต้าหย่ง และคนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่าเคยช่วยเหล่าหลัวทำงานประเภทนี้มาก่อน พวกเขาจึงลงมือแกะปากกระสอบข้าวเหนียวได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ เซี่ยเฉาเองก็เตรียมจะเข้าไปแกะบ้าง แต่กลับมีคนยื่นมือมาแย่งงานไปทำแทนเสียก่อน
“หน้าหนาวอากาศเย็น มือจะแข็งเอาได้ สหายหญิงอย่าทำงานพวกนี้เลยครับ”
พี่หวังที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกระซิบบอกเซี่ยเฉา “นี่คือหัวหน้าฝ่ายสือจากแผนกจัดซื้อ”
เซี่ยเฉาพยักหน้ารับทราบ พร้อมกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย จากนั้นจึงลอบสังเกตพิจารณาชายผู้นี้อย่างเงียบเชียบ
ชายวัยสามสิบเจ็ดปี ตาชั้นเดียวดวงตาหยีเล็ก ปากกว้างจนกินพื้นที่บนใบหน้าไปโข อาจเป็นเพราะต้องเดินทางติดต่อประสานงานข้างนอกอยู่ตลอดทั้งปี จึงทำให้เขาดูแก่กว่าอายุจริงไปสักสองสามปี แต่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาจึงดูไม่น่ารังเกียจแต่อย่างใด
“ร้านเมื่อปีที่แล้วที่คุณบ่นว่าข้าวไม่ดี ปีนี้ผมวิ่งเต้นไปดูมาหลายที่เลยครับ เปลี่ยนเจ้าใหม่ให้แล้ว”
หัวหน้าฝ่ายสือปฏิบัติต่อเหล่าหลัวด้วยความนอบน้อมเกรงใจ พูดไปพลางล้วงมือกอบข้าวสารขึ้นมาจากกระสอบ “นี่เป็นข้าวใหม่ของปีนี้ทั้งหมดครับ ไม่มีข้าวเก่าปนแน่นอน คุณลองดมดูสิครับยังมีกลิ่นหอมของข้าวอยู่เลย ผิวเมล็ดก็เรียบลื่น ไม่มีรอยแตก เป็นข้าวชั้นดีแน่นอนครับ”
เหล่าหลัวกอบข้าวขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด ก่อนจะปล่อยมือลงแล้วเดินไปดูกระสอบอื่น พร้อมทั้งตะโกนเรียกพวกเซี่ยเฉา “พวกเธอก็เข้ามาดูด้วยกันสิ”
นี่คือการสอนงานในภาคปฏิบัติ เพียงแต่ช่วงสองปีมานี้ชายชราไม่ได้รับศิษย์เพิ่ม ศิษย์รุ่นก่อนหน้านี้ก็น่าจะเติบโตออกไปทำงานกันหมดแล้ว
เมื่อหัวหน้าฝ่ายสือเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหันมาพิจารณากลุ่มของเซี่ยเฉาอีกครั้ง ก่อนจะผายมือชี้ไปยังรถคันถัดไป “คันนี้บรรทุกถั่วลิสงมาทั้งหมดครับ”
เหล่าหลัวสุ่มดึงออกมาหกเจ็ดกระสอบ ถั่วลิสงเหล่านี้เม็ดอวบอ้วนกว่าถั่วที่เซี่ยเฉาแบกติดตัวมาตอนย้ายมาเมืองเจียงมากนัก
ทว่าชายชรายังคงดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก “ฉันได้ยินมาว่าปีนี้ทางเหอเป่ยกับซานตงเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดีไม่ใช่รึ น่าจะมีที่สมบูรณ์กว่านี้สิ?”
พื้นที่แถบหัวเป่ยเป็นแหล่งผลิตธัญพืชขนาดใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้ ดังนั้นวัตถุดิบส่วนใหญ่ของโรงงานจึงสั่งซื้อมาจากที่นั่น
หัวหน้าฝ่ายสือได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าลำบากใจ “มีมันก็มีครับ เพียงแต่ของที่คัดเกรดสวยๆ เขาก็ขายแพง มันเกินงบประมาณของเราไปครับ ไม่คุ้มทุน”
ถั่วลิสงพวกนี้แม้จะไม่ถึงกับอวบอ้วนเต่งตึงเป็นพิเศษ แต่รสชาติเวลากินก็คงไม่ต่างกันมากนัก เหล่าหลัวจึงไม่ได้ว่ากล่าวอะไรอีก เขาเดินไปดูงาต่อ
เซี่ยเฉากับเพื่อนร่วมงานเดินตามอยู่ด้านหลัง จริงๆ แล้วพวกเธอไม่ได้ช่วยทำอะไรมากนัก แต่กลับได้ฟังเคล็ดลับในการเลือกวัตถุดิบเข้าหูมาเต็มๆ
เมื่อตรวจสอบรถทุกคันจนครบถ้วน เหล่าหลัวก็พยักหน้า “เอาตามนี้แหละ ยังมีของล็อตสุดท้ายที่ยังไม่มาส่ง ก็ไปเร่งให้พวกเขารีบมาส่งหน่อย ปีนี้ตรุษจีนเร็ว อีกสักสิบกว่าวันก็ต้องเริ่มแช่ข้าวทำถั่วกวนกันแล้ว”
[จบบท]