บทที่ 247: โจรขโมยบัวลอย
บรรยากาศยามค่ำคืนหลังหิมะตกปกคลุมทั่วบริเวณนั้นเงียบสงัดจนวังเวง ภายในโรงงานขนาดใหญ่ตกอยู่ในความมืดมิดมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง หากเปลี่ยนเวรเฝ้ายามเป็นพนักงานผู้หญิงก็คงจะรู้สึกหวาดกลัวจนนั่งไม่ติดที่ แต่พี่หวังมีความอดทนเป็นเลิศและจิตใจมั่นคง เขานั่งซุ่มรอสังเกตการณ์อย่างใจเย็น หยิบมันเผาขึ้นมากัดกินไม่กี่คำจนหมดแล้วโยนเปลือกทิ้งไป ก่อนจะตั้งใจเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างจดจ่อ
เขานั่งเฝ้าฟังเสียงลมหายใจของตัวเองผ่านไปจนกระทั่งตีสี่ครึ่งของช่วงเช้ามืด ก็ยังไม่พบวี่แววว่าจะมีใครเข้ามาขโมยขนมบัวลอยเลยแม้แต่เงาเดียว
อีกเพียงชั่วโมงกว่าๆ ท้องฟ้าก็จะเริ่มสางแล้ว หิมะด้านนอกก็หยุดตกไปพักใหญ่ พี่หวังเริ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
หรือว่าเสี่ยวเฉาจะคาดเดาผิดไป คนร้ายคนนั้นอาจจะไม่ได้คิดจะฉวยโอกาสใช้ทางลัดนี้ตั้งแต่แรก
หรือไม่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าโจรคนนั้นขโมยไปได้สองสามร้อยจินจนครบจำนวนที่ต้องการแล้ว เลยไม่คิดจะกลับมาลงมือซ้ำอีก
ระหว่างที่ความคิดฟุ้งซ่านแล่นเข้ามาในหัว พี่หวังที่อดตาหลับขับตานอนมาสองคืนติดกันก็เริ่มรู้สึกหนังตาหนักอึ้ง อาการง่วงงุนเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทีละน้อย
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเคลิ้มหลับไปนั้นเอง หูของเขาก็แว่วเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกหน้าต่าง เป็นเสียงรองเท้าบดย่ำลงบนพื้นหิมะที่หนานุ่ม
พี่หวังสะดุ้งสุดตัวลืมตาโพลงตื่นเต็มตาในวินาทีนั้น ทีแรกเขาเข้าใจว่าเป็นเสียงเดินตรวจตราของยามรักษาการณ์ แต่เสียงฝีเท้านั้นกลับหยุดชะงักลงที่จุดจุดหนึ่งไม่ได้เดินผ่านไป
เขาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวน แล้วชะโงกหน้ามองลอดผ่านบานหน้าต่างออกไปด้านนอก
ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล มีเงาดำตะคุ่มร่างหนึ่งกำลังเลิกเสื่อที่คลุมกองสินค้าบนพื้นออก แล้วลงมือโกยขนมบัวลอยยัดใส่กระเป๋าเสื้ออย่างรีบร้อน
พอได้เห็นตัวคนร้ายกับตาตัวเอง ความร้อนรนใจของพี่หวังกลับมลายหายไป แทนที่ด้วยความสุขุมเยือกเย็น
เขาค่อยๆ ขยับตัวย่องไปที่ประตู เตรียมจะเปิดออกไปจับกุม แต่ฉุกคิดขึ้นได้จึงหันกลับไปคว้าพลั่วไม้ติดมือมาด้วยเผื่อต้องใช้เป็นอาวุธ
เงาดำร่างนั้นยังคงก้มหน้าก้มตาโกยขนมบัวลอยใส่กระเป๋าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว จริงอย่างที่เซี่ยเฉาเคยวิเคราะห์ไว้ ตอนนี้ขนมบัวลอยทั้งหมดถูกเทกองรวมกันเป็นภูเขาเลากา จะหยิบฉวยไปมากน้อยแค่ไหนก็ดูไม่ออกด้วยตาเปล่า คนร้ายจึงย่ามใจกอบโกยเอาตามสะดวก ยิ่งเป็นเวลานี้การเดินตรวจตราของยามในหน่วยงานก็ค่อนข้างหละหลวมด้วย
แต่ถึงอย่างไรพื้นด้านนอกก็มีหิมะปกคลุม ทันทีที่พี่หวังเปิดประตูและก้าวเท้าเหยียบลงไป เสียงหิมะที่ถูกบดอัดก็ดังกรอบแกรบขึ้นมา อีกฝ่ายไหวตัวทันทิ้งถุงใส่ขนมแล้วออกตัววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
พี่หวังรีบวิ่งไล่กวดตามไป แต่ระยะห่างทำให้ตามไม่ทัน เขาจึงตะโกนเสียงดังลั่น
"ขโมย! จับขโมย!"
วินาทีนั้นเขาตัดสินใจเหวี่ยงพลั่วไม้ในมือพุ่งใส่เป้าหมายด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ดูเหมือนว่าคนเราเวลาโมโหขีดสุดมักจะระเบิดพลังแฝงออกมาได้เสมอ พลั่วไม้ที่พี่หวังขว้างออกไปลอยละลิ่วไปกระแทกเข้าที่ต้นขาของคนร้ายอย่างจัง
คนร้ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ขาข้างนั้นกะเผลกเสียหลักไปวูบหนึ่ง แต่ก็ยังกัดฟันฝืนวิ่งต่อ เลี้ยวหลบมุมตึกหายเข้าไปทางแผนกหมักบ่ม
แม้พี่หวังจะวิ่งตามไม่ทัน แต่เขาก็ไม่หยุดตะโกนแจ้งเหตุ เสียงร้องตะโกนจับขโมยดังฝ่าความเงียบยามค่ำคืนปลุกให้ยามคนอื่นๆ ที่เดินตรวจตราอยู่บริเวณอื่นรีบวิ่งมาสมทบ แม้แต่ลุงยามหลู่ที่รับหน้าที่ตีกราวบอกเวลาก็ได้ยินเสียง จึงเปิดประตูห้องพักออกมาดูสถานการณ์
ลุงยามหลู่อายุมากแล้วจะให้วิ่งไล่จับโจรคงไม่ไหว แกจึงตัดสินใจปลดโซ่ล่ามเจ้าเอ้อร์ตั้นที่ผูกไว้หน้าประตูออกทันที
เลี้ยงดูฟูมฟักมาเกือบครึ่งปี เจ้าเอ้อร์ตั้นโตวันโตคืนจนมีขนาดตัวเกือบเท่าสุนัขโตเต็มวัย พอได้รับอิสระมันก็ส่งเสียงเห่ากรรโชกแล้วพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู
คนสองขาหรือจะสู้สุนัขสี่ขา คนร้ายพยายามจะหนีต่อแต่ก็หนีไม่พ้นคมเขี้ยวของเอ้อร์ตั้นที่กระโจนเข้ากัดเข้าที่น่องอย่างแม่นยำ
เหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งกรูเข้าไปล้อมวงพร้อมกับสาดแสงไฟฉายใส่หน้าคนร้าย พอเห็นใบหน้าชัดเจนทุกคนต่างยืนตะลึงงันไปตามๆ กัน
"ทำไมเป็นนายไปได้"
พี่หวังไม่รู้จักคนคนนี้เป็นการส่วนตัว แต่เขาก็มองเห็นชัดเจนว่าภายใต้เสื้อคลุมทหารสีเขียวตัวใหญ่นั้น คนร้ายสวมเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงงานอยู่
…
"ยามของหน่วยงานเราเองงั้นเหรอ"
เซี่ยเฉาอุทานด้วยความแปลกใจเมื่อทราบข่าว แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
เช้าวันรุ่งขึ้นเซี่ยเฉามาทำงานเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมงเพื่อเอาข้าวเช้ามาส่งให้พี่หวัง แต่พอมาถึงหน้าโรงงานก็ถูกลุงยามหลู่เรียกตัวไปที่ห้องพักยาม พี่หวังเองก็อยู่ที่นั่นด้วย เขากำลังนอนงีบเอาแรงอยู่บนเตียงคังของลุงยามหลู่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจับโจรเมื่อเช้ามืด
สภาพของพี่หวังดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดจากการอดนอนติดต่อกันสองคืน ขอบตาดำคล้ำเป็นวงกว้าง เขาลุกขึ้นมารับกล่องข้าวจากมือเซี่ยเฉาไปตักกินคำโตๆ สองสามคำ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าให้ฟัง
"ฉันเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน แต่มันก็ช่วยไขข้อข้องใจได้ว่าทำไมคนร้ายถึงเข้ามาในโรงงานได้ แล้วทำไมถึงหลบเลี่ยงสายตาพวกยามเวรได้เก่งนัก"
ในเมื่อคนร้ายเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียเอง เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เขาไม่ต้องออกแรงปีนรั้วหรือวางแผนซับซ้อนอะไรเลย แค่รอจังหวะที่ตัวเองเดินตรวจเวรไปถึงบริเวณนั้น แอบกอบโกยขนมบัวลอยยัดใส่เสื้อคลุมทหารตัวใหญ่ๆ แล้วหาโอกาสขนออกไปข้างนอก เสื้อคลุมแบบนั้นทั้งยาวทั้งหนา แถมยังตัวโคร่ง ต่อให้ซ่อนของหนักสักยี่สิบสามสิบจินก็ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
"แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนคะ"
เซี่ยเฉาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พี่หวังพยักพเยิดหน้าไปทางห้องว่างอีกห้องที่อยู่ติดกัน
"ขังไว้อยู่ในห้องนั้นแหละ ให้ยามคนอื่นผลัดกันเฝ้าไว้ รอให้ผู้บริหารโรงงานมาจัดการเรื่องนี้"
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นตรงกับแผนกขนม เรื่องนี้จึงเกินอำนาจหน้าที่ของพวกเขา จำเป็นต้องรอให้ผู้จัดการโรงงานเป็นคนตัดสินใจ
หลังจากกินข้าวเสร็จ พี่หวังที่ร่างกายอ่อนล้าเต็มทีก็ล้มตัวลงนอนต่อ จนกระทั่งผู้จัดการโรงงานซูทราบข่าวและเดินทางมาถึงจึงได้ปลุกเขาขึ้นมาสอบถามรายละเอียด
พี่หวังลูบหน้าลูบตาเรียกสติให้ตื่นตัว แล้วรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผู้จัดการโรงงานซูฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"เรื่องนี้สรุปแล้วเสี่ยวเฉาเป็นคนจับสังเกตได้เหรอ เธอรู้ได้ยังไงกัน"
ผู้จัดการโรงงานซูถามด้วยความฉงน
"ขนมบัวลอยพวกนั้นเธอเป็นคนลงมือปั้นเองกับมือครับ ถาดไหนหนักเท่าไหร่ ขนมหายไปปริมาณแค่ไหน เธอแค่ลองยกดูกะน้ำหนักด้วยมือก็รู้แล้ว"
"เสี่ยวเฉามีความสามารถขนาดนั้นเชียวหรือ"
ผู้จัดการโรงงานซูถึงกับทึ่งในใจ แค่ความสามารถในการแบ่งก้อนแป้งให้เท่ากันเป๊ะๆ ก็ว่ามหัศจรรย์แล้ว ไม่นึกว่าเซี่ยเฉาจะทำตัวเป็นตาชั่งมนุษย์ได้อีกด้วย
"ถ้าท่านไม่เชื่อลองถามเจ้าตัวดูสิครับ... อ้าว เสี่ยวเฉาล่ะ"
พี่หวังหันซ้ายหันขวามองหาคน แต่กลับไม่พบร่องรอยของหญิงสาว
"กลับไปทำงานที่แผนกตั้งนานแล้ว"
ลุงยามหลู่ที่แกล้งทำหูตึงฟังการสนทนาอยู่เงียบๆ เอ่ยแทรกขึ้นมา
ผู้จัดการโรงงานซูกับพี่หวังได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมานิยามเด็กสาวคนนี้ดี จะว่าเธอขยันขันแข็งหรือเป็นคนใจกว้างดั่งแม่น้ำดีนะ
ถ้าเป็นคนอื่นเจอเรื่องใหญ่แบบนี้ คงต้องรีบอยู่เสนอหน้าเล่าความดีความชอบของตัวเองให้ผู้ใหญ่รับรู้เพื่อหวังผลงาน แต่เซี่ยเฉากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินกลับไปทำงานหน้าตาเฉย ไม่กลัวเลยสักนิดว่าพี่หวังจะุฮุบผลงานเอาหน้าไปคนเดียว
ความจริงแล้วเซี่ยเฉาไม่ได้กลัวเรื่องนั้นเลย
ถ้าพี่หวังเป็นคนนิสัยฉวยโอกาสแบบนั้นจริง ตอนที่เธอเริ่มทำผลงานโดดเด่นขึ้นมา เขาคงหาทางกลั่นแกล้งสกัดดาวรุ่งเธอไปนานแล้ว และถ้าเขาเป็นคนทะเยอทะยานชอบเอาหน้า เขาคงไม่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักอย่างเงียบๆ จนกระทั่งโจวเสวี่ยฉินถูกปลดออกจากตำแหน่ง ถึงจะได้รับโอกาสเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นหัวหน้ากะ
เมื่อสอบถามเรื่องราวจากพี่หวังจนกระจ่างแล้ว ผู้จัดการโรงงานซูจึงเดินไปดูหน้าผู้ต้องหาที่ถูกคุมตัวไว้
งานรักษาความปลอดภัยถือเป็นงานเบา ค่าตอบแทนก็น้อยตามไปด้วย วันๆ แทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากเดินตรวจตรา ดังนั้นคนที่มาทำงานตรงนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นคนมีอายุ หรือไม่ก็เป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีปัญหาทางร่างกายบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อการทำงานหนักในฝ่ายผลิต
ยามที่ถูกจับได้คนนี้แซ่โหว อายุอานามประมาณสามสิบต้นๆ ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมดูซื่อบื้อจนเกือบจะดูทึ่มทื่อ
ผู้จัดการโรงงานซูสืบประวัติมาล่วงหน้าแล้ว ทราบว่าชายคนนี้มีปัญหาด้านการสื่อสาร เป็นคนพูดติดอ่างอย่างรุนแรง ทำให้เขากลายเป็นคนไม่ค่อยพูดค่อยจาเพราะกลัวจะถูกคนอื่นล้อเลียน นิสัยส่วนตัวจึงเป็นคนเงียบขรึมเก็บตัว แทบไม่มีตัวตนในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน
ถ้าไม่ได้จับได้คาหนังคาเขาพร้อมหลักฐานที่ร่วงกราวลงมาจากตัว คงไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าคนซื่อๆ แบบเขาจะกล้าลงมือทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้ได้
เมื่อเห็นผู้จัดการโรงงานซูเดินเข้ามาในห้อง ยามแซ่โหวก็แค่เงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งด้วยแววตาว่างเปล่า แล้วก็ก้มหน้าลงมองพื้นตามเดิม เขายังคงรักษาความเงียบงันไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าใครจะถามอะไรเขาก็ไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
[จบบท]