บทที่ 25: ทะเบียนบ้าน
กับหลี่ไหลตี้นั้น เซี่ยเฉาไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจให้เลยแม้แต่น้อย เธอสวนกลับไปทันควัน
“ฉันกับเขาจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่จด มันไปหนักส่วนไหนของเธอไม่ทราบ”
เซี่ยว่านฮุยที่ยืนอยู่ข้างพี่สาวก็ช่วยกลอกตามองบนใส่แขกไม่ได้รับเชิญอีกแรง
“นั่นสิ คนที่จะแต่งงานก็ไม่ใช่เธอสักหน่อย จะเดือดร้อนไปทำไม”
สองพี่น้องคู่นี้ คนหนึ่งพูดจานิ่มนวลแต่เชือดเฉือน ส่วนอีกคนก็เป็นพวกอารมณ์ร้อนพร้อมบวก พอมาประสานเสียงเข้าคู่กันแบบนี้ก็ทำเอาคนฟังโกรธจนแทบกระอักเลือดได้เหมือนกัน แต่ทว่าวันนี้หลี่ไหลตี้กลับควบคุมอารมณ์ได้ดีผิดคาด แทนที่จะเต้นผาง เธอกลับแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
“ปากเก่งไปเถอะ”
เรื่องที่เซี่ยเฉาจะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน แน่นอนว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเธออยู่แล้ว ที่เธอถ่อสังขารมาถึงที่นี่ก็แค่อยากจะมาเห็นกับตาตัวเองให้สะใจว่า เซี่ยเฉาที่หลวมตัวแต่งงานกับนักเลงหัวไม้ไม่เอาถ่าน วันๆ เอาแต่เดินลอยชายไปมา จะมีสภาพตกต่ำลงไปขนาดไหน
สะสวยไปก็เท่านั้นแหละ ผู้หญิงเราพอต้องมาแบกรับภาระงานบ้านงานเรือน ตรากตรำทำงานหนักเข้าสักสองสามปี แถมชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ราบรื่น อีกเดี๋ยวก็คงโทรมจนกลายเป็นยายแก่หน้าเหลือง
หลี่ไหลตี้ยังเด็กและไม่ได้มีนิสัยเขี้ยวลากดินเหมือนพ่อแม่ของเธอ ความคิดทุกอย่างจึงแสดงออกมาทางสีหน้าจนหมดเปลือก
เซี่ยเฉาเพียงแค่ปรายตามองปราดเดียวก็อ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งว่าในใจของเด็กสาวคนนี้ไม่ได้หวังดี คำว่า ‘สมน้ำหน้า’ แทบจะกระโดดออกมาจากแววตาคู่นั้นอยู่รอมร่อ
หญิงสาวเจ้าของบ้านไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใจนานนัก เธอยิงคำถามสวนกลับไปในจุดที่เจ็บแสบที่สุด
“ว่าแต่เครื่องนอนสองชุดที่บ้านเธอตกลงจะให้ฉัน ตัดเย็บเสร็จหรือยัง”
รอยยิ้มเยาะเยาะบนใบหน้าของหลี่ไหลตี้แข็งค้างไปในวินาทีนั้น ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความจุกอก
ทีแรกก็นึกว่าแค่ช่วยเป็นแม่สื่อหาผัวให้เซี่ยเฉาได้ เรื่องมันก็จบกันไปแล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าแม่ตัวดีคนนี้จะวกกลับมาเล่นงานพวกเขาจนอ่วม บีบให้บ้านหลี่ต้องคายเครื่องนอนออกมาให้ถึงสองชุด
ผ้าห่มผืนหนึ่งต้องใช้ผ้าตั้งสองจั้งเจ็ดฉื่อ รวมฟูกรองนอนเข้าไปอีก แล้วนี่ยังต้องทำถึงสองชุด ถ้าไม่มีผ้าสักห้าสิบฉื่อก็อย่าหวังว่าจะพอ
ช่วงสองวันนี้แม่ของเธอต้องวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อหาแลกคูปองผ้าจนปากพองร้อนในไปหมดแล้ว ยังไม่นับเรื่องที่ต้องไปหาซื้อฝ้ายมายัดนุ่นอีกต่างหาก
ต้องรู้ไว้ด้วยว่าช่วงปีนี้คูปองต่างๆ มีค่าดั่งทองคำ เซี่ยเฉาพูดออกมาแค่ประโยคเดียวทำเอาบ้านหลี่ต้องเสียเงินเสียของรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองร้อยหยวน เงินจำนวนนี้เอาไปใช้เป็นสินสอดขอเมียให้ลูกชายได้สบายๆ เลยทีเดียว
แต่จะเบี้ยวไม่ให้ก็ไม่ได้ ในเมื่อรับปากต่อหน้าผู้จัดการโรงงานลู่ไปเป็นมั่นเป็นเหมาะ แถมสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรก็ยังอยู่ในมือของเซี่ยเฉา
หลี่ไหลตี้รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่อึกอักอยู่อย่างนั้น
จังหวะพอดีกับที่เหวินฮว่าเดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำ พอเห็นบรรยากาศมาคุระหว่างทั้งสองฝ่ายก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“เป็นอะไรกันไปเหรอ”
เซี่ยเฉายิ้มแย้มอย่างคนอารมณ์ดี พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ พอดีฉันพูดถึงความใจกว้างของลุงหลี่กับป้าหลี่น่ะ ที่อุตส่าห์มอบเครื่องนอนให้ฉันตั้งสองชุด”
พอได้ยินแบบนั้นเหวินฮว่าก็ร้องอ๋อทันที คาดว่าคงเป็นเพราะเด็กสาวอย่างหลี่ไหลตี้เกิดอาการหวงของขึ้นมา เลยพาลทำหน้าบึ้งตึงใส่
เมื่อเห็นว่าเวลาเริ่มเย็นมากแล้ว เหวินฮว่าจึงรีบดึงแขนหลี่ไหลตี้เพื่อขอตัวกลับ
“ฉันต้องกลับไปทำกับข้าวแล้ว ขอตัวก่อนนะ”
ระหว่างที่เดินออกมา เธอก็พยายามปลอบใจน้องสามีไปด้วย
“เดี๋ยวรอเธอแต่งงาน ฉันจะสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ให้ชุดใหญ่เลย”
“จริงนะคะ”
ดวงตาของหลี่ไหลตี้เป็นประกายขึ้นมาทันที แต่ถึงอย่างนั้นความขุ่นเคืองในใจก็ยังไม่จางหายไปง่ายๆ เธอหันกลับมาแค่นเสียงใส่บ้านเซี่ยเฉาอีกครั้ง
“ฉันนี่โชคดีจริงๆ ที่มีพี่สะใภ้ดีๆ แบบพี่ ไม่เหมือนเซี่ยเฉาหรอก เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้แท้ๆ แต่พี่สะใภ้ลู่ของหล่อนแม้แต่หน้าก็ยังไม่โผล่มาให้เห็น ปล่อยให้จัดแจงกันเองตามมีตามเกิด...”
ทว่ายังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี หลี่ไหลตี้ก็แทบจะกัดลิ้นตัวเอง
เพราะคนที่เธอกำลังนินทาว่าไม่โผล่หัวมาอย่างหลิวเถี่ยผิง ตอนนี้กำลังเดินยิ้มร่าเข้ามาทางประตูรั้วพอดี
“ภรรยาเจ้าจี้เป่ยพูดถูกจริงๆ ดูสิเนี่ย เก็บกวาดซะเป็นระเบียบเรียบร้อยเชียว”
หลิวเถี่ยผิงเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระตือรือร้น ในมือหิ้วของพะรุงพะรัง ในอ้อมแขนก็ยังกอดของไว้อีกเต็มไปหมด ข้าวของที่ขนมาดูจะเยอะกว่าที่พวกหลี่ไหลตี้ถือมาเสียอีก
คราวที่แล้วหลิวเถี่ยผิงไม่ได้มีท่าทีแบบนี้นี่นา จำได้ว่าวันนั้นแทบจะพังงานแต่งให้ล่มจมด้วยซ้ำ
หลี่ไหลตี้ได้แต่ยืนมองตาค้าง ดูหลิวเถี่ยผิงขนข้าวของเข้าไปด้านในอย่างงุนงง
“มาดูกันซิว่าพี่ซื้ออะไรมาให้บ้าง ผ้าขนหนูคนละผืน กระจกเอาไว้ให้เธอส่องเวลาหวีผม แล้วก็นี่จานชาม พี่ซื้อมาให้ครบชุดเลยนะ...”
จานชามที่ว่าคือชุดละสี่ใบ ขนมาเยอะขนาดนี้เซี่ยเฉาสามารถเปิดเตาทำครัวเลี้ยงคนได้สบายๆ ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียวจะแบกของหนักขนาดนี้ไหว
ภรรยาของผู้จัดการโรงงานลู่คนนี้ตอนแรกไม่ชอบหน้าเซี่ยเฉาไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งชมเปาะ ทั้งขนของมาประเคนให้ขนาดนี้
หลี่ไหลตี้ที่ความอัดอั้นตันใจระลอกแรกยังไม่ทันจางหาย ก็ต้องมาเจอระลอกสองกระแทกเข้าให้อีก เธออยากจะรู้นักว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในเมื่อเดินออกมาแล้วจะให้เดินกลับเข้าไปถามก็คงเสียหน้าแย่
ทางด้านเซี่ยเฉาเองก็รู้สึกว่าความกระตือรือร้นของหลิวเถี่ยผิงมันดูผิดปกติจนน่าขนลุก
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา หญิงวัยกลางคนผู้นี้ก็เอาแต่จับเธอหมุนซ้ายหมุนขวาแล้วพ่นคำชมออกมาไม่หยุดปาก ทั้งชมว่าผิวขาวหน้าตาสะสวยบ้างล่ะ บ้านช่องสะอาดสะอ้านทำงานคล่องแคล่วบ้างล่ะ เจ้าจี้เป่ยของพวกเรามีบุญจริงๆ ที่ได้เธอมาเป็นเมียบ้างล่ะ
ขนาดเซี่ยว่านฮุยที่ยืนอยู่เฉยๆ ยังโดนชมว่าเป็นเด็กขยันรู้จักปกป้องพี่สาว ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก สายตาที่มองพี่สะใภ้คนนี้เริ่มเปลี่ยนไป
เซี่ยเฉาเพียงแค่ยิ้มรับบางๆ ก่อนเอ่ยถาม
“พี่สะใภ้มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีธุระแล้วจะมาหาไม่ได้หรือไง” หลิวเถี่ยผิงแสร้งทำเป็นงอน “ยังไงต่อไปพวกเราก็เป็นคนกันเองแล้วนะ”
เซี่ยเฉาเลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด เธอหันกลับไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดกระจกต่อ
ใครจะไปเชื่อว่าไม่มีแอบแฝง คนอย่างหลิวเถี่ยผิงไม่มีทางเปลี่ยนนิสัยได้หน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้หรอก จริงอยู่ที่ว่าพอเกี่ยวดองเป็นญาติกันแล้ว บางคนอาจจะยอมวางทิฐิลงได้ แต่ถ้าหลิวเถี่ยผิงอยากจะญาติดีกับเธอและเฉินจี้เป่ยจริงๆ อย่างน้อยก็ควรจะขอโทษเรื่องที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ
ความแค้นเก่าเก็บยังไม่ทันสะสาง จะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง
และแล้วก็เป็นไปตามคาด หลิวเถี่ยผิงอดทนเก็บความลับไว้ได้ไม่นาน สุดท้ายก็โพล่งออกมา
“หนูเซี่ย พี่ดูแล้วน้องชายของเธอก็โตเป็นหนุ่มแล้วนะ ได้เวลาหาเมียแล้วมั้ง”
ทำไมจู่ๆ ถึงมาห่วงเรื่องหาคู่ให้น้องชายเธอล่ะ
เซี่ยเฉาชะงักมือที่กำลังเช็ดกระจก ในหัวผุดสุภาษิตขึ้นมาทันที ‘คนไร้เหตุ จู่ๆ เอาใจ ย่อมมิใช่ประสงค์ดี’
เซี่ยว่านฮุยเองก็งงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าทำไมหวยถึงมาออกที่ตัวเอง
“ผมเพิ่งจะสิบเจ็ด หาเมียอะไรกันครับ”
หลิวเถี่ยผิงดูจะประหลาดใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าเด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่ขนาดนี้จะอายุแค่สิบเจ็ด เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบปรับสีหน้ายิ้มแย้มกลบเกลื่อน
“สิบเจ็ดก็ไม่เด็กแล้วนะ อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็จัดงานเลี้ยงแต่งงานไปก่อนได้ มีลูกชายเร็วๆ จะได้มีคนสืบสกุล สมัยนี้คนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่เป็นพ่อคนแล้วมีถมเถไป”
พอได้ยินแบบนั้น เซี่ยว่านฮุยยิ่งส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
“ไม่เอาครับ ไม่เอา ผมยังเด็กอยู่เลย ไม่อยากเป็นพ่อคน”
หลิวเถี่ยผิง: “...”
โดนตอกกลับหน้าหงายมาสองรอบติด หลิวเถี่ยผิงถึงได้รู้ซึ้งว่าเซี่ยว่านฮุยเป็นพวกหัวทึบพูดจาขวานผ่าซาก คุยด้วยเหตุผลคงไม่รู้เรื่อง มีอะไรต้องคุยกับเซี่ยเฉาถึงจะถูก
เธอจึงหยิบผ้าขี้ริ้วอีกผืนมาช่วยเซี่ยเฉาเช็ดกระจก พลางตะล่อมเข้าเรื่อง
“ที่พี่พูดเนี่ย ก็เพราะเห็นว่าเธอแต่งงานมาตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องทางนี้คอยดูแล ถ้าช่วยหาน้องสะใภ้ให้น้องชายเธอสักคน ตัวเธอเองก็จะสบายใจขึ้น จะได้ใช้ชีวิตกับจี้เป่ยอย่างหมดห่วง พอดีว่าทางบ้านน้องสะใภ้ของพี่น่ะ เขามีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ปีนี้อายุยี่สิบพอดี พี่ดูแล้วเหมาะสมกับน้องชายเธอมาก โบราณเขาว่า ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ แต่ถ้าได้เมียแก่กว่าสักสามปีนี่เหมือนมีทองพันชั่งเชียวนะ ได้เมียอายุมากกว่าหน่อยก็ดีตรงที่ขยันทำงาน รู้จักดูแลคน”
ผู้ชายยุคปัจจุบันอาจจะชอบสาวน้อยร่างบางดูน่าทะนุถนอม แต่สำหรับพ่อแม่ในยุคเก่าแล้ว การหาลูกสะใภ้ที่ตัวใหญ่และอายุมากกว่าลูกชายถือเป็นเรื่องดี
อายุมากกว่าก็ทำงานเก่งกว่า รู้จักเอาอกเอาใจ แถมยังแข็งแรงมีลูกง่าย พอแก่ตัวไปจนหมดสภาพ ถ้ามีเงินหน่อยค่อยไปหาเด็กๆ เอาก็ยังไม่สาย
เซี่ยเฉาเองก็เป็นพี่สาวเหมือนกัน หลิวเถี่ยผิงไม่เชื่อหรอกว่าจะมีพี่สาวคนไหนไม่อยากให้น้องชายตัวเองแต่งงานแล้วได้นั่งกระดิกเท้าเป็นคุณชายที่บ้าน มีคนคอยปรนนิบัติพัดวีให้
[จบบท]