บทที่ 258: ความในใจของเด็กน้อย
แม่เฒ่าฉินมองตามแผ่นหลังของสะใภ้สี่ที่เดินเลี่ยงออกไป พลางอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาด้วยความระอาใจว่า
“พอมีผลประโยชน์รีบเสนอหน้า พอถึงคราวต้องลงแรงกลับถอยไปอยู่ข้างหลังเสียอย่างนั้น”
ลู่เจ๋อถงแต่งงานเข้าบ้านตระกูลฉินมาได้ครึ่งปีแล้ว เขาพอจะจับทางนิสัยใจคอของพี่สะใภ้สี่ฉินคนนี้ได้บ้างแล้ว หากจะบอกว่าเธอเป็นคนเลวร้ายก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว เธอไม่ได้มีจิตใจคิดร้ายกับใคร เพียงแต่เป็นคนที่มีลูกคิดรางแก้วในใจเยอะไปหน่อย ชอบคำนวณผลได้ผลเสียจนติดเป็นนิสัย และมักจะคิดเองเออเองว่าคนอื่นโง่กว่าตัวเองเสมอ
ลู่เจ๋อถงไม่อยากให้บรรยากาศเสีย จึงยิ้มเจื่อนๆ พลางพูดไกล่เกลี่ยเพื่อเปลี่ยนเรื่องว่า
“ผมว่าเรารีบกลับไปบอกพวกเด็กๆ ที่บ้านกันก่อนดีกว่าครับ ป่านนี้ต้าหลงกับน้องๆ คงขวัญเสียแย่แล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาได้และพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“นั่นสินะ พอเสี่ยวหู่หายไปแบบนี้ ต้าหลงกับพวกพี่ๆ น้องๆ ก็พากันตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขาคงเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นเพราะดูแลน้องไม่ดี น้องถึงได้หายไป”
เมื่อคิดถึงหลานๆ ที่รออยู่ที่บ้าน แม่เฒ่าฉินจึงรีบขอตัวกลับไปดูหลานชายหลานสาวทันที เมื่อคนในบ้านเริ่มซาลง ลู่เจ๋อถงจึงหันกลับมามองเฉินจี้เป่ยและเซี่ยเฉาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกรงใจและรู้สึกผิด
“พวกเธอคงจะเหนื่อยแย่เลยใช่ไหม?”
ในสถานการณ์นี้ ลู่เจ๋อถงมีสถานะเป็นพ่อเลี้ยง ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างเปราะบางในสายตาคนนอก เขาจึงไม่สะดวกใจที่จะเข้าไปก้าวก่ายหรือแย่งชิงตัวเด็กกับทางบ้านอดีตสามีของภรรยาโดยตรง
เมื่อวานที่เขาตามไปด้วยก็เพราะเห็นว่าฉินซูอารมณ์ไม่มั่นคง กลัวว่าเธอจะเป็นลมเป็นแล้งหรือเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น แต่ในเมื่อตอนนี้หาตัวเด็กเจอแล้ว และข้างกายฉินซูก็มีพี่ชายพี่สะใภ้คอยประกบดูแลอยู่หลายคน เขาจึงตัดสินใจไม่ตามไปสมทบและรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านแทน
อีกประการหนึ่งคือ เฉินจี้เป่ยและเซี่ยเฉาอุตส่าห์เดินทางไกลมาจากเมืองเจียงทั้งที จะให้ทิ้งแขกไว้ที่บ้านตามลำพังตลอดเวลาก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป
เฉินจี้เป่ยสนิทใจกับลู่เจ๋อถงที่เป็นลูกพี่ลูกน้องคนนี้มากกว่าคนอื่น จึงยอมพูดประโยคที่ยาวกว่าปกติออกมาเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรหรอกครับ หาตัวเจอได้ก็ดีแล้ว”
ทางด้านเซี่ยเฉานั้นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอยิ้มบางๆ ให้กับลู่เจ๋อถงเพื่อให้เขาสบายใจ
“ฉันต่างหากที่กลัวว่าการมาของพวกเราจะทำให้พวกพี่ยุ่งยาก จนเสียเวลาในการตามหาตัวเด็ก”
เมื่อได้รับข่าวว่าเจอตัวเสี่ยวหู่แล้ว ลู่เจ๋อถงก็คลายความกังวลลงไปได้มาก รอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นที่หางตาของเขาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเฉา
“ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเธอสองคนไหวพริบดี ป่านนี้เราอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปตามหาที่บ้านตระกูลไช่ เธอยังจะมาบอกว่าทำให้เสียเวลาอีกเหรอ?”
ลู่เจ๋อถงหันไปมองเฉินจี้เป่ยพลางเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“นายเป็นคนเงียบๆ ขรึมๆ แบบนี้ ไปหาภรรยาที่พูดจาฉะฉานน่าฟังแบบนี้มาจากไหนกัน?”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้ตอบโต้คำพูดนั้น เขายังคงรักษามาดนิ่งขรึมเอาไว้ แต่ทว่าใบหูของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
ลู่เจ๋อถงเห็นปฏิกิริยานั้นก็ยิ่งรู้สึกขบขันและเอ็นดูน้องชายคนนี้มากขึ้นไปอีก
“อะไรกัน แต่งงานแล้วเปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวเหรอ รู้จักเขินอายกับเขาเป็นด้วย? แล้วเมื่อไหร่จะยอมให้พี่ชายคนนี้ได้อุ้มหลานบ้างล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าลู่เจ๋อถงเริ่มลามปามมาถึงตัวเอง เซี่ยเฉาจึงยิ้มตาหยีแล้วสวนกลับไปอย่างทันท่วงทีว่า
“เรื่องนั้นคงต้องรออุ้มหลานจากทางบ้านพี่ลู่เจ๋อถงก่อนแล้วล่ะค่ะ”
ลู่เจ๋อถงคาดไม่ถึงว่าเซี่ยเฉาจะช่วยสามีแก้ต่างได้ทันควันขนาดนี้ เขามองหน้าเธอสลับกับเฉินจี้เป่ย แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“พอแต่งงานมีครอบครัวแล้วมันต่างกันจริงๆ มีคนคอยปกป้องแก้ต่างให้กันด้วยแฮะ”
แม้จะพยายามทำตัวสดชื่น แต่ร่างกายที่อดหลับอดนอนมาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนก็เริ่มประท้วง ลู่เจ๋อถงอดไม่ได้ที่จะหาวออกมาวอดใหญ่
“พี่กลับไปนอนพักสักหน่อยเถอะครับ” เฉินจี้เป่ยเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
แต่ลู่เจ๋อถงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ สายตายังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเป็นห่วงคนที่ยังไม่กลับมา
“ไม่เป็นไร ฉันสูบบุหรี่สักสองมวนก็คงหายง่วงแล้ว ยังไงก็ต้องรอให้แม่ลูกเขากลับมาถึงบ้านก่อนถึงจะวางใจ”
ถึงแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตามไปที่บ้านตระกูลไช่ แต่ใจของเขาก็ลอยไปอยู่กับภรรยาและลูกเลี้ยงตลอดเวลา
เซี่ยเฉาลอบสังเกตท่าทีของลู่เจ๋อถงเงียบๆ เธอรู้สึกว่าเขายังคงมีความอ่อนโยนเหมือนครั้งแรกที่ได้พบกัน แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือบรรยากาศของความอบอุ่นและความผูกพันที่มีต่อครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
อาจเป็นเพราะรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง หรืออาจเป็นเพราะโซ่ทองคล้องใจที่กำลังก่อตัวขึ้นในครอบครัว
“คราวนี้วางใจได้แล้วสินะคะ?” เซี่ยเฉากระซิบถามพลางใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ที่เอวของเฉินจี้เป่ย
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการอะไรมากนัก เขาเพียงแค่รวบมือของเธอมาไว้ในอุ้งมือหนาของตัวเองแล้วบีบเบาๆ
“อืม”
จากนั้นเขาก็ประสานนิ้วทั้งสิบเข้ากับนิ้วของเธออย่างแนบแน่น
การไปรับตัวเด็กคืนในครั้งนี้กินเวลานานกว่าที่คิด จนกระทั่งเลยเวลาอาหารเย็นไปแล้ว ฉินซูและพี่น้องตระกูลฉินถึงได้เดินทางกลับมาถึงบ้าน เห็นได้ชัดว่าการเจรจากับทางตระกูลไช่นั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง
ฉินซูอุ้มเด็กชายวัยประมาณสี่ห้าขวบไว้แนบอกอย่างหวงแหน โดยไม่สนใจว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว
บรรดาพี่ชายและพี่สะใภ้ที่เดินตามหลังมาต่างมีสีหน้าเหนื่อยล้าจากการตรากตรำมาทั้งวันทั้งคืน แววตาของพวกเขายังคงหลงเหลือความโกรธเคืองที่ยังไม่จางหาย แต่ทุกคนก็ช่วยกันประคับประคองพาแม่ลูกเข้าบ้านมาอย่างปลอดภัย
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเฉาได้เห็นหน้าลูกเลี้ยงของลู่เจ๋อถง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพิจารณาเด็กน้อยคนนี้อย่างละเอียด
เด็กชายกอดคอแม่ไว้แน่น หน้าตาของเขาดูขาวสะอาดสะอ้านน่าเอ็นดู ศีรษะทุยสวยดูฉลาดเฉลียว เพียงแต่บนใบหน้านั้นยังมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่ เมื่อเห็นว่าในบ้านมีคนแปลกหน้า เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว เพียงแต่ใช้ดวงตากลมโตดำขลับเหมือนลูกองุ่นจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ในที่สุดก็กลับมากันเสียที”
ลู่เจ๋อถงรีบเดินตรงเข้าไปหาด้วยความดีใจ แต่ทว่าเมื่อเสี่ยวหู่เห็นหน้าพ่อเลี้ยง เด็กน้อยกลับสะบัดหน้าหนีแล้วซุกหน้าเข้าหาซอกคอของผู้เป็นแม่ กอดรัดเธอไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
ปฏิกิริยาต่อต้านที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับชะงักงัน โดยเฉพาะฉินซูที่สัมผัสได้ถึงแรงกอดที่รอบคอ เธอยิ่งขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เสี่ยวหู่ ลูกเป็นอะไรไป?”
ปกตินั้นแม้ลู่เจ๋อถงจะเป็นเพียงพ่อเลี้ยง แต่เขาก็รักและดูแลเสี่ยวหู่ดีมาโดยตลอด เด็กน้อยเองก็สนิทสนมและติดเขามาก โดยเฉพาะช่วงที่ฉินซูเริ่มตั้งครรภ์และท้องโตขึ้น ลู่เจ๋อถงกลัวว่าภรรยาจะเหนื่อยเกินไป เขาจึงรับหน้าที่อุ้มและดูแลเสี่ยวหู่แทบจะตลอดเวลา แล้วทำไมจู่ๆ เด็กถึงได้แสดงท่าทีต่อต้านเขาเช่นนี้?
เมื่อได้ยินแม่ถาม เสี่ยวหู่ก็ยิ่งฝังหน้าลงกับไหล่ของแม่แน่นขึ้นและไม่ยอมพูดจา
“แกคงจะตกใจกลัวน่ะ” ลู่เจ๋อถงไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้กว่านี้ เขาขยับตัวหลีกทางให้ “คุณพาลูกเข้าไปพักในห้องก่อนเถอะ”
ฉินซูพาขบวนคนเดินเข้าไปในห้องนอน แต่เธอไม่ได้คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ เธอนั่งลงที่ขอบเตียงเตา แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบน้ำตาบนใบหน้าของลูกชายอย่างเบามือ
“ลุงลู่กับแม่ออกตามหาหนูทั้งวันทั้งคืนเลยนะลูก ทำไมเจอหน้าลุงลู่แล้วหนูไม่ทักทายล่ะครับ?”
เสี่ยวหู่ได้ฟังก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก ยังคงปิดปากเงียบสนิท
ดูจากอาการแล้วคงมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจแน่นอน ฉินซูจึงปรับน้ำเสียงให้ยิ่งอ่อนโยนลงกว่าเดิม
“ไหนบอกแม่ซิ ปกติใครนะที่ชอบให้เสี่ยวหู่ขี่คอเล่นม้าหมุน แล้วก็จับโยนสูงๆ ให้หนูหัวเราะ?”
คำถามนั้นทำให้เสี่ยวหู่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองลู่เจ๋อถงแวบหนึ่ง ก่อนจะเบะปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แล้วหันกลับไปกอดแม่แน่น ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
“ฮือ... แม่ไม่รักผมแล้วใช่ไหม? แม่กับ... กับลุงลู่มีน้องตัวเล็กๆ แล้ว แม่ก็เลยไม่ต้องการเสี่ยวหู่แล้วใช่ไหม?”
คำพูดไร้เดียงสาแต่บาดลึกนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
“ใครเป็นคนพูดเรื่องนี้กับลูก?”
ดวงตาของฉินซูฉายแววเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่มือของเธอยังคงลูบหลังลูกชายเพื่อปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวหู่เป็นแก้วตาดวงใจของแม่ แม่จะไม่รักหนูได้ยังไงกันครับ?”
เสี่ยวหู่สะอื้นฮักพลางฟ้องแม่ด้วยเสียงขาดห้วง
“ย่า... ย่าบอกครับ ย่าบอกว่าพ่อกับแม่มีน้องแล้ว ก็จะไม่เอาผมแล้ว ย่าบอกให้ผมไปอยู่กับย่าแทน”
“ยายแก่นั่นมัน...” พี่สะใภ้ใหญ่ฉินโกรธจนเกือบจะหลุดคำหยาบออกมา แต่เมื่อเห็นเด็กนั่งอยู่ตรงนั้นจึงต้องรีบกลืนคำด่าลงคอไป
สีหน้าของคนในตระกูลฉินทุกคนบึ้งตึงขึ้นมาทันที
เมื่อครู่นี้ตอนที่พวกเขาบุกไปทวงตัวหลาน แม่ของไช่ฟู่เอินทำท่าทางแข็งกร้าวไม่ยอมคืนเด็กให้ อ้างแต่ว่าเด็กใช้นามสกุลไช่ ก็ต้องเป็นคนของตระกูลไช่ ทั้งยังกล่าวหาว่าฉินซูกีดกันไม่ให้ปู่ย่าพบหน้าหลาน ไม่ยอมให้หลานกลับไปไหว้บรรพบุรุษ
ยังดีที่ฉินหลินและทหารติดตามของพี่ใหญ่ฉินที่ชื่อฉินป๋อช่วยกันกดดันและกันท่าคนทางนั้นไว้ พวกเขาถึงได้มีโอกาสบุกเข้าไปอุ้มตัวเสี่ยวหู่กลับออกมาได้
ไม่นึกเลยว่าคนบ้านตระกูลไช่จะหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ตัวเองเป็นคนลักพาตัวเด็กไปแท้ๆ ยังจะมาใส่ร้ายป้ายสีว่าฉินซูทิ้งลูก เพื่อยุแยงให้แม่ลูกแตกแยกกัน
เสี่ยวหู่ยังคงร้องไห้จ้า พรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมาไม่หยุด
“ย่า... ย่าบอกว่าลุงลู่จะมีลูกเองไม่ได้ แล้วก็ไม่ยอมให้พ่อมาหาผม ย่าบอกว่าถ้า... ถ้ามีน้องแล้วทุกคนก็จะทิ้งผม แม่ครับ ผม... ผมจะเป็นเด็กดี พวกแม่... อย่ารักแต่น้องจนทิ้งเสี่ยวหู่นะครับ!”
คำพูดของเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่เป่าหูมานั้นช่างน่าเวทนา พวกคนบ้านไช่ไม่เคยโผล่หัวมาเยี่ยมหลานเลยสักครั้ง แต่กลับมาเป่าหูเด็กว่าแม่และพ่อเลี้ยงกีดกันไม่ให้เจอ ทั้งยังสร้างเรื่องโกหกเพื่อทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวใหม่อีกด้วย
[จบบท]