บทที่ 28: เขาตายแล้ว
“เขาตายไปแล้วค่ะ”
ประโยคบอกเล่าธรรมดาที่หลุดออกมาจากปากของเซี่ยเฉา เล่นเอาประโยคคำถามที่ยังพูดยังไม่ทันจบดีของอีกฝ่ายขาดห้วงไปกลางอากาศ คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ แต่ได้ผลชะงัดนัก ทำเอานักหลี่ฉางซุ่นถึงกับสะอึกจนหน้าเขียวหน้าเหลือง
ส่วนหลี่เป่าเซิงและเถียนชุ่ยเฟินก็ทำหน้าเหมือนคนหายใจไม่ทั่วท้อง บรรยากาศรอบวงสนทนาพลันมาคุขึ้นมาทันตาเห็น
ทว่าคนพูดอย่างเซี่ยเฉากลับทำทองไม่รู้ร้อน เธอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอาการเลิ่กลั่กของคนบ้านหลี่ ขนตายาวงอนงามหลุบลงต่ำเล็กน้อย ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หลังจากย้ายไปอยู่ตงเป่ยได้แค่ปีเดียวเขาก็ตายแล้วค่ะ ตายกันยกครัวเลย แต่โชคยังดีที่ญาติๆ ของฉันเมตตา สงสารที่ฉันต้องเป็นม่ายขันหมาก ก็เลยช่วยหาคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาให้”
พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้น ปรายตามองไปทางเฉินจี้เป่ยที่ยืนนิ่งเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ข้างๆ เพื่อยืนยันว่า ‘คนใหม่ที่ดีกว่า’ ที่ว่านั้น ยืนหัวโด่เป็นสง่าอยู่ตรงนี้
ฝ่ายสองสามีภรรยาตระกูลหลี่ ผู้ซึ่งรับบทเป็น ‘ญาติผู้ใจบุญ’ ที่ช่วยหาผัวใหม่ให้ ก็ได้แต่ยืนกระพริบตาปริบๆ น้ำท่วมปากพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ส่วนหลี่เป่าเซิงที่เป็นอดีตคู่หมั้นและถูกแช่งให้ ‘ตายยกครัว’ มาสี่ปีเต็มๆ ก็ยืนหน้าซีดเผือด ทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนยาขมลงคอ
เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบกริบ เซี่ยเฉาก็แสร้งทำหน้าซื่อตาใส เอียงคอถามด้วยความสงสัย
“อ้าว แล้วมายืนตากลมกันอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะคะ เข้าไปกินข้าวข้างในสิ อาหารจะเย็นหมดแล้วนะ”
เสียงทักของหญิงสาวดึงสติทุกคนกลับมา เหอเอ้อลี่ที่วันนี้แต่งตัวเต็มยศมาร่วมงานรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที เขาอุตส่าห์ควักเงินตั้งสองหยวนใส่ซองช่วยงาน จะให้มายืนดมกลิ่นอาหารอยู่ข้างนอกได้ยังไง
“ใช่ๆ ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้ฉันกะมาถล่มให้คุ้มเลยนะเนี่ย อดข้าวเย็นมาตั้งแต่เมื่อวานก็เพื่องานแต่งไอ้จี้เป่ยมันเลยนะ ท้องร้องประท้วงจนแสบไส้ไปหมดแล้ว”
ทางด้านลู่เจ๋อถงแม้จะสังเกตเห็นสีหน้าพะอืดพะอมของคนบ้านหลี่ แต่ในวันมงคลแบบนี้เขาก็ไม่อยากจะซักไซ้ไล่เลียงให้เสียบรรยากาศ จึงรีบเออออห่อหมกตามน้ำ
“นั่นสิๆ เข้าไปนั่งที่โต๊ะกันเถอะ เดี๋ยวจะยกอาหารมาเสิร์ฟแล้ว”
ถึงจะโดนเชิญชวนให้ไปกินของดี แต่คนบ้านหลี่กลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่งเขี่ยข้าวในจานไปมาเหมือนคนเบื่อโลก ดื่มเหล้าเข้าไปสองสามแก้วก็ยังไม่ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นมาได้ สุดท้ายทนไม่ไหวต้องแอบย่องมาหาเซี่ยเฉาเพื่อทวงสัญญาคืน
เพื่อแลกกับความสบายใจและตัดปัญหาคาราคาซัง พวกเขายอมกัดฟันควักเงินอีกห้าสิบหยวนใส่ซองเพิ่ม หวังจะยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินปุ๊บรับหนังสือสัญญาคืนปั๊บ
งานนี้ต่อให้เซี่ยเฉาอยากจะเล่นแง่แค่ไหน แต่เจอเงินก้อนโตเข้าไปก็ต้องยอมคายของออกมาแต่โดยดี
ฝ่ายเซี่ยเฉาเองก็ไม่ได้คิดจะเบี้ยวอยู่แล้ว ได้เงินกินเปล่ามาตั้งห้าสิบหยวน ใครจะไม่เอาล่ะ
พอภารกิจลุล่วง ครอบครัวตัวป่วนก็รีบแจ้นกลับบ้านพักทันที เถียนชุ่ยเฟินรีบโยนหนังสือสัญญาเจ้าปัญหาเข้ากองไฟ นั่งมองกระดาษแผ่นนั้นมอดไหม้เป็นจุลด้วยความโล่งอก
“เฮ้อ หมดเวรหมดกรรมกันสักที ต่อไปนี้นังเด็กนั่นจะมาขู่กรรโชกอะไรพวกเราไม่ได้อีกแล้ว ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง แถมยังต้องเสียค่าโง่อีกห้าสิบหยวน เบ็ดเสร็จปาเข้าไปสามร้อยกว่าหยวนแล้วนะเนี่ย ตอนขอเหวินฮว่าแต่งงานยังไม่เสียเงินเยอะขนาดนี้เลย”
พอหลักฐานชิ้นสำคัญกลายเป็นขี้เถ้า ความกังวลใจก็มลายหายไปสิ้น หลี่ฉางซุ่นถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตา แม้สีหน้าจะยังดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
จะมีก็แต่หลี่เป่าเซิงที่นั่งหน้ามุ่ยเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ หลี่ไหลตี้เห็นพี่ชายทำท่าทางซึมกระทือแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้
“พี่คงไม่ได้ยังอาลัยอาวรณ์นังเซี่ยเฉาอยู่อีกหรอกนะ?”
หลี่เป่าเซิงไม่ตอบ แต่เสหลบตาไปทางอื่นท่าทางมีพิรุธ
“อย่าบอกนะว่าใช่! นี่พี่ยังตัดใจจากมันไม่ได้จริงๆ เหรอเนี่ย” หลี่ไหลตี้แว้ดเสียงสูงปรี๊ด
คราวนี้แม้แต่เถียนชุ่ยเฟินก็ยังทนไม่ไหว หันมาด่าลูกชายตัวดีด้วยความโมโห “มันแช่งแกตายคาที่ต่อหน้าต่อตาขนาดนั้น แกยังจะไปอาลัยอาวรณ์อะไรมันอีก ฮึ!”
“เปล่าสักหน่อย” หลี่เป่าเซิงรีบปฏิเสธพัลวัน ส่ายหน้าดิก “ผมก็แค่...เห็นน้องภรรยาของผู้จัดการโรงงานลู่ทำท่าทางแปลกๆ มันเอาแต่จ้องเซี่ยเฉาตาไม่กระพริบเลย”
“ใครจะจ้องใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราด้วยล่ะ” หลี่ไหลตี้แค่นเสียงฮึดฮัด “คอยดูเถอะ อีกหน่อยนังนั่นต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่”
อันที่จริงหลิวต้าจวินก็ไม่ได้แสดงออกโจ่งแจ้งขนาดนั้นหรอก เพราะในงานมีคนอยู่ตั้งเยอะแยะ แต่เป็นเพราะหลี่เป่าเซิงมัวแต่คอยแอบมองอดีตคู่หมั้นอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ถึงได้สังเกตเห็นสายตาโลมเลียที่หลิวต้าจวินแอบส่งให้เซี่ยเฉา
งานเลี้ยงมื้อเที่ยงผ่านพ้นไป พอตกเย็นหลิวต้าจวินก็โผล่หน้ามาที่บ้านหอของคู่บ่าวสาวอีกรอบ ในมือหิ้วเหล้าขาวมาหนึ่งขวด อ้างว่าจะมาดื่มต้อนรับพ่อแม่ของเฉินจี้เป่ยที่จะเดินทางมาถึง
พ่อแม่ของเจ้าบ่าวนั่งรถไฟเที่ยวบ่าย คาดว่าจะมาถึงไม่ทันมื้อเที่ยง พวกเขาเลยเตรียมกับข้าวกับปลาไว้รอเลี้ยงต้อนรับมื้อเย็นแทน
ทว่ารอแล้วรอเล่าจนตะวันตกดิน ลู่เจ๋อถงก็เดินคอตกกลับมาจากสถานีรถไฟเพียงลำพัง ไร้เงาของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว
“ฉันบอกแล้วว่าพวกเขาไม่มาหรอก คุณก็ไม่เชื่อ” หลิวเถี่ยผิงถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมลงพื้น สีหน้าเย้ยหยันเต็มที่
คำพูดเหน็บแนมของภรรยาทำเอาลู่เจ๋อถงหน้าเสีย รีบหันไปมองหน้าน้องชายกับน้องสะใภ้ด้วยความเกรงใจ “สงสัยคงจะมีธุระด่วนเข้ามานั่นแหละ เลยมาไม่ได้”
งานแต่งลูกชายแท้ๆ แต่พ่อแม่กลับไม่โผล่หัวมาสักคน มันดูไม่จืดเลยจริงๆ ต่อให้พ่อแม่มาไม่ได้ อย่างน้อยก็น่าจะส่งพี่น้องหรือญาติคนอื่นมาเป็นตัวแทนบ้างสิ นี่เล่นเงียบหายไปดื้อๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน
แต่เฉินจี้เป่ยกลับมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเก็บความรู้สึกเก่ง หรือรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าเรื่องมันจะลงเอยแบบนี้
บรรยากาศเริ่มจะกร่อยลงทุกที เซี่ยเฉาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบชวนเปลี่ยนเรื่อง “งั้นพวกเรากินกันก่อนเถอะจ้ะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นชืดหมด”
ลู่เจ๋อถงรีบรับคำ กุลีกุจอจัดแจงเรื่องอาหารการกิน แต่ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นจะยังกวนใจเขาอยู่ไม่น้อย ดื่มไปได้ไม่กี่แก้วก็เริ่มเมา แล้วก็ลากแขนเฉินจี้เป่ยมาพร่ำรำพัน
“น้องสะใภ้เป็นคนดีนะ นายต้องดูแลเขาให้ดีๆ เข้าใจไหม มีปัญหาอะไรให้รีบมาบอกฉัน ฉันจัดการให้เอง”
พอเริ่มร่ายยาวจะรับจบทุกปัญหา หลิวเถี่ยผิงที่นั่งฟังอยู่ก็กระแอมไอขัดจังหวะเสียงดัง
“เป็นอะไร ขนไก่ติดคอหรือไง”
คราวนี้ลู่เจ๋อถงองค์ลง สวนภรรยาไปหนึ่งดอก เล่นเอาคนทั้งวงเหล้าสะดุ้ง ก่อนจะหันกลับมาพูดกับน้องชายต่ออย่างไม่สนใจสายตาเขียวปั้ดของภรรยา
“จี้เป่ย นายไม่ต้องไปสนพี่สะใภ้หรอก พี่ให้อะไรนาย มันก็คือสิ่งที่นายสมควรได้รับทั้งนั้น รู้ไหมว่าตอนนั้นถ้าแม่นายไม่กระโดดลงไปช่วยพี่ในแม่น้ำที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง ป่านนี้พี่คงเป็นผีเฝ้าแม่น้ำไปแล้ว จะได้มีโอกาสมาเป็นทหาร มีงานการทำแบบนี้เหรอน่าสงสารก็แต่...ตอนนั้นแม่นายท้องได้สี่เดือนกว่า เด็กก็เลยหลุดไป เพราะช่วยชีวิตพี่แท้ๆ กว่าจะมีนายได้ ก็ต้องรักษาร่างกายกันอีกตั้งหลายปี...”
คราวนี้เซี่ยเฉามั่นใจแล้วว่าลู่เจ๋อถงเมาจริง ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าขุดคุ้ยเรื่องในอดีตออกมาพูดต่อหน้าธารกำนัลขนาดนี้
ดูท่าทางเฉินจี้เป่ยเองก็คงเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้าคมเข้มที่มักจะเรียบเฉยฉายแววตกตะลึงวูบหนึ่ง เขาปล่อยให้ลู่เจ๋อถงระบายความในใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดปากแก้วของอีกฝ่ายไว้ แล้วพูดเสียงเข้ม
“พี่เมาแล้วครับ”
“เมาที่ไหนกัน ยังไม่เมา” ลู่เจ๋อถงยังปากแข็ง แต่พอลุกขึ้นยืนร่างก็เซถลาจนเกือบจะล้มคว่ำ ดีที่หลิวเถี่ยผิงมือไวคว้าแขนสามีไว้ได้ทัน
“คออ่อนแล้วยังจะไม่เจียมอีก” หลิวเถี่ยผิงแย่งตะเกียบมาจากมือสามีอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเธอกินกันไปเถอะ เดี๋ยวฉันพาเขากลับบ้านก่อน วันนี้ดื่มไปสองรอบแล้ว สภาพดูไม่ได้เลย”
เฉินจี้เป่ยกับเซี่ยเฉาไม่ได้รั้งไว้ ทั้งคู่ลุกขึ้นเดินไปส่งสองสามีภรรยาที่หน้าประตู
พอกลับเข้ามาในบ้าน ก็เห็นหลิวต้าจวินกำลังรินเหล้าจากขวดที่ตัวเองหิ้วมาใส่แก้วของเซี่ยว่านฮุยอย่างเอาอกเอาใจ
“มาๆ น้องชาย ลองชิมเหล้าของพี่หน่อย นี่พี่อุตส่าห์ไปต่อแถวซื้อมาเมื่อตอนบ่ายเลยนะ รสชาตินุ่มลิ้น แถมไม่บาดคอ รับรองว่าพรุ่งนี้ตื่นมาไม่ปวดหัวแน่นอน”
เซี่ยว่านฮุยรับแก้วเหล้ามาถือไว้ด้วยท่าทางงงๆ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
เซี่ยเฉาเห็นเข้าก็ตกใจ “เป็นอะไรไป? ทำไมตาแดงๆ เมาแล้วเหรอเราน่ะ”
“ใครร้องไห้! ไม่มี๊!” เซี่ยว่านฮุยรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตาป้อยๆ แต่น้ำใสๆ ที่หางตาก็ยังไหลซึมออกมาไม่หยุด สุดท้ายเจ้าเด็กโข่งก็เลิกฟอร์ม ยื่นแก้วเหล้าไปกระแทกหน้าเฉินจี้เป่ยดังปึก
“พี่เขย! ผมขอบอกไว้ก่อนนะ ผมน่ะฝึกวิทยายุทธ์มานะ ถ้าพี่กล้ารังแกพี่สาวผมเมื่อไหร่ ต่อให้หนีไปไกลสามหมื่นลี้ ผมก็จะตามไปจัดการพี่ให้ได้!”
โถ... พ่อหนุ่มเอ๊ย ตอนเด็กๆ เดินยังจะสะดุดขาตัวเองล้มเลย ยังจะมีหน้ามาโม้ว่าฝึกวิทยายุทธ์อีก
เซี่ยเฉาได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ ไม่กล้าแฉน้องชายต่อหน้าคนอื่น ฝ่ายเฉินจี้เป่ยก็บ้าจี้ชนแก้วกับน้องภรรยาขี้โม้ แต่ก็ปรามไม่ให้ดื่มเยอะเกินไป
ผิดกับหลิวต้าจวินที่คะยั้นคะยอให้เซี่ยว่านฮุยดื่มเอาๆ ส่วนตัวเองกลับรินเหล้าจากอีกขวดดื่มหน้าตาเฉย เซี่ยเฉาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นเข้าพอดี ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด
รอจังหวะที่เถียนชุ่ยเฟินยังไม่กลับมา เซี่ยเฉาก็แกล้งทำตะเกียบหลุดมือหล่นลงพื้น ดัง “อุ๊ย!”
พอแอลกอฮอล์เริ่มสูบฉีด สายตาหื่นกามของหลิวต้าจวินก็เริ่มเก็บทรงไม่อยู่ พอเห็นสบโอกาสเขาก็รีบกุลีกุจอจะมุดลงไปใต้โต๊ะเพื่อเก็บตะเกียบให้สาวเจ้าทันที
“ไม่ต้องลำบากหรอกจ้ะ เดี๋ยวพี่ไปหยิบคู่ใหม่มาให้”
“ขอบคุณนะคะพี่” เซี่ยเฉาดัดเสียงหวานหยดจนตัวเองยังแอบขนลุกซู่
[จบบท]