บทที่ 282: ฤทธิ์เอี๊ยมบังทรง
เฉินจี้เป่ยเดินกลับเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นที่บิดหมาดกำลังดี ไอร้อนจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาจากผ้า เขานั่งลงข้างเตียงเพื่อเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้ภรรยาอย่างเบามือ แต่ถึงอย่างนั้นเซี่ยเฉาก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงประท้วงด้วยความน้อยใจปนสะอึกสะอื้น
“บอกให้คุณเบาๆ หน่อยคุณก็ไม่ฟัง ฉันรู้สึกว่ามันต้องบวมแน่ๆ เลย”
ชายหนุ่มชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ตรงไหนครับ ให้ผมดูหน่อยนะ”
น้ำเสียงของเฉินจี้เป่ยยังคงแหบพร่าเจือความรู้สึกบางอย่างที่ยังจางหายไปไม่หมด เมื่อผสมผสานกับโทนเสียงที่ฟังดูเย็นชาตามปกติของเขาแล้ว มันกลับกลายเป็นน้ำเสียงที่ฟังดูเซ็กซี่และเย้ายวนใจอย่างน่าประหลาด
ทว่าเซี่ยเฉากลับไม่กล้าปล่อยให้เขาดูแผลหรือร่องรอยใดๆ อีกแล้ว และไม่อยากจะได้ยินเสียงชวนหลงใหลนั่นด้วย
เมื่อครู่นี้ก็เป็นเพราะเธอบ่นว่าปวดเอวอยากจะพักผ่อน เขาเลยอาสาจะช่วยดูให้ แต่พอดูไปดูมาสายตาของเขาก็พาลเลื่อนไปมองในจุดที่ไม่ควรมอง จนสุดท้ายเรื่องราวมันก็ลงเอยแบบนี้
หญิงสาวรีบแย่งผ้าขนหนูมาจากมือสามีเพื่อจะเช็ดทำความสะอาดด้วยตัวเอง แต่ทว่าเรี่ยวแรงของเธอกลับหดหายไปจนแทบไม่มีเหลือ นิ้วมือเรียวขาวดุจลำเทียนจับผ้าขนหนูไว้อย่างอ่อนแรงจนมันดูย้วยไปหมด
เฉินจี้เป่ยเห็นสภาพของภรรยาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ เขาแย่งผ้าขนหนูกลับคืนไปถือไว้อีกครั้ง ก่อนจะบรรจงเช็ดตัวให้เธออย่างละเอียดลออและนุ่มนวลที่สุด
ผู้ชายคนนี้ช่างมีสองบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างตอนที่กำลังปฏิบัติภารกิจกับตอนที่เสร็จสิ้นภารกิจราวกับเป็นคนละคน อย่าได้หลงเชื่อความอ่อนโยนในการเช็ดตัวของเขาในตอนนี้เชียว เพราะเมื่อกี้เขาดุดันและเร่าร้อนจนแทบจะกลืนกินเธอลงไปทั้งตัว มีอยู่หลายจังหวะที่เซี่ยเฉารู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างเพราะความดุเดือดของเขา
ผู้ชายที่ต้องอดกลั้นมานานถึงหกวันช่างน่ากลัวเหลือเกิน โดยเฉพาะผู้ชายที่หนุ่มแน่น แข็งแรง และมีพลังเหลือเฟือ แถมยังไม่ได้ออกไปทำงานตรากตรำหรือนั่งรถเดินทางไปไหนมาตั้งหกวันเต็มๆ ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
ยังนับว่าเป็นโชคดีของเธอที่คิดคำนวณไว้แล้วว่าการกลับมาครั้งนี้ที่บ้านไม่มีงานหนักรออยู่ ไม่เหมือนคราวก่อนที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด เธอจึงพอจะมีแรงสู้รบปรบมือกับเขาได้บ้าง ถ้าหากเป็นเหมือนครั้งก่อนที่หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย แล้วต้องปล่อยให้ผู้ชายคนนี้อัดอั้นไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อมาปลุกเธอออกกำลังกายยามเช้า เธอคงไม่มีแรงลุกไปทำงานที่โรงงานแน่ๆ
สัมผัสอุ่นวาบจากการเช็ดตัวสิ้นสุดลง ความรู้สึกสบายตัวเข้ามาแทนที่เมื่อผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาคลุมร่างให้อย่างมิดชิด เซี่ยเฉาหลับตาลงพริ้ม รอคอยให้สามีกลับมาสวมเสื้อผ้าให้เธอเหมือนเช่นทุกครั้ง
ปกติแล้วเวลาที่เธอเหนื่อยจนหมดสภาพ เฉินจี้เป่ยจะคอยบริการสวมใส่เสื้อผ้าให้อย่างรู้ใจ การบริการหลังการขายของเขาถือว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ ยกเว้นเสียแต่ในเวลาที่เขาเกิดอยากจะต่อรอบสองขึ้นมา...
แต่ทว่าหญิงสาวนอนรออยู่พักใหญ่ สามีของเธอก็ยังไม่เข้ามาจัดการให้เสียที ทั้งที่เขาก็กลับเข้ามาในห้องแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกันนะ หรือว่าเดี๋ยวนี้ชักจะละเลยหน้าที่บริการหลังการขายเสียแล้ว?
ด้วยความสงสัย เซี่ยเฉาจึงลืมตาขึ้นมองด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือเฉินจี้เป่ยกำลังยืนขมวดคิ้วมุ่น มือข้างหนึ่งหิ้วสายคล้องคอของ ‘เอี๊ยมบังทรง’ สีแดงสดเอาไว้ เขากำลังพิจารณาอย่างเคร่งเครียดว่าจะต้องสวมใส่เจ้าสิ่งนี้ให้เธออย่างไร
ใบหน้าของเซี่ยเฉาเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ำขึ้นมาทันที เธอลุกพรวดขึ้นแย่งชุดชั้นในโบราณชิ้นนั้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“บอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ใส่!”
เธอปฏิเสธเสียงแข็งอย่างเด็ดขาด สภาพร่างกายของเธอตอนนี้เหนื่อยอ่อนจนแทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว ขืนยอมใส่เจ้าชุดยั่วยวนนี้ตามใจเขา มีหวังเธอคงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้เป็นแน่
หญิงสาวขยำเอี๊ยมบังทรงจนเป็นก้อนกลม ตั้งท่าจะขว้างทิ้งลงพื้นด้วยความโมโห แต่พอฉุกคิดได้ว่าผ้าแพรเนื้อดีขนาดนี้ทิ้งไปก็น่าเสียดาย เธอจึงเปลี่ยนใจลุกขึ้นเพื่อจะหาที่ซ่อนมันให้พ้นสายตา
จังหวะที่ลุกขึ้นนั่งนั้นเอง ผ้าห่มนวมที่คลุมกายอยู่ก็เลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นผิวขาวเนียนและสัดส่วนเย้ายวนวูบหนึ่ง
ดวงตาของเฉินจี้เป่ยเข้มขึ้นในทันที ประกายไฟบางอย่างลุกโชนขึ้นในแววตาคู่นั้น เซี่ยเฉารีบตะครุบผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะจับยัดเจ้าเอี๊ยมตัวปัญหาลงในกล่องใบเล็กและล็อกกุญแจขังมันไว้อย่างแน่นหนา
“นอนค่ะ! ถ้าคุณไม่นอนก็เชิญเนรเทศตัวเองไปนอนที่เตียงคังเล็กนู่นเลย”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เซี่ยเฉาก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน เธอก็ปะทะเข้ากับสายตากรุ้มกริ่มมีเลศนัยของซุนชิงที่ดักรออยู่ก่อนแล้ว
“ผลลัพธ์เป็นยังไงบ้างล่ะ”
สำหรับรับมือกับคนขับรถอารมณ์ขันอย่างซุนชิง การเขินอายม้วนตวนย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก รังแต่จะโดนล้อหนักกว่าเก่า
เซี่ยเฉาจึงตีหน้านิ่งแสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน สวมหน้ากากความหน้าหนาตอบกลับไปอย่างใจเย็น
“ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลยค่ะ เหมือนกับเหล้าดองขวดนั้นที่พี่เคยให้มาเปี๊ยบ”
พอวกเข้าเรื่องเหล้าดอง ความกระอักกระอ่วนก็ย้อนกลับไปหาซุนชิงทันที หญิงสาวเพื่อนบ้านหน้าแดงระเรื่อ อดไม่ได้ที่จะบ่นงุบงิบกับเซี่ยเฉา
“ฉันเพิ่งค้นพบว่าคอแข็งของฉันมันเป็นแค่เรื่องโกหก ที่จริงฉันคออ่อนมาก แค่สามแก้วก็ภาพตัดไปแล้ว อยากจะลองฝึกคอให้แข็งขึ้นกว่านี้หน่อย แต่พี่เจียงของเธอสิไม่ยอมท่าเดียว”
ก็แน่ล่ะ ขืนเจียงไป่เชิ่งยอมให้ดื่มอีกก็คงต้องเรียกว่าผีเข้าแล้ว
วันนั้นเขาต้องใส่ปลอกคอไปทำงานที่สถานีตำรวจ แม้จะไม่มีใครกล้าทักตรงๆ ว่ารอยฟันบนคอมาจากไหน แต่ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงพักภายในไม่กี่วัน ใครๆ ก็เม้าท์กันให้แซ่ดว่าสารวัตรเจียงหน้าโหดที่แท้ก็เป็นพวกกลัวเมียขึ้นสมอง รอยแผลนั่นคงโดนเมียข่วนมา เลยต้องใส่ปลอกคอปิดบังร่องรอยเอาไว้
สำหรับผู้ชายที่มีศักดิ์ศรีค้ำคออย่างเจียงไป่เชิ่ง สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่โจรผู้ร้าย แต่คือการถูกคนนินทาว่ากลัวเมียนี่แหละ
ปัญหาคือชาวบ้านเขาซุบซิบกันลับหลัง เขาจะไปตามแก้ข่าวก็ทำไม่ได้ ครั้นจะอธิบายความจริงก็คงไม่มีใครเชื่อ ยิ่งถ้าปล่อยให้ซุนชิงเมาอาละวาดอีกรอบ คราวนี้เขาคงต้องเลือกระหว่างยอมโชว์รอยกัดประจานตัวเอง หรือจะใส่ปลอกคอไปทำงานอีกรอบเพื่อตอกย้ำข่าวลือเรื่องกลัวเมียให้กลายเป็นตำนานประจำโรงพัก
เมื่อกลับมาทำงานวันแรกหลังจากการอบรม คนจากแผนกการผลิตก็รีบมาตามตัวเซี่ยเฉาไปพบทันที
เซี่ยเฉารู้อยู่แล้วว่าทางโรงงานต้องเรียกตัวเธอแน่ หญิงสาวจึงเปลี่ยนชุดเป็นชุดทำงานสีน้ำเงินเข้ม หยิบสมุดบันทึกที่จดรายละเอียดการอบรมติดมือไปด้วย แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงงานผลิตชั่วคราว
ภายในห้องทำงานของโรงงานผลิตชั่วคราว เหล่าหลัว หัวหน้าแผนกเชอ และรองหัวหน้าแผนกฉาง นั่งรอกันอยู่อย่างพร้อมหน้า สีหน้าของเหล่าหลัวดูเคร่งเครียด คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม เห็นได้ชัดว่าเขาทราบข่าวเรื่องที่หัวหน้าแผนกหานจากอำเภอหงเซียงนำทีมไปดูงานด้วยตัวเองแล้ว
เมื่อเห็นลูกศิษย์คนโปรดเดินเข้ามา เขาเพียงพยักหน้าให้เล็กน้อย
“มาแล้วเหรอ”
“ค่ะ”
เซี่ยเฉาขานรับสั้นๆ แล้วยกเก้าอี้ไปนั่งลงข้างๆ อย่างรู้กาลเทศะ วางท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวราวกับเด็กดีที่ตั้งใจมานั่งฟังผู้ใหญ่คุยกัน
เธอเป็นคนเช่นนี้เสมอมา ตั้งแต่สมัยที่ถูกโจวเสวี่ยฉินกลั่นแกล้ง เธอก็ไม่เคยปริปากบ่น ต่อมาเมื่อได้รับความโปรดปรานจากเหล่าหลัว เธอก็ไม่เคยแสดงท่าทีหยิ่งยโสโอ้อวด นิสัยที่รักสงบและไม่ชอบทำตัวเด่นแย่งซีนใคร ทำให้ความเก่งกาจของเธอไม่ไปกระทบกระทั่งหรือสร้างความหมั่นไส้ให้ใคร
อย่างน้อยในสายตาของหัวหน้าแผนกเชอ เขาก็รู้สึกว่าไม่แปลกใจเลยที่เหล่าหลัวจะเอ็นดูเด็กคนนี้ขนาดนี้ ถ้าเขาเป็นเหล่าหลัว เขาก็คงจะถูกชะตากับเธอเหมือนกัน
ทว่าตอนนี้มีเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญกว่าต้องหารือ เขาจึงละสายตาจากเซี่ยเฉา หันไปถามรองหัวหน้าแผนกฉางที่นั่งอยู่อีกด้าน
“การอบรมคราวนี้ได้เรียนทำขนมตัวไหนมาบ้าง คุณลองเล่าให้อาจารย์ฟังหน่อย ให้ท่านช่วยดูว่ามีตัวไหนพอจะเอามาทำขายได้บ้าง”
รองหัวหน้าแผนกฉางพยักหน้ารับคำโดยไม่อิดออด กางสมุดจดบันทึกเล่มหนาออกตรงหน้า
“ก็มี ขนมเค้กแป้งถั่ว ขนมถั่วกวน...”
นิ้วมือหยาบกร้านของเหล่าหลัวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะขณะใช้ความคิด
“แป้งถั่วลันเตาสำหรับทำถั่วกวนที่นี่ไม่มีขาย ถ้าจะทำต้องออกใบสั่งซื้อไปจัดหามาจากที่อื่น ส่วนขนมเค้กแป้งถั่วทำง่ายกว่าก็จริง แต่มันเก็บได้ไม่นาน ถ้าจะทำขายปริมาณมากๆ คงลำบาก”
“อีกอย่างพวกนี้เป็นขนมสไตล์ปักกิ่ง ไม่รู้ว่าคนแถวบ้านเราจะนิยมกินกันหรือเปล่า” หัวหน้าแผนกเชอเสริมความเห็น
เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องของรสนิยมท้องถิ่น ขนมบางอย่างที่ดังในเมืองหลวงอาจจะไม่ถูกปากชาวบ้านร้านถิ่นในต่างจังหวัด ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ
“แล้วขนมเปี๊ยะดอกบัวล่ะครับ?” รองหัวหน้าแผนกฉางเสนอชื่อขนมอีกชนิดหนึ่งด้วยรอยยิ้ม “มันเป็นขนมแป้งกรอบเหมือนกัน ความยากก็ไม่ได้ต่างจากขนมมงคลแปดอย่างเท่าไหร่ แต่ทำออกมาแล้วรูปร่างสวยงามขาวสะอาดเหมือนดอกบัวบาน ดูดีกว่าขนมมงคลแปดอย่างตั้งเยอะ ถ้าวางขายต้องดึงดูดลูกค้าได้แน่ๆ”
“อืม อันนี้ฉันเคยเห็น ของเขาทำออกมาสวยจริง” เหล่าหลัวพยักหน้าเห็นด้วย
แต่ในยุคสมัยที่ไม่มีรูปถ่ายให้ดู ไม่มีวิดีโอคลิปให้เปิดชม การจินตนาการเพียงอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพชัดเจน เขาจึงออกคำสั่งสั้นๆ
“คุณลองทำให้ดูหน่อยซิ”
วัตถุดิบพื้นฐานในโรงงานมีครบครันอยู่แล้ว รองหัวหน้าแผนกฉางลุกขึ้นยืนพลางปรายตามองไปทางเซี่ยเฉาแวบหนึ่ง
เซี่ยเฉายังคงนั่งนิ่ง ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาแย่งซีนแสดงฝีมือแต่อย่างใด เธอยังคงรักษาท่าทีสงบเสงี่ยม สายตาจับจ้องรอชมการสาธิตอย่างตั้งใจ
เมื่อเห็นดังนั้น รองหัวหน้าแผนกฉางจึงดึงสายตากลับมา เขาเริ่มชั่งตวงแป้ง น้ำมัน และน้ำตาลทรายขาว เพื่อเตรียมผสมแป้งชั้นนอกสำหรับทำแป้งกรอบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเฉาได้เห็นเขาลงมือทำขนมอย่างจริงจัง ต้องยอมรับว่าสมกับเป็นลูกศิษย์ที่เหล่าหลัวถ่ายทอดวิชาให้ พื้นฐานของเขาแน่นปึ้ก ไม่ว่าจะเป็นการทำแป้งชั้นนอกหรือแป้งร่วนชั้นใน เขาทำได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องหยุดคิด แต่น่าเสียดายที่เขาดูจะตั้งใจมากเกินไปจนกลายเป็นความเกร็ง ส่งผลให้ท่วงท่าการนวดแป้งดูติดขัดไปบ้างในบางจังหวะ
และความลังเลเพียงเล็กน้อยนี้เอง ที่ทำให้ตอนทอดเสร็จแล้วตักขึ้นจากกระทะ จังหวะของเขาช้าไปหนึ่งสเต็ป
[จบบท]