บทที่ 286: ความลับของสามี
เหล่าหลัวชะเง้อคอมองออกไปทางประตูใหญ่หน้าโรงงาน สลับกับหันกลับมามองที่ห้องป้อมยามด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
“เสี่ยวเฉินบ้านเธอไม่ได้มารับกลับบ้านทุกวันหรอกเหรอ? ทำไมวันนี้ยังไม่เห็นมาเลยล่ะ?”
เรื่องที่เฉินจี้เป่ยต้องมารับส่งภรรยาไปกลับที่ทำงานทุกวันอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดนั้น เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งโรงงานอาหารเมืองเจียง จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นเหล่าหลัวจึงอดแปลกใจไม่ได้ที่วันนี้ยังไม่เห็นเงาของชายหนุ่ม
เซี่ยเฉาเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางตอบกลับไปว่า
“เขาบอกว่าจะมาช้าหน่อยค่ะ แต่เวลานี้ก็น่าจะมาถึงได้แล้วนะคะ”
ทว่าสิ้นเสียงของเธอได้ไม่ทันไร ภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟถนนในระยะไม่ไกลนัก ก็ปรากฏเงาร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานตรงเข้ามา และนั่นก็คือเฉินจี้เป่ยที่มาถึงพอดี
เมื่อเฉินจี้เป่ยเห็นเหล่าหลัวยืนอยู่ เขาก็หยุดรถและก้าวลงจากอานจักรยานทันที พร้อมทั้งเอ่ยทักทายด้วยความสุภาพ
“อาจารย์ช่างหลัว”
ในอดีตทั้งสองคนเคยทำงานอยู่คนละแผนก และในตอนนี้เฉินจี้เป่ยก็ย้ายออกไปอยู่คนละหน่วยงานแล้ว การที่ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายคนอื่นก่อน จึงถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
เหล่าหลัวรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพราะใคร เขาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“มารับเสี่ยวเฉากลับบ้านสินะ?”
พูดจบเหล่าหลัวก็ขึ้นคร่อมจักรยานของตัวเองแล้วปั่นมุ่งหน้ากลับบ้านไป
เซี่ยเฉามองตามทิศทางที่เฉินจี้เป่ยปั่นจักรยานเข้ามา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
“คุณมาจากที่ทำงานเหรอคะ?”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงยอมรับ
ท่าทีนั้นทำให้เซี่ยเฉาเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
“ช่วงนี้บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมืองต้องการถังไม้ด่วนขนาดนั้นเลยเหรอคะ? กว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวผักป่าก็ตั้งอีกเดือนกว่าไม่ใช่เหรอ?”
โดยปกติแล้วผักป่าจะเริ่มออกผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน แต่ก็มีเพียงไม่กี่ชนิดอย่างพวกเสี่ยวเกินไช่ หรือปัวพัวติง ส่วนช่วงที่ผักป่าจะออกเยอะที่สุดและมีราคาถูกจนทางบริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมืองต้องเร่งรับซื้อเพื่อนำมาดองเกลือส่งไปขายต่างถิ่นนั้น คือช่วงเดือนพฤษภาคม
แต่คำตอบที่เธอได้รับจากเฉินจี้เป่ยกลับมีเพียงประโยคสั้นๆ
“มีธุระนิดหน่อยน่ะ”
มีธุระอีกแล้ว...
คำตอบเดิมที่เธอได้ยินบ่อยครั้งในช่วงนี้ แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องงานของเขา และดูเหมือนเขาจะไม่สะดวกที่จะเล่ารายละเอียด เซี่ยเฉาจึงไม่อยากเซ้าซี้ถามต่อให้มากความ เพราะถึงถามไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรเพิ่มเติม
เพียงแต่... เซี่ยเฉาเริ่มรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเธอต้องทำงานล่วงเวลาและเขาว่างงาน เขาจะแวะไปซื้ออาหารจากร้านอาหารของรัฐมารอรับเธอเสมอ
แต่ช่วงนี้เขากลับยุ่งมากจนไม่มีเวลา พอเขามารับในเวลานี้ ร้านอาหารของรัฐก็แทบไม่มีของเหลือขายแล้ว ทำให้ทั้งสองคนต้องกลับไปทำกับข้าวทานเองที่บ้าน กว่าจะได้กินข้าวเย็นก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม
พอกินข้าวเย็นดึก เวลานอนก็ต้องเลื่อนออกไปจนดึกตามไปด้วย และสิ่งที่ผิดปกติที่สุดคือ ตั้งแต่เซี่ยเฉากลับมาเมื่อวานซืน จนถึงเมื่อคืนนี้ เฉินจี้เป่ยกลับทำเพียงแค่นอนกอดเธอเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างว่าเลยแม้แต่นิดเดียว
นี่มันไม่ใช่สไตล์ของเขาเลยจริงๆ เซี่ยเฉาได้แต่คิดในใจด้วยความสงสัย ก่อนที่ความง่วงจะเข้าครอบงำและทำให้เธอผล็อยหลับไปในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยเฉาเดินทางไปทำงานตามปกติ หลังจากได้นอนพักผ่อนเต็มอิ่มมาหนึ่งคืน รองหัวหน้าแผนกฉางก็ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก พอเขาเห็นเธอเดินเข้ามา ก็รีบส่งยิ้มทักทายด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง
“ทำขนมเค้กพุทราเป็นแล้วใช่ไหม?”
น้ำเสียงของเขาฟังดูห่วงใยและใส่ใจเธอเป็นพิเศษ
ความจริงแล้วเซี่ยเฉายังอ่านเจตนาของรองหัวหน้าแผนกผู้นี้ไม่ออก
ถ้าจะบอกว่าเขาจ้องจะเล่นงานเธอ หรือกดดันเธอ เมื่อวานกับวันก่อนเขาก็พาเธอทำขนมเค้กพุทราด้วยตัวเอง แถมยังสอนทุกขั้นตอนอย่างละเอียดโดยไม่มีการหมกเม็ด แต่ถ้าจะบอกว่าเขาต้องการดึงตัวเธอไปเป็นพวก แล้วทำไมตอนที่เธอเพิ่งเข้ามาเรียนรู้งานใหม่ๆ เขาถึงไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลยล่ะ?
ในตอนที่ควรจะช่วยดูแลกลับนิ่งเฉย พอผ่านไปแล้วถึงเพิ่งจะมาแสดงความหวังดี
นี่เป็นเพราะเขายุ่งเรื่องการเรียนรู้งานจนลืมสนใจ หรือว่าเป็นแผนการที่จงใจกดหัวคนอื่นให้จมลงไปก่อน แล้วค่อยยื่นมือมาดึงขึ้น เพื่อให้เธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและยอมอยู่ภายใต้อาณัติของเขากันแน่?
เซี่ยเฉาเป็นคนที่ฉลาดทันคนและรู้จักวางแผน แต่เธอไม่ชอบการใช้เล่ห์เหลี่ยมใส่ใคร เธอชอบคนที่มีความจริงใจและตรงไปตรงมาอย่างเหอเอ้อลี่ หรือคนนิสัยโผงผางเปิดเผยอย่างซุนชิง รวมถึงคนที่มีความยุติธรรมและรักในพรสวรรค์ของผู้คนอย่างเหล่าหลัว หรือแม้แต่คนหัวแข็งที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครอย่างพี่หวัง
สำหรับคนประเภทที่ชอบเล่นลูกไม้หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนแบบนี้ เธอไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชอบหรืออยากจะสนิทสนมด้วยสักเท่าไหร่
แต่โบราณว่าไว้ ยอมล่วงเกินวิญญูชน ดีกว่าไปมีเรื่องกับคนถ่อย ในเมื่อยังต้องทำงานด้วยกัน เธอจึงไม่ได้คิดจะฉีกหน้าอีกฝ่าย และเลือกที่จะตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
“คุณสอนละเอียดขนาดนั้น ฉันทำเป็นแล้วค่ะ”
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อย จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง รองหัวหน้าแผนกฉางก็เดินนำกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้เธอ มันคือสูตรส่วนผสมของขนมเค้กพุทราที่เขาจดมาให้เป็นพิเศษ
เซี่ยเฉากล่าวขอบคุณตามมารยาท พอก้มลงดูรายละเอียดในกระดาษแผ่นนั้น ก็พบว่าอย่าว่าแต่จะเอาไปเทียบกับสมุดจดบันทึกของเธอเลย แม้แต่สูตรที่เหล่าหลัวเคยให้เธอมา ยังมีความละเอียดมากกว่านี้หลายเท่า
คนคนนี้ขาดความจริงใจจริงๆ นั่นแหละ อยากจะดึงคนมาเป็นพวก แต่กลับไม่ยอมลงทุนลงแรงอะไรเลย ไม่เหมือนกับเหล่าหลัวที่ถึงแม้จะไม่มีสถานะเป็นอาจารย์กับศิษย์กันอย่างเป็นทางการ แต่เขากลับถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เธอจนหมดไส้หมดพุง แถมยังคอยช่วยเหลือเธออยู่เงียบๆ มาโดยตลอด
เซี่ยเฉาสอดกระดาษสูตรขนมใบนั้นเก็บไว้ในสมุดจดบันทึก และกำลังเตรียมตัวจะทานข้าวกลางวัน ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น
“เซี่ยเฉาอยู่แผนกนี้ใช่ไหม?”
พี่กัวที่นั่งอยู่ใกล้ประตูที่สุด หันไปมองก่อนจะตะโกนเรียก
“เสี่ยวเฉา มีคนมาหา!”
เซี่ยเฉาจึงเก็บสมุดจดบันทึกเข้าที่ แล้วเดินออกไปดู ก็พบว่าคนที่มาหาคือพี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่ ภรรยาของเหอต้าลี่นั่นเอง
เธอกับผู้หญิงคนนี้แทบจะไม่เคยพูดคุยหรือข้องแวะกันมาก่อน จะเรียกว่าคนรู้จักก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก ครั้งเดียวที่เคยเจอกันคืองานแต่งงาน ซึ่งมื้ออาหารมื้อนั้นก็จบลงด้วยบรรยากาศที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นัก
ความประทับใจแรกที่เซี่ยเฉามีต่อพี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่คนนี้ คือเป็นคนที่ชอบทำตัวเด่นและชอบจับผิดคนอื่น โดยไม่ดูเวล่ำเวลาหรือกาลเทศะ
ขนาดในงานมงคลของน้องสามีตัวเองแท้ๆ นอกจากจะไม่ช่วยหยิบจับอะไรแล้ว ยังมางานสายที่สุด และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการหาเรื่องติเตียนชาวบ้านไปทั่ว คนประเภทนี้ถ้าไม่มีธุระร้อนใจจริงๆ คงไม่มีทางถ่อสังขารมาหาเธอถึงที่นี่แน่ แถมสองสามีภรรยาคู่นี้ปกติก็แทบจะไม่กลับไปเหยียบที่บ้านเดิมเลยด้วยซ้ำ
เซี่ยเฉายิ้มต้อนรับตามมารยาท เป็นรอยยิ้มที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความห่างเหินอย่างชัดเจน
“พี่สะใภ้มาหาเอ้อลี่เหรอคะ? ป่านนี้เขาคงกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้วล่ะค่ะ”
“ฉันจะไปหาเขาทำไมล่ะ? ฉันตั้งใจมาหาเธอนั่นแหละ”
พี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่กวาดสายตามองเข้าไปในห้องทำงานที่มีคนอยู่ ก่อนจะเอ่ยชวน
“เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”
เซี่ยเฉาไม่ได้ปฏิเสธ เธอเดินตามอีกฝ่ายออกไปโดยที่ไม่ได้หยิบเสื้อกันหนาวติดมือไปด้วย
เหตุผลแรกคือต้องการสื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าให้รีบพูดรีบจบ และเหตุผลที่สองคือ หากอีกฝ่ายพูดเรื่องที่เธอลำบากใจจะตอบ เธอจะได้ใช้อ้างว่าอากาศหนาวเพื่อขอตัวกลับเข้าข้างในและตัดบทสนทนาได้ทันที
เมื่อเดินออกมาจนแน่ใจว่าปลอดคน พี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่ก็รีบกระซิบถามเสียงเบาทันที
“ช่วงนี้ที่บ้านเธอขาดเงินเหรอ?”
ขาดเงิน?
เซี่ยเฉาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่สีหน้ายังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ เธอแสร้งทำหน้างุนงงแล้วถามกลับ
“พี่สะใภ้ไปเอาข่าวนี้มาจากไหนคะ? ฉันกับจี้เป่ยถึงจะเงินเดือนไม่ได้มากมายอะไร แต่เราก็ไม่มีลูก และไม่มีคนแก่ต้องเลี้ยงดู จะไปขาดเงินได้ยังไง”
“อยู่ต่อหน้าฉันเธอยังจะมาทำฟอร์มอะไรอีก?”
อีกฝ่ายทำสีหน้าเหมือนรู้ทันทุกอย่าง
“ถ้าไม่ขาดเงิน แล้วเสี่ยวเฉินบ้านเธอจะทำกล่องไม้ไปขายทำไม?”
ที่แท้ก็เรื่องกล่องไม้นี่เอง...
เซี่ยเฉาเข้าใจสถานการณ์ทันที จึงอธิบายไปตามความจริง
“ก่อนหน้านี้ที่บ้านจะหมักผักดอง จี้เป่ยเขาเลยซื้อไม้มาทำถัง แล้วมันมีไม้เหลืออยู่บ้าง เขาเลยเอามาทำกล่องเก็บของได้คู่หนึ่งน่ะค่ะ”
“โอ๊ย อย่ามาโกหกกันเลย เอ้อลี่เป็นคนแนะนำลูกค้าให้เอง เขาบอกว่าเสี่ยวเฉินขายไปได้ตั้งสองคู่แล้ว แถมคุณภาพไม้ยังดีมากด้วย”
สองคู่?
คราวนี้เซี่ยเฉาแปลกใจของจริง
พี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่เห็นสีหน้าตกตะลึงของเซี่ยเฉา ก็เข้าใจผิดคิดว่าเธอตกใจที่มีคนรู้ความลับเรื่องความขัดสน
“การใช้ชีวิตคู่ ใครๆ เขาก็ต้องมีช่วงที่เงินทองตึงมือกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าพวกเธอขาดเงินจริงๆ ก็ลองหาวิธีอื่นดูสิ การทำกล่องไม้มันเสียเวลาจะตาย หักค่าไม้ค่าแรงแล้วจะเหลือกำไรสักกี่หยวนกันเชียว”
ดูท่าแล้วที่ถามว่าขาดเงินไหม คงเป็นแค่การปูทาง ส่วนไอ้ "วิธีอื่น" ที่ว่านั่นต่างหากที่เป็นจุดประสงค์หลักของการมาในวันนี้ เซี่ยเฉายืนนิ่งรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
พี่สะใภ้ของเหอเอ้อลี่เห็นเซี่ยเฉาเงียบไป ก็นึกว่าเธออายที่โดนจี้จุด จึงขยับเข้าไปใกล้และลดเสียงลงต่ำกว่าเดิม
“ฉันมีหลานชายอยู่คนหนึ่ง เพิ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้เขาเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ทำมาได้ครึ่งปีแล้ว กำลังรอจังหวะจะได้เปลี่ยนผ่านเป็นพนักงานประจำอยู่พอดี ขาดก็แต่คนที่จะช่วยพูดฝากฝังให้นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง...”
[จบบท]