บทที่ 292: การบรรจุหีบห่อ
ความเรียบง่ายย่อมหมายถึงการแกะสลักที่ง่ายดาย แม่พิมพ์ลักษณะนี้ไม่ได้ต้องการเส้นสายที่วิจิตรบรรจงหรือซับซ้อนมากนัก
เพียงไม่ถึงสองวันเฉินจี้เป่ยก็สามารถแกะสลักแม่พิมพ์ชิ้นแรกจนเสร็จสมบูรณ์
เซี่ยเฉานำมันไปยังที่ทำงานเพื่อให้เหล่าหลัวทดลองใช้ทันที ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เหล่าหลัวพึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าเมื่อนำมาวางคู่กับตราประทับที่แกะสลักไปก่อนหน้านี้ มันช่างดูเข้ากันราวกับเป็นชุดเดียวกันอย่างลงตัว
ดังนั้นเมื่อเซี่ยเฉากลับมาที่บ้านในครั้งนี้ เธอจึงไม่ได้นำกลับมาเพียงแค่คำสั่งซื้อลอตใหม่เท่านั้น แต่เธอยังนำเงินค่าจ้างสำหรับค่าตราประทับและค่าแม่พิมพ์กลับมาด้วย
จำนวนเงินก้อนนี้เมื่อนับดูแล้วกลับมีมูลค่ามากกว่าค่าแรงงานฝีมือที่เฉินจี้เป่ยได้รับจากการทำกล่องไม้สองใบเสียอีก เฉินจี้เป่ยถือธนบัตรใบละสิบหยวนหรือที่เรียกกันว่า ‘ต้าถวนเจี๋ย’ เหล่านั้นไว้ในมือแน่น ดวงตาคมเข้มจ้องมองเงินในมืออยู่นานโดยที่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ
เซี่ยเฉารู้ดีว่าเขาตระหนักได้แล้วว่าสิ่งที่เธอทำลงไปทั้งหมดนี้ คือการพยายามหาลู่ทางและโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเขา แต่ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมาอยู่ดี
ความโกรธเคืองที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้มอดดับไปแล้ว แทนที่ด้วยความใจเย็น เธอไม่รีบร้อนอีกต่อไป ได้แต่รอคอยดูว่าเมื่อไหร่ความรู้สึกผิดในใจจะกดทับจนเขาแบกรับไม่ไหวและต้องเอ่ยปากออกมาเอง
การที่เธอไม่ยอมพูดคุยกับเขา เป็นการส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่า หากเขาไม่คิดที่จะสื่อสารกันดีๆ ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะพูดดีด้วย
การที่เธอช่วยเขาหาเงิน ก็เพื่อช่วยเขาแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ เธอไม่เชื่อหรอกว่าในใจของเขาจะทนรับความรู้สึกนี้ได้ไหว
เซี่ยเฉาตั้งใจจะใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวมบีบคั้นเขาทั้งสองทาง เพื่อดัดนิสัยที่ไม่ชอบพูดชอบจาของเขาให้หายขาด อย่างน้อยที่สุดหากมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น เขาก็ควรจะบอกกล่าวเล่าให้เธอฟังบ้างไม่ใช่หรือ
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เมื่อถึงวันหยุดประจำสัปดาห์ เฉินจี้เป่ยไม่ได้หาข้ออ้างเพื่อจะไปที่หน่วยงานอีก แต่เขากลับนั่งแกะสลักแม่พิมพ์อยู่ที่บ้านอย่างว่าง่ายตลอดทั้งวัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยเฉานำแม่พิมพ์ที่แกะสลักเสร็จเรียบร้อยแล้วติดตัวไปที่ทำงานด้วย ซึ่งประจวบเหมาะกับที่มันเปลวหมูลอตที่สองถูกส่งมาถึงโรงงานพอดี
เหล่าหลัวหยิบแม่พิมพ์ขึ้นมานับจำนวนอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ
“แค่พวกเราสองคนช่วยกันนวดแป้ง คงทำออกมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก ห้าอันก็น่าจะพอแล้ว”
ชายชราไม่รอช้า รีบกวักมือเรียกเย่ต้าหย่งให้เข้ามาหาทันที พร้อมกับสั่งกำชับให้นำแม่พิมพ์เหล่านี้กลับไป แล้วแบ่งคนงานสักไม่กี่คนมาทำหน้าที่ผลิตขนมบิสกิตชนิดใหม่นี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องขั้นตอนการผสมแป้งสำหรับทำขนมตัวใหม่นั้นไม่ต้องให้พวกเขาเข้ามาวุ่นวาย เมื่อผสมแป้งเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเรียกให้พวกเขามารับไปจากโรงงานผลิตชั่วคราวเอง
สถานที่สำหรับนวดแป้งในโรงงานผลิตชั่วคราวถูกเหล่าหลัวนำกระดาษมาปิดทับหน้าต่างจนทึบไปหมด และเมื่อถึงเวลาลงมือนวดแป้ง ประตูก็จะถูกลงกลอนล็อกจากด้านในอย่างแน่นหนา ห้ามไม่ให้ใครหน้าไหนย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด
ตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานอาหารเมืองเจียงมา เหล่าหลัวไม่เคยระมัดระวังตัวแจขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนทำขนมแบบประณีตก็ยังไม่เคยต้องปิดบังสักขนาดนี้
เดิมทีเรื่องการเจียวน้ำมันหมูจำนวนมหาศาลก็สร้างความสงสัยใคร่รู้ให้ผู้คนมากพออยู่แล้ว มาตอนนี้ยังจะทำตัวลึกลับซับซ้อนกันอีก ยิ่งทำให้เหล่าพนักงานพากันคันหัวใจยิบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนแทบจะนั่งไม่ติด
ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นที่กัดกินใจคนงานทั้งโรงงาน เย่ต้าหย่งก็ได้พาคนงานกลุ่มหนึ่งมายกอ่างแป้งหม้อแรกกลับไปยังแผนกบิสกิตเครื่องจักร
หัวหน้ากะอู๋แทบจะอกแตกตายด้วยความสงสัย เมื่อเห็นเย่ต้าหย่งเดินผ่านมา เขาก็รีบเดินตามหลังไปกระซิบถามทันที
“อาจารย์ช่างหลัวให้ทำขนมอะไรกันแน่ คงไม่ใช่ว่าเป็นสูตรที่ไปเรียนมาจากเมืองเอกหรอกนะ แต่ของที่เรียนมาจากเมืองเอกพวกนั้น ทางโรงงานอาหารอำเภอหงเซียงเขาก็ทำออกมาขายกันหมดแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องทำตัวลึกลับขนาดนี้เลย”
เรื่องที่ว่าจะทำขนมอะไร เย่ต้าหย่งไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เขาตอบกลับไปตามตรง
“เป็นบิสกิตแบบใหม่ครับ”
“บิสกิตแบบใหม่”
หัวหน้ากะอู๋ทวนคำด้วยความงุนงง ยังคงคิดไม่ตกว่ามันคืออะไรกันแน่
“แค่บิสกิตแบบใหม่ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นด้วย”
ทว่าผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็ไม่มีเวลามานั่งตั้งคำถามอีกต่อไป เพราะกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากแผนกบิสกิตเครื่องจักรนั้นมันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน กลิ่นนั้นหอมตลบอบอวลยิ่งกว่ากลิ่นจากแผนกขนมเค้กไข่ของพวกเขาเสียอีก
เช้าวันถัดมา ขนมบิสกิตรสชาติใหม่ที่บรรจุอยู่ในหีบห่อรูปแบบใหม่ที่ดูทันสมัยและสวยงาม ก็ได้วางจำหน่ายอยู่บนชั้นวางสินค้าของร้านค้าและสหกรณ์ร้านค้าต่างๆ ทั่วทั้งเมืองเจียง
และที่สำคัญ มันยังไปปรากฏอยู่บนชั้นวางสินค้าในอำเภอหงเซียงอีกด้วย!
สำหรับโรงงานอาหารเมืองเจียงแล้ว ในสายตาของหัวหน้าแผนกหาน เขาไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเก็บมาใส่ใจมากนัก
หลัวหย่งกุ้ยแก่ตัวลงมากแล้ว คนที่ถอยฉากไปนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ รอวันเกษียณอายุราชการไปวันๆ แบบนั้น จะไปเหลือความทะเยอทะยานหรือไฟในการทำงานอะไรได้อีก
และหากไม่นับรวมหลัวหย่งกุ้ยแล้ว โรงงานอาหารเมืองเจียงก็ไม่มีใครที่พอจะต่อกรกับเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อเอ่ยถึงลูกศิษย์สองคนของหลัวหย่งกุ้ย ฝีมือการทำขนมก็ถือว่าพอใช้ได้ แต่คนหนึ่งก็มีนิสัยสุขุมเยือกเย็นจนเกินไป สมองไม่ค่อยพลิกแพลงตามสถานการณ์ ส่วนอีกคนแม้หัวจะไว แต่ก็เต็มไปด้วยความคิดเล็กคิดน้อย ทำให้ยากที่จะจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่
ส่วนคนที่เหลือก็ล้วนแต่เป็นเด็กหนุ่มสาวที่ยังอ่อนประสบการณ์ ในระยะเวลาอันสั้นนี้ไม่มีทางที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหรือรับผิดชอบงานใหญ่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกโรงงานของเขาตีจนแตกพ่ายโดยไม่มีทางสู้แบบนี้หรอก
แม้แต่ครั้งล่าสุดที่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ก็เป็นเพราะความคิดของเซี่ยเฉา แต่เด็กสาวที่ชื่อเซี่ยเฉาคนนั้นก็ยังเด็กเกินไป ประสบการณ์ยังน้อยนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในองค์กรของพวกเขายังขาดความสามัคคี ปัญหาภายในรั่วไหลราวกับตะแกรงร่อนแป้ง สภาพการณ์เช่นนี้หากเขาไม่ถือโอกาสซ้ำเติม ก็คงต้องบอกว่าโรงงานอาหารอำเภอหงเซียงของเขาโง่เต็มทน
นอกจากนี้ หัวหน้าแผนกหานยังมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า ในครั้งนี้เขาได้ชิงลงมือทำขนมทุกชนิดที่ได้เรียนรู้มาจากเมืองเอกตัดหน้าไปหมดแล้ว ทางฝั่งเมืองเจียงย่อมไม่มีหนทางรับมือ และทำได้เพียงก้มหน้ากลืนความขมขื่นนี้ลงคอ เพราะหากเปลี่ยนให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขที่เรียนรู้วิชามาเหมือนกัน เขาก็คงจนปัญญาที่จะแก้ไขสถานการณ์เช่นกัน
ดังนั้นเมื่อส่งสินค้าออกไปวางจำหน่ายแล้ว เขาจึงไม่ได้สนใจติดตามผลอะไรอีก เพราะไม่เคยคิดเลยว่าโรงงานอาหารเมืองเจียงจะยังมีน้ำยาตอบโต้กลับมาได้
จนกระทั่งพนักงานส่งของคนเดิมที่เคยแจ้งข่าวคราวก่อนสังเกตเห็นความผิดปกติ ครั้งนี้เขาฉลาดขึ้น ไม่รอให้ใครต้องมาบอก เขาลองซื้อสินค้าชิ้นนั้นติดมือกลับมาด้วยตัวเองหนึ่งห่อ
“ทางเมืองเจียงส่งของเข้ามาขายในถิ่นเราอีกแล้วครับ เห็นว่าเป็นบิสกิตแบบใหม่ ชื่อว่า ชาว... บิสกิตชาววัง”
หัวหน้าแผนกหานยังไม่ทันได้เอ่ยปาก รองหัวหน้าแผนกที่นั่งอยู่ในห้องทำงานเดียวกันก็หัวเราะขึ้นมาก่อน
“รอบนี้คงไม่ได้ไปแอบเรียนทำบิสกิตมาหรอกนะ”
“ใครจะไปรู้ว่าพวกนั้นเล่นตลกอะไรกัน”
หัวหน้าแผนกหานหัวเราะผสมโรง เมื่อรับถุงขนมมาถือไว้ในมือแดละเห็นตัวอักษร ‘บิสกิตชาววังเมืองเจียง’ ที่ประทับอยู่บนถุง เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม
“ทำของออกมาไม่ได้เรื่อง แต่ลูกเล่นแพรวพราวเหลือเกินนะ”
พูดจบเขาก็ฉีกถุงออกอย่างไม่ไยดี
เมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ความสนใจของเขาก็ลดฮวบลงทันที
“แค่นี้เองเหรอ”
รองหัวหน้าแผนกเองก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน
“คุกกี้วอลนัทที่ใส่น้ำมันใส่เนยเยอะหน่อย ก็กล้าตั้งชื่อว่าบิสกิตชาววังแล้วเหรอ ช่างกล้าคิดชื่อออกมาได้”
ทั้งสองคนแสดงท่าทีหมดความสนใจอย่างชัดเจน พนักงานส่งของเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างเกรงใจ
“เอ่อ แล้วค่าขนมที่ผมซื้อมา...”
“เอาบิลไปเบิกกับฝ่ายการเงินโน่น”
หัวหน้าแผนกหานเขียนใบเบิกเงินให้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้แตะต้องขนมห่อนั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
พนักงานส่งของจึงได้กำไรเป็นขนมฟรีหนึ่งห่อโดยไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มด้วยความดีใจ จนแอบนึกเสียดายว่ารู้อย่างนี้น่าจะซื้อห่อใหญ่ขนาดสองจินมาเสียก็ดี เมื่อกลับไปถึงช่วงพักผ่อน เขาจึงแกะห่อขนมออกมาชิมดูหนึ่งชิ้น แล้วก็ต้องชะงักไป
“นี่มันอร่อยกว่าของโรงงานเราตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ”
ไม่กี่วันต่อมา เมื่อพบว่าถุงกระดาษที่พิมพ์คำว่า ‘บิสกิตชาววังเมืองเจียง’ ปรากฏให้เห็นหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในละแวกใกล้เคียง หัวหน้าแผนกหานก็เริ่มชะงักงัน
ไม่ใช่แค่ถุงกระดาษที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่วันหนึ่งเมื่อรถส่งของของโรงงานออกไปส่งสินค้า กลับมีสินค้าราวหนึ่งในสี่ส่วนถูกตีกลับมาขายไม่ออก
“ร้านค้าสาขาหนึ่งบอกว่า ต่อไปนี้ไม่รับคุกกี้วอลนัทที่ทำจากแป้งเจ็ดห้าแล้วครับ จะรับแค่แบบที่ทำจากแป้งมาตรฐาน เพราะแบบแป้งเจ็ดห้าทั้งราคาแพงและรสชาติก็สู้บิสกิตชาววังเมืองเจียงไม่ได้ ขายยากมาก”
วินาทีนั้นหัวใจของหัวหน้าแผนกหานกระตุกวูบ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่รีบเดินดุ่มๆ ออกไปหาซื้อบิสกิตชาววังเมืองเจียงมาตรวจสอบทันที
คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าบิสกิตชาววังเมืองเจียงนี่จะขายดิบขายดีขนาดนี้ เขาไปที่ร้านค้าแห่งแรก สินค้ากลับขาดตลาด จนต้องไปตามหาที่ร้านแห่งที่สองถึงจะซื้อมาได้หนึ่งห่อ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า เมื่อฉีกห่อขนมออกดูในครั้งนี้ เขาจึงสังเกตเห็นรายละเอียดหลายอย่างที่มองข้ามไปในคราวก่อน อย่างเช่นสีสันของตัวขนม ต่อให้ใช้แป้งเจ็ดห้าทำเหมือนกัน แต่ขนมตรงหน้ากลับดูสวยงามน่ารับประทานกว่าคุกกี้วอลนัทแป้งเจ็ดห้าของโรงงานเขาอย่างเห็นได้ชัด
[จบบท]