บทที่ 3: เยือนถึงถิ่น
เซี่ยเฉานึกย้อนไปถึงตอนที่เธอได้อ่านเนื้อเรื่องช่วงนี้ในนิยายต้นฉบับ ในหัวของเธอก็มีแต่คำสบถหยาบคายมากมายวิ่งวนจนแทบจะระเบิดออกมา
การที่ตัวละครตัวนี้ดันมามีชื่อเดียวกับเธอก็เรื่องหนึ่งแล้ว แต่ที่น่าโมโหคือการที่ตัวละครนี้ถูกทุบตีปางตายขนาดนั้นแต่กลับยังไม่คิดจะหย่า ซ้ำร้ายยังคิดจะกลับไปหาผู้ชายคนนั้นอีก
แล้วดูเจ้าลูกชายตัวดีนั่นสิ เขาน่าจะรู้ดีที่สุดว่าแม่ตัวเองต้องเผชิญกับชีวิตแบบไหนที่บ้านหลังนั้น แต่พอแม่แอบกลับมารับเขาเพื่อหนีไปด้วยกัน เขากลับไม่ยอมไป หนำซ้ำยังวิ่งแจ้นไปฟ้องพ่อม่ายแก่คนนั้น แล้วยังพามันมาตามล่าแม่อีก
ใช่แล้ว... เซี่ยเฉาคือผู้ทะลุมิติ เธอหลุดเข้ามาอยู่ในหนังสือนิยายแนวย้อนยุคเล่มหนึ่ง โดยเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครตัวประกอบที่เพิ่งดื่มยาฆ่าแมลงฆ่าตัวตายไปหมาดๆ
เพียงแต่ในหนังสือนั้นแทบไม่ได้กล่าวถึงชะตากรรมของตัวประกอบคนนี้ไว้มากนัก ในช่วงแรกที่เธอฟื้นขึ้นมาจึงยังไม่ได้เอะใจหรือคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องนั้น
เธอครุ่นคิดถึงสถานการณ์ในยุคสมัยนี้ที่การไม่แต่งงานแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิง
ส่วนตัวเธอที่ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงอะไรก็ไม่รอด ขนาดต้นกระบองเพชรยังเลี้ยงจนตายคามือ ยิ่งหมดหวังที่จะไปทางสายทำไร่ไถนาในชนบทเพื่อเอาชีวิตรอด
ในขณะที่หลี่เป่าเซิง แม้จะเป็นไอ้ลูกแหง่ที่ติดแม่แจ แต่ตำแหน่งคนงานของเขาก็ถือว่าไม่เลวเลย ดังนั้นพอแม่เซี่ยเอ่ยปากเรื่องการเดินทางมายังตงเป่ย เธอก็เลยตอบตกลงไป
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผน จนกระทั่งเถียนชุ่ยเฟินเริ่มแสดงท่าทีบ่ายเบี่ยงสารพัด นั่นแหละที่ทำให้เซี่ยเฉาเริ่มสงสัยว่า หรือบางทีเธออาจจะทะลุมิติเข้ามาในหนังสือเล่มนั้นจริงๆ
ชีวิตนี่มันแย่บัดซบสิ้นดี ชาติก่อนอย่างน้อยก็แค่ไม่มีปัญญาซื้อบ้าน แต่ชาตินี้มันหนักหนาสาหัสถึงขั้นที่ว่าข้าวยังแทบไม่มีจะกิน แถมยังมีเงื่อนไขเสี่ยงตายพ่วงมาด้วย
เมื่อลองเอาชีวิตสุดห่วยแตกนี้ไปเทียบกับชาติที่แล้ว แม้แต่เจ้านายเก่าที่ขี้เหนียวจนน่าโมโห เอาแต่พ่นวาทกรรมปลุกใจแต่ไม่เคยคิดจะขึ้นเงินเดือนให้ ก็ยังดูน่ารักขึ้นมาถนัดตา
หากเธอล่วงรู้โชคชะตาได้แม้เพียงนิดว่าจะต้องมาทะลุมิติแบบนี้ ต่อให้ต้องทนเป็นสาวออฟฟิศดิ้นรนในปักกิ่งไปอีกสี่ปี แม้ว่าเงินเดือนที่ขึ้นมาจะยังไล่ตามราคาบ้านที่ไม่เคยหยุดนิ่งไม่ทัน เธอก็ขอยืนกรานว่าจะไม่ลาออกกลับบ้านเกิดเป็นอันขาด
เลวร้ายที่สุดก็แค่หัวล้าน มันย่อมดีกว่าการที่ต้องไปดื่มเหล้าปลอมในงานเลี้ยงส่งที่เพื่อนๆ อุตส่าห์จัดให้ จนต้องมาตายอนาถแบบนี้ไม่ใช่หรือ
แต่แน่นอนว่า ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่เซี่ยเฉาพอจะมีติดตัวก็คือ... เธอเป็นคนปล่อยวางได้ง่าย
เธอไม่ใช่เซี่ยเฉาคนเดิมในนิยาย และไม่มีวันที่จะยอมทนอยู่อย่างโง่งมไปจนอายุสามสิบกว่า แล้วรอให้พี่ชายแท้ๆ ที่ไม่ได้เรื่องเอาเธอไปขายแลกเงินแค่ 30 หยวนแน่ๆ ในเมื่ออุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงตงเป่ยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีทางที่เธอจะยอมฟังคำพูดของเถียนชุ่ยเฟิน แล้วนอนรอความตายอยู่ที่บ้านพักรับรองเพื่อกลับไปยังกวนหลี่หรอก
เซี่ยเฉาเห็นเซี่ยว่านฮุยยังคงยืนทำหน้าฉงนไม่หาย เธอจึงหยิบซาลาเปาขึ้นมาอีกลูก ยัดใส่มือเขา “ไม่ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไงกันแน่ กินนี่ให้เสร็จแล้วเราออกไปถามไถ่ดูก็รู้เองนั่นแหละ”
การมัวแต่ยืนคิดอยู่ตรงนี้ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงแค่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับความจริงเท่านั้น
เซี่ยว่านฮุยจึงรีบก้มหน้าก้มตากินซาลาเปาในมืออย่างรวดเร็วจนหมดเกลี้ยง เขาใช้หลังมือเช็ดปากเตรียมจะออกไปข้างนอก แต่เซี่ยเฉากลับเหลือบมองสีของท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเล็กน้อย แล้วทิ้งตัวนั่งลงตามเดิม
“นี่มันก็ปี 1962 แล้วนะ ทำไมยังต้องมีการทำงานล่วงเวลากันอีก ไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้รอให้มันหลังเก้าโมงไปก่อนแล้วเราค่อยไปกันดีไหม”
แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยว่านฮุยจะเป็นคนประเภทใจร้อน เขาไม่มีทางยอมให้เซี่ยเฉายืดเยื้อรอไปจนถึงวันพรุ่งนี้แน่นอน
สองพี่น้องจัดการล็อกประตูห้องพักอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเดินไปสอบถามเส้นทางกับพนักงานต้อนรับหญิงที่ประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังที่อยู่ของหน่วยงานที่ระบุไว้ในจดหมายทันที
เมืองเจียงแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาเขตของเทือกเขาฉางไป๋ซาน ซึ่งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรป่าไม้และแร่ธาตุล้ำค่า ระหว่างทางที่นั่งรถมา เซี่ยว่านฮุยเองก็สังเกตเห็นปล่องไฟโรงงานสูงตระหง่านตั้งเรียงรายอยู่มากมาย และเมื่อพวกเขาได้เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศในตรอกซอกซอยต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็ยิ่งพบว่าที่นี่มันคึกคักและเจริญกว่าที่บ้านเกิดของพวกเขาหลายเท่าตัวนัก
นี่ขนาดยังเป็นช่วงเวลาที่เหล่าคนงานต่างเลิกงานและแยกย้ายกันกลับไปกินข้าวที่บ้านจนหมดแล้ว หากเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่เร่งด่วนจริงๆ บนถนนหนทางคงจะเต็มไปด้วยผู้คนมากกว่านี้อีก
“พี่ว่าเราจะถามเขาได้จริงๆ เหรอ เขาจะไม่ทำท่าเชิดจมูกใส่พวกเราใช่ไหม”
ไม่ใช่ว่าเซี่ยว่านฮุยจะวิตกกังวลไปเอง แต่เพราะในยุคสมัยนี้ การได้ทำงานในร้านค้าของรัฐหรือร้านอาหารของรัฐถือเป็นหน่วยงานชั้นดี แม้ว่าเงินเดือนอาจจะไม่สูงนัก แต่มันคือตัวตัดสินว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีของดีๆ หายากส่งเข้ามาที่ร้าน คุณจะได้มีโอกาสเห็นมันก่อนใคร หรือแม้แต่ตอนที่ไปต่อแถวซื้ออาหาร ทัพพีที่คนตักยื่นมาให้นั้นจะเป็นแบบพูนๆ หรือแบบปาดเรียบติดทัพพี
ด้วยเหตุนี้ พนักงานในสองหน่วยงานนี้จึงมักจะวางท่าหยิ่งยโส พวกเขาไม่ค่อยจะแยแสลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งมันแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ที่ยึดถือว่า 'ลูกค้าคือพระเจ้า' อย่างเทียบกันไม่ได้
แต่แน่นอนว่า เมื่อยุคแห่งการเลิกจ้างถาโถมเข้ามาในช่วงยุคเก้าศูนย์ สองหน่วยงานที่เคยเฟื่องฟูนี้ก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกซัดจนล้มระเนระนาด
เซี่ยเฉาผ่านประสบการณ์การทำงานจากข้างนอกมาถึงสี่ปีเต็ม เธอเผชิญหน้ากับสายตาดูถูกเหยียดหยามมาแล้วสารพัด จึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องขี้ปะติ๋วเหล่านี้เลย
เธอมองเห็นว่าร้านค้าพืชผักและอาหารรองได้ปิดประตูลงแล้ว โดยมีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังพยายามยกแผ่นไม้บานใหญ่ขึ้นมาปิดหน้าต่างกระจกด้านนอกร้านอย่างทุลักทุเล เธอจึงไม่รอช้า รีบก้าวเท้าเข้าไปช่วยพยุงแผ่นไม้นั้นทันที
เมื่อภาระในมือเบาลง ผู้หญิงวัยกลางคนก็รีบเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณนะ” แต่พอเธอหันหน้ามามองชัดๆ ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าคนที่มาช่วยคือหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง
เซี่ยเฉาส่งยิ้มบางๆ กลับไปให้ พลางบอกว่าไม่เป็นไร แล้วจึงช่วยอีกฝ่ายประคองแผ่นไม้หนาหนักนั้นจนกระทั่งมันเข้าที่ในร่องหน้าต่างพอดี
เซี่ยว่านฮุยเมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็รีบปรี่เข้าไปช่วยอีกแรง “คุณป้าครับ ป้าพักเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง”
คราวนี้ผู้หญิงวัยกลางคนจึงได้ปล่อยมือจากงานอย่างสมบูรณ์ เธอยกมือขึ้นมาทุบไหล่ขวาของตัวเองเบาๆ
“ไอ้ไหล่ข้างนี้นี่ก็ไม่รู้ว่าไปโดนลมที่ไหนมา สองสามวันมานี้มันปวดอยู่เรื่อยเลย ขนาดแค่จะหวีผมยังยกแขนแทบไม่ขึ้น” เธอพูดพลางสำรวจคนทั้งสอง “ฟังจากสำเนียงของสหายหนุ่มสาวทั้งสองแล้ว... พวกเธอมาจากกวนหลี่กันสินะ”
เซี่ยเฉารับคำในลำคอเบาๆ “อืม... พอดีมาดูตัวน่ะค่ะ”
คำอธิบายนี้ฟังดูมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะนับตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ชิงต่อเนื่องมาจนถึงต้นยุคสาธารณรัฐจีน ก็มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเดินทางมาแสวงโชคที่ตงเป่ยแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย
ในช่วงที่ประชากรหนาแน่นที่สุด ร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบของคนในสามมณฑลตงเป่ยล้วนเป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ ซึ่งสภาพการณ์นี้มันไม่ต่างอะไรกับเมืองเซินเจิ้นในยุคเก้าศูนย์เลย
เมื่อมีผู้ชายโสดอยู่มากมายมหาศาลขนาดนี้ สาวๆ ในพื้นที่เดิมย่อมมีไม่เพียงพอให้แต่งงานด้วย
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายหลายคนพอมาตั้งหลักปักฐานที่ตงเป่ยได้แล้ว ก็จะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของตนเพื่อแต่งงานกับภรรยา แล้วจึงพาเธอกลับมาใช้ชีวิตเริ่มต้นใหม่ที่ตงเป่ยด้วยกัน
ผู้หญิงวัยกลางคนไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรในคำตอบนั้น เธอเพียงแต่รู้สึกเสียดายในความงดงามของเซี่ยเฉา “แหม ช่างมีวาสนาจริงๆ ที่จะได้ภรรยาสวยขนาดนี้”
เซี่ยเฉาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มรับ รอจนกระทั่งพวกเขาช่วยกันปิดแผ่นไม้หน้าต่างบานสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย เธอจึงตบฝุ่นที่มือเบาๆ “คุณป้าคะ คือ... หนูอยากจะขอถามหน่อยได้ไหมคะ”
“อ้าว ได้สิ ว่ามาเลย”
“คุณป้ารู้จักคนที่ชื่อ หลี่ฉางซุ่น ไหมคะ ได้ยินว่าเขาทำงานอยู่ที่ร้านค้าพืชผักที่นี่เหมือนกัน”
“โอ้... เธอหมายถึงนักบัญชีหลี่น่ะเหรอ รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ”
ผู้หญิงวัยกลางคนพยักหน้ารับ แต่แล้วเธอก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าจึงพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เธอหันไปมองเซี่ยว่านฮุยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “นี่... ที่แท้ก็เป็นเธอเองหรอกเหรอที่มาดูตัวน่ะ แหม… คนสมัยนี้ที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้วยังยอมกลับไปหาคู่ครองที่บ้านเกิดน่ะมีไม่มากหรอกนะ นี่คงจะหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเลยใช่ไหม”
สถานการณ์พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่นี้ป้าคนนี้ยังพูดคุยอยู่กับเซี่ยเฉาอยู่เลย แต่พอได้ยินชื่อว่าเป็นบ้านของหลี่ฉางซุ่น เหตุใดจู่ๆ กลับกลายเป็นว่าเซี่ยว่านฮุยคือคนที่มาดูตัวไปได้
เซี่ยว่านฮุยยังคงยืนงงกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ในหัวของเซี่ยเฉากลับเริ่มมีเงื่อนงำบางอย่างผุดขึ้นมาแล้ว เธอเลือกที่จะไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ป้าคนนั้นเข้าใจผิด “คุณป้าคะ พอจะเล่าสถานการณ์ทางบ้านของเขาให้หนูฟังหน่อยได้ไหม ที่หนูจำได้คือบ้านเขามีลูกชายอยู่คนหนึ่ง เขาแต่งงานหรือยังคะ แล้ว... เขาเป็นคนเข้ากับคนง่ายหรือเปล่า”
เพราะเซี่ยเฉานั้นหน้าตาหมดจดน่ามอง แถมเมื่อครู่ยังอุตส่าห์มีน้ำใจเข้ามาช่วยงานเธออย่างแข็งขัน ผู้หญิงวัยกลางคนจึงรู้สึกถูกชะตากับเธอไม่น้อย
เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าเซี่ยเฉาคงกำลังกังวลแทนน้องชาย ว่าจะเข้ากับพี่เขยในอนาคตได้ไม่ดี “โอ๊ย แต่งงานไปนานแล้วจ้ะ มาถึงตงเป่ยได้แค่ปีที่สองก็แต่งเลย ตอนนี้ลูกสองคนแล้วด้วยซ้ำ”
“อะไรนะ หลี่เป่าเซิงแต่งงานแล้ว” เซี่ยว่านฮุยอุทานออกมา สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
พี่เขยในอนาคตจะแต่งงานหรือไม่แต่งมันจะไปเกี่ยวอะไรด้วยเล่า ไม่ได้ต้องไปอยู่ด้วยกันสักหน่อย...
ผู้หญิงวัยกลางคนรู้สึกว่าท่าทีของเซี่ยว่านฮุยนั้นมันดูจะตื่นตระหนกเกินเหตุไปหน่อย แต่เมื่อเธอมองไปทางเซี่ยเฉาที่ยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก็เลยพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความอิจฉาอยู่เล็กน้อย
“ก็นักบัญชีหลี่เขาทั้งเก่งทั้งมีความสามารถนี่นา เขาเรียกให้ลูกชายมาช่วยงานที่ร้านอยู่ทุกวี่ทุกวัน แล้วไอ้ลูกชายเขามันก็ดันพูดจาเอาอกเอาใจคนเก่งซะด้วย นี่ไงล่ะ... สุดท้ายก็เลยไปเข้าตาลูกสาวของผู้จัดการร้านเขาจนได้ ไม่เหมือนเจ้าลูกชายตัวเหม็นที่บ้านฉันเล้ย นอกจากจะขยันทำงานแล้ว มันก็รู้แต่เรื่องกินนั่นแหละ...”
[จบบท]