บทที่ 321: พาแม่กลับบ้าน
ค่าเดินทางก็ต้องเป็นเธอที่ออกเอง แถมยังต้องคอยรับส่งด้วยตัวเองอีกต่างหาก แม่เซี่ยไม่กล้าเดินทางไกลเพียงลำพังอยู่แล้ว ไปกลับรอบหนึ่งรวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จก็ปาเข้าไปร้อยกว่าหยวนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นแม่เซี่ยไม่มีทะเบียนบ้านและปันส่วนธัญพืชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากจะกินข้าวก็ต้องใช้คูปองธัญพืชแลกซื้อ หรือไม่ก็ต้องซื้อธัญพืชราคาสูงจากในชนบท สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น เมื่อคำนวณดูแล้วระยะเวลาสี่เดือนก็ถือเป็นรายจ่ายก้อนโต พอดีดลูกคิดดูแล้วก็ไม่ได้น้อยไปกว่าการส่งเงินกลับมาเดือนละยี่สิบหยวนเลย
มิหนำซ้ำการเดินทางกลับบ้านเกิดแต่ละครั้ง อย่างน้อยต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ นี่หมายถึงการขาดงานไปครึ่งเดือนโดยเปล่าประโยชน์ ยังไม่นับรวมความลำบากตรากตรำระหว่างการเดินทางอีก
เซี่ยว่านกวงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าน้องสาวคงไม่ยอมทั้งเสียเงินก้อนโตและต้องมาลำบากกาย เขาเชื่อมั่นว่าเธอจะต้องยอมจ่ายเงินยี่สิบหยวนต่อเดือนเพื่อตัดปัญหานี้อย่างแน่นอน
เซี่ยเฉายังคงนิ่งเงียบไม่ได้เอ่ยตอบโต้สิ่งใด เมื่อเซี่ยว่านกวงเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น เขาก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“เงื่อนไขก็มีเท่านี้แหละ เธอเป็นคนจ่ายเงิน ฉันกับว่านฮุยจะช่วยดูแลแม่ให้ แต่ถ้าเธอไม่จ่าย เธอก็ต้องรับภาระดูแลแม่เอง ไม่ว่าจะเลือกทางไหน บวกลบคูณหารแล้วมันก็คือบัญชีเดียวกัน”
เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำเพื่อกดดันอีกฝ่าย
“เธอคิดให้ดีๆ ก็แล้วกัน ถ้าไม่เต็มใจจริงๆ ฉันก็จะไม่บังคับ ครั้งนี้ที่กลับไป เธอก็พาแม่ไปอยู่ที่ตะวันออกเฉียงเหนือด้วยเลยก็สิ้นเรื่อง”
เซี่ยว่านกวงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาเตรียมตัวรับมือไว้แล้วว่าต่อให้เซี่ยเฉาไม่ตอบตกลงในทันที เธอก็คงจะต้องมีการต่อรองราคาลงมาบ้าง
ในเมื่อผลลัพธ์ทางบัญชีออกมาเท่ากัน ใครบ้างจะอยากลำบากเดินทางไปกลับหลายรอบ อีกอย่างเซี่ยเฉาก็เป็นลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ลำพังคำพูดของเธอเองคงตัดสินใจเรื่องเงินทองไม่ได้ทั้งหมด
ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน เขาเตรียมจะไปคุยกับเซี่ยเฉาเป็นการส่วนตัวเพื่อให้เธอเป็นคนออกเงินก้อนนี้ แต่ด้วยนิสัยของน้องสาวคนนี้ เขาประเมินว่าลำพังตัวเธอเองคงไม่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด และคงไม่สามารถแอบเอาเงินก้อนโตออกมาได้โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากเฉินจี้เป่ย
เซี่ยว่านกวงเตรียมใจไว้แม้กระทั่งว่าเฉินจี้เป่ยอาจจะโกรธจนหน้าตึงและไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือจู่ๆ เซี่ยเฉาก็ยิ้มออกมา
“ตกลงค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เขาชะงักไปทันที
สีหน้าของเซี่ยเฉาดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับเรื่องที่คุยกันเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
“ฉันก็นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก ที่แท้ก็เรื่องแค่นี้เอง ก่อนมาที่นี่ฉันก็ปรึกษากับจี้เป่ยไว้แล้วเหมือนกัน ว่าอยากให้แม่ไปอยู่ด้วยสักพัก พอดีพวกเรากำลังจะมีลูกคนแรก ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือหรือดูแลกันยังไง ฉันว่าคงไม่ต้องลำบากเดินทางไปกลับทุกสี่เดือนหรอก ให้แม่ไปอยู่กับฉันยาวๆ เลยดีกว่า อยู่สักสองสามปีค่อยว่ากันอีกที”
เซี่ยว่านกวงเพียงแค่ต้องการเงินเท่านั้น ระยะเวลาสี่เดือนที่อ้างถึง เขาไม่เคยคิดจะให้แม่เซี่ยไปอยู่กับน้องสาวจริงๆ หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนในหมู่บ้าน เขาคงโดนชาวบ้านนินทาว่าร้ายจนเสียหายแน่
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเซี่ยเฉาจะเอ่ยปากชวนแม่ไปอยู่ด้วยถึงสองสามปี เขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบตั้งสติและเอ่ยเสียงแข็งข่มขู่
“เธอคิดให้ดีนะ พวกเราคนชนบทฐานะยากจน คงไม่มีปัญญาจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูไปให้หรอกนะ”
“ฉันไม่ต้องการเงินของพี่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเฉาจางหายไป เหลือเพียงความจริงจังเคร่งขรึม ดวงตาคู่ใสกระจ่างจ้องมองพี่ชายจนอีกฝ่ายรู้สึกกดดันจนไม่กล้าสบตา
“แม่เลี้ยงดูฉันมาจนโต ฉันเลี้ยงดูแม่ตอบแทนมันก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว ต่อให้ฉันกับจี้เป่ยจะลำบากแค่ไหน พวกเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองแค่นั้นหรอก”
เซี่ยว่านกวงยังพยายามจะอ้าปากเถียง แต่เซี่ยว่านฮุยเริ่มทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว
“พี่!”
ทันทีที่คำแรกหลุดออกจากปากน้องชายคนรอง แม่เซี่ยที่นั่งนิ่งมาตลอดก็ลุกพรวดขึ้นยืน
“พอได้แล้ว! หยุดพูดกันสักที!”
หญิงชรายกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอัดอั้นตันใจ ก่อนจะวิ่งร้องไห้ออกไปจากห้องทันที
สำหรับคนเป็นแม่แล้ว ไม่มีอะไรจะเจ็บปวดและน่าอับอายไปกว่าการที่ลูกๆ มานั่งเกี่ยงกันเลี้ยงดู หรือผลักไสไล่ส่งแม่ตัวเองไปมาเหมือนลูกบอลต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้อีกแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเซี่ยว่านกวงทำเกินกว่าเหตุ เซี่ยเฉาก็คงไม่อยากให้แม่ต้องมารับรู้เรื่องราวที่โหดร้ายเช่นนี้ แต่กลอุบายแบบเด็กเลี้ยงแกะเช่นนี้ ถ้ามีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง เธอไม่อยากจะต้องมาคอยรับโทรเลขขอเงิน แล้วต้องมานั่งกังวลใจหรือหวาดระแวงว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จอีกต่อไป
ให้เซี่ยว่านกวงพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แม่เซี่ยจะได้เลิกยึดติดกับความคิดเก่าคร่ำครึที่ยอมทนทุกข์ทรมานเพียงเพื่อจะได้อยู่กับลูกชายเสียที
เมื่อเห็นว่าภรรยาของเซี่ยว่านกวงผู้ไร้ปากเสียงกำลังตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เซี่ยว่านฮุยจึงต้องเป็นฝ่ายรีบวิ่งตามแม่เซี่ยออกไป เซี่ยเฉาขยับตัวลงจากเตียงคังช้ากว่าหนึ่งก้าว เธอหันไปมองเซี่ยว่านกวงที่ยังคงนั่งอึ้งอยู่บนเก้าอี้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ฉันพูดคำไหนคำนั้น พรุ่งนี้ฉันจะช่วยแม่เก็บของเตรียมเดินทาง”
“เธอ...”
เซี่ยว่านกวงตั้งท่าจะอ้าปากด่าทอ แต่เซี่ยเฉาไม่รอฟัง เธอเดินออกจากห้องตามหลังน้องชายไปทันที
แม่เซี่ยไม่ได้หนีไปไหนไกล คนที่มีนิสัยอ่อนแอเช่นเธอ แม้แต่จะร้องไห้ก็ยังไม่กล้าเดินออกไปนอกรั้วบ้านให้เพื่อนบ้านเห็น หญิงชรายืนร้องไห้อยู่ที่มุมกำแพงหลังบ้าน โดยมีเซี่ยว่านฮุยยืนทำท่าทางเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างๆ เพราะไม่รู้ว่าจะปลอบโยนแม่ของตนอย่างไรดี
เซี่ยเฉาเดินเข้าไปหาพลางตบไหล่น้องชายเบาๆ
“ไม่เป็นไร นายไปเถอะ เดี๋ยวฉันคุยกับแม่ตามลำพังเอง”
เซี่ยว่านฮุยยังมีสีหน้าเป็นกังวล แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่สงบนิ่งและมั่นคงของพี่สาว เขาก็นึกไปถึงท่าทีอันสุขุมเยือกเย็นของเธอตอนที่อยู่ในเมืองเจียง
“พี่ช่วยพูดปลอบใจแม่หน่อยนะ”
เขากระซิบฝากฝังเสียงเบา แต่ก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล เขาเลือกที่จะไปยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านข้างๆ เฉินจี้เป่ยแทน
ชายหนุ่มร่างสูงยืนพิงผนังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชา ในมือเรียวยาวคีบบุหรี่มวนหนึ่งเอาไว้ แต่กลับไม่ได้จุดไฟสูบแต่อย่างใด
เซี่ยว่านฮุยคอยชะเง้อมองไปทางแม่กับพี่สาวด้วยความเป็นห่วง แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนา แต่เขาก็ยังกังวลใจ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นบุหรี่ในมือของพี่เขย
“พี่ไม่สูบเหรอ”
“พี่สาวนายท้องอยู่”
เฉินจี้เป่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเก็บมวนบุหรี่กลับเข้าซองไปอย่างใจเย็น
ที่มุมกำแพงอีกด้าน เซี่ยเฉาโอบไหล่ของแม่เซี่ยเอาไว้หลวมๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย
“แม่ไม่รักหนูเลย แม่ช่วยพี่ใหญ่เลี้ยงต้าเผิง แต่กลับจะไม่ยอมไปช่วยหนูเลี้ยงหลานตัวน้อยๆ”
นี่คือการเบี่ยงประเด็นอย่างชัดเจน แม่เซี่ยร้องไห้เพราะเสียใจที่ลูกชายทำร้ายจิตใจ ไม่ใช่เพราะไม่อยากไปช่วยเลี้ยงหลานเสียหน่อย
เมื่อได้ยินคำพูดที่เจือไปด้วยความน้อยใจและออดอ้อนของลูกสาว แม่เซี่ยก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่ใช่แบบนั้นนะลูก แม่... ฮึก...”
ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหลพราก “เป็นเพราะแม่ไม่ดีเอง แม่เป็นตัวถ่วงของลูก ทำให้ลูกต้องลำบากอุ้มท้องเดินทางไกลกลับมาถึงนี่”
คนที่มีนิสัยอ่อนโยนและจิตใจดีงามอย่างแม่เซี่ย แม้ในยามที่ตัวเองกำลังทุกข์ใจแสนสาหัส ก็ยังไม่วายโทษตัวเองและกลัวว่าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย คนที่ส่งโทรเลขไปคือเซี่ยว่านกวง และคนที่โลภมากอยากได้เงินก็คือเซี่ยว่านกวง...
แม้แม่ลูกคู่นี้จะไม่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากนัก แต่เซี่ยเฉาก็ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้คนดีๆ อย่างแม่ต้องทนใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของเซี่ยว่านกวงต่อไป
“หนูพูดจริงๆ นะแม่ หนูรู้เรื่องเลี้ยงเด็กที่ไหนกัน หนูเพิ่งจะเคยเป็นแม่คนครั้งแรก ที่เมืองเจียงหนูกับจี้เป่ยก็ตัวคนเดียว ไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่ไหนเลย อย่าว่าแต่เรื่องเลี้ยงลูกเลย ขนาดตอนท้องต้องระวังอะไรบ้างหนูก็ยังไม่รู้เรื่อง ถ้าแม่ไม่ไปช่วย ลูกสาวแม่คงต้องคลำทางเลี้ยงลูกแบบผิดๆ ถูกๆ แน่เลย”
“แล้วแม่ของเสี่ยวเฉินเขาไม่ไปเหรอ” พอพูดถึงเรื่องสำคัญของลูกสาว แม่เซี่ยก็ลืมเรื่องร้องไห้ไปเสียสนิท
คนแบบแม่เซี่ยก็เป็นเสียอย่างนี้ มักจะห่วงใยความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าความรู้สึกของตัวเองเสมอ
เซี่ยเฉาถอนหายใจออกมาเบาๆ
“แม่ของเขาเสียไปตั้งแต่เขายังเก้าขวบแล้วค่ะ แม่รักพี่ชายหนูมาตั้งหลายปีแล้ว แบ่งความรักมาให้ลูกเขยคนนี้บ้างเถอะนะ ถือว่าหนูขอ”
แม่เซี่ยได้ฟังดังนั้นก็รีบรับปากทันที “งั้นแม่จะระวังคำพูดเวลาอยู่ต่อหน้าเขา จะได้ไม่ไปสะกิดแผลใจเรื่องแม่ของเขา”
ทว่าสีหน้าของหญิงชรายังคงเต็มไปด้วยความลังเล “แต่แม่ไม่มีปันส่วนธัญพืชที่โน่น พวกลูกจะ...”
“จี้เป่ยเพิ่งได้ขึ้นเงินเดือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนนี้พวกเราสองคนรวมกันก็ได้เงินเดือนตั้งแปดสิบกว่าหยวนแล้ว เดี๋ยวครึ่งปีหลังเงินเดือนหนูก็จะขึ้นอีก รวมแล้วก็เก้าสิบกว่าหยวน ซื้อข้าวกินได้สบายมาก”
เซี่ยเฉาซบศีรษะลงบนไหล่ของแม่เซี่ยแล้วกระซิบเสียงเบา
“แต่แม่ห้ามไปบอกพี่ใหญ่นะ เป็นความลับระหว่างเรา”
[จบบท]