บทที่ 344: เกียรติยศและการต่อรอง
สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากก็คือ บนเวทีกลับไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องที่เธอตั้งครรภ์แต่ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริง เรื่องการเสนอแนะหรือชื่นชมความขยันหมั่นเพียรประเภทนี้ถือเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ที่ใครต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว พวกเขาต่างคิดในใจว่า หรือหลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานประจำแล้ว ต่อไปก็จะเปลี่ยนให้เธอเป็นแรงงานดีเด่นเลยอย่างนั้นหรือ?
ทว่าในขณะที่บางคนกำลังจะเบะปากด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ พิธีกรบนเวทีกลับประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิมและเปี่ยมไปด้วยพลัง
“เธอและสหายหลัวหย่งกุ้ย ไม่เคยย่อท้อต่อความลำบาก ไม่เคยกลัวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสองได้ร่วมแรงร่วมใจกันคิดค้นสูตรขนมบิสกิตชาววัง จนกลายมาเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับโรงงานของเรา สร้างรายได้มหาศาลให้กับพรรคและประเทศชาติ...”
ขนม... ขนมบิสกิตชาววังงั้นหรือ?!
ผู้คนที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้มาก่อนต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าขนมบิสกิตชาววังที่แสนโด่งดังนั้นจะเป็นผลงานการคิดค้นของเซี่ยเฉาและเหล่าหลัว
คนงานจากอีกสองแผนกที่เหลือต่างพากันหันขวับไปมองทางกลุ่มคนงานของแผนกขนมอบเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าคนของแผนกขนมอบต่างมีสีหน้าที่เรียบเฉยและดูสงบนิ่ง ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่าเรื่องที่ประกาศบนเวทีนั้นเป็นความจริงทุกประการ
และเรื่องราวยังไม่จบเพียงแค่นั้น
“เมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา เธอยังได้ทำการวิจัยและคิดค้นขนมไหว้พระจันทร์ไร้น้ำตาลด้วยตนเอง จนสามารถสร้างยอดขายได้อย่างน่าประทับใจ...”
ขนมไหว้พระจันทร์ไร้น้ำตาลก็เป็นสิ่งที่เธอคิดค้นขึ้นมาด้วยอย่างนั้นหรือ?!!
รายการประกาศเกียรติคุณของเซี่ยเฉาถูกอ่านไล่เรียงลงมาทีละข้อๆ โดยที่ไม่มีข้อไหนเลยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการตั้งครรภ์หรือความน่าเห็นใจในฐานะคนท้อง
ทั่วทั้งลานกว้างเงียบกริบไร้สรรพเสียง ผู้คนที่มุงดูความครึกครื้นอยู่รอบนอกต่างพากันเขย่งปลายเท้าและชะเง้อคอยืดคอยาว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าคนที่มีความสามารถร้ายกาจขนาดนี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่
แต่ด้วยระยะห่างที่ไกลพอสมควร บางคนก็มองเห็นชัดเจน บางคนก็เห็นเพียงแค่โครงร่างรางๆ พอให้รู้ว่าเป็นหญิงสาวที่ยังดูอายุน้อยมากคนหนึ่งเท่านั้น
“อายุยังน้อยแค่นี้ แต่เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
แม่เซี่ยได้ยินเสียงคนด้านหลังกระซิบกระซากชื่นชมลูกสาวของตน
ในฐานะคนเป็นแม่ แท้จริงแล้วเธอคือคนที่รู้สึกตกใจและประหลาดใจที่สุด เซี่ยเฉามีนิสัยถอดแบบมาจากเธอไม่มีผิดเพี้ยน ตั้งแต่เด็กก็เป็นคนหัวอ่อน ไม่สู้คน เวลาถูกใครรังแกก็ทำได้เพียงเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจกลืนลงท้องไปเงียบๆ
ความคาดหวังที่เธอมีต่อลูกสาวคนนี้ ไม่เคยมีอะไรมากไปกว่าขอให้มีชีวิตที่สงบสุขปลอดภัย หาผู้ชายดีๆ สักคนที่สามารถปกป้องคุ้มครองเธอได้ แต่งงานมีลูกมีหลาน และใช้ชีวิตราบรื่นไปตลอดชั่วอายุคน
เธอไม่เคยกล้าวาดฝันเลยว่า วันหนึ่งลูกสาวของเธอจะได้ขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนเวที กลายเป็นแรงงานดีเด่น และกลายเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างพากันยกย่องสรรเสริญเช่นนี้
แต่ทว่าเซี่ยเฉากลับทำมันได้สำเร็จ ลูกสาวของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เธอร่าเริงสดใสขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และที่สำคัญคือเธอเก่งกาจและยอดเยี่ยมกว่าแต่ก่อนมากนัก
แม่เซี่ยเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความตื้นตัน ขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าวและชื้นแฉะโดยไม่รู้ตัว เมื่อเซี่ยเฉาเดินกลับลงมาและยื่นของรางวัลที่ได้รับให้ เธอทำได้เพียงโผเข้ากอดลูกสาวแน่น เนิ่นนานโดยที่พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ปีนี้ไม่มีรายการประกาศรายชื่อพนักงานชั่วคราวที่จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เมื่อการแสดงจบลงและพิธีมอบรางวัลเสร็จสิ้น ก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายคือการร้องเพลงประสานเสียงร่วมกัน
เลขาธิการซ่งขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีตามธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อร้องจบเขาก็เตรียมตัวจะกลับไปที่ห้องทำงาน แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่ามีใครบางคนมายืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตู
เนื่องจากปัญหาสุขภาพ ร่างกายของเหล่าหลัวจึงดูซูบผอมลงไปบ้าง ทว่าแววตาของเขากลับยังคงดูหนักแน่นและมั่นคง
“ผมอยากจะคุยกับคุณเรื่องการเลื่อนตำแหน่งของเซี่ยเฉาอีกสักครั้ง”
เหล่าหลัวถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคก่อตั้งโรงงาน ยิ่งไปกว่านั้นแผนกขนมอบทั้งแผนกก็เป็นสิ่งที่เขาสร้างมากับมือ ต่อให้เลขาธิการซ่งจะไม่ไว้หน้าใคร ก็ไม่อาจไม่เกรงใจเหล่าหลัวได้ แม้ในใจจะรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมไขกุญแจเปิดประตูห้องทำงานแต่โดยดี
“เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง คนหนึ่งนั่งลงที่หลังโต๊ะทำงาน ส่วนอีกคนลากเก้าอี้มานั่งพิงผนัง เลขาธิการซ่งยังรินน้ำใส่แก้วส่งให้เหล่าหลัวด้วยตนเอง
“คุณให้เหล่าเวินจองที่ไว้ให้เธอแล้วไม่ใช่หรือไง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แล้วทำไมจู่ๆ ถึงจะมาขอเลื่อนตำแหน่งให้เธออีก?”
เหล่าหลัวไม่ยอมรับข้ออ้างนั้นง่ายๆ “นั่นมันจะไปเหมือนกันได้ยังไง พวกคุณเล่นกดตำแหน่งเธอไว้อย่างนี้ ใครจะไปรู้ว่าตำแหน่งนั้นยังจะต้องถูกคนอื่นครองไว้อีกกี่ปี”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราอยากจะกดหัวเธอไว้ แต่เป็นเพราะเธอยังอายุน้อยเกินไปจริงๆ” เลขาธิการซ่งถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
“เย่ต้าหย่งนับว่าเป็นหัวหน้ากะที่อายุน้อยที่สุดในโรงงานแล้ว ตอนที่เขาได้เลื่อนตำแหน่งปีนั้นเขาก็อายุยี่สิบเก้าเต็มพอดี แถมตอนนั้นแผนกขนมอบเกิดการแยกกะกะทันหัน มันไม่มีคนทำงานจริงๆ ถึงต้องดันเขาขึ้นมา แต่ตอนนี้สถานการณ์มันต่างกัน เซี่ยเฉาเพิ่งจะได้รับอนุมัติให้เป็นพนักงานประจำกรณีพิเศษไปเมื่อปีก่อน ปีนี้จะให้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้ากะอีก คุณลืมเรื่องโปสเตอร์ตัวอักษรใหญ่นั่นไปแล้วหรือไง?”
“เรื่องโปสเตอร์โจมตีนั่นก็เคลียร์จบไปแล้วไม่ใช่หรือ?” เหล่าหลัวไม่ได้มองว่าเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคตรงไหน
“จบมันก็จบแล้ว แต่เรื่องมันลุกลามใหญ่โตขนาดนั้น มันส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของโรงงาน”
เลขาธิการซ่งประสานมือสิบนิ้ววางบนโต๊ะ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับความเข้าใจ “แค่เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำกรณีพิเศษ ก็มีคนไม่พอใจตั้งเท่าไหร่แล้ว นี่คุณจะให้เธอข้ามขั้นขึ้นเป็นหัวหน้ากะอีก จะมีหัวหน้ากะที่ไหนอายุแค่ยี่สิบสามปีกัน? คุณเองก็เป็นคนเก่าคนแก่ของโรงงาน อย่างน้อยก็น่าจะเห็นใจในความลำบากใจของพวกเราบ้าง”
เหล่าหลัวไม่คิดจะเห็นใจแต่อย่างใด “คุณเอาแต่พูดเรื่องอายุ ทำไมไม่พูดถึงผลงานที่เธอสร้างให้กับโรงงานบ้างล่ะ? ลำพังแค่ขนมบิสกิตชาววัง ครึ่งปีมานี้ขายไปได้เท่าไหร่ ผมไม่พูดคุณก็คงรู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ? ผลงานขนาดนี้ยังแลกกับตำแหน่งหัวหน้ากะตำแหน่งเดียวไม่ได้เชียวหรือ?”
“ทางโรงงานก็มอบรางวัลแรงงานดีเด่นให้เธอแล้วไม่ใช่หรือไง” เลขาธิการซ่งแย้ง “เดือนนี้เธอทำงานครบหนึ่งปีพอดี เราก็เพิ่งปรับขึ้นเงินเดือนให้เธออีกหนึ่งขั้นด้วย”
พอได้ยินแบบนี้ เหล่าหลัวก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “ทำงานครบปี มันก็สมควรต้องได้ปรับขึ้นเงินเดือนตามระเบียบอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งแรงงานดีเด่นนั่นมันก็เป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับอยู่แล้ว พวกคุณคิดจะเอาของตายพวกนี้มาปิดปากเธอหรือไง? ถ้าจะคิดบัญชีกันแบบนี้ คนอื่นก็ไม่ต้องเป็นมันแล้วแรงงานดีเด่นน่ะ เพราะไม่มีใครคู่ควรสักคน”
เมื่อก่อนเหล่าหลัวอาจจะยังมีความเกรงใจและสงวนท่าทีอยู่บ้าง แต่หลังจากผ่านการเจ็บป่วยครั้งนี้มา ดูเหมือนเขาจะละทิ้งความกังวลและพูดจาโผงผางตรงไปตรงมามากขึ้น
เลขาธิการซ่งขมวดคิ้วมุ่น กำลังจะเอ่ยปากแย้ง แต่เหล่าหลัวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “อีกอย่าง เธอไม่ได้คิดค้นแค่ขนมบิสกิตชาววังไม่ใช่หรือไง? ขนมไหว้พระจันทร์ไร้น้ำตาลนั่นเธอก็เป็นคนคิดค้นขึ้นมาใช่ไหม? ลำพังเจ้านี่ก็ขายไปได้ตั้งสี่พันกว่าจินแล้ว และทั้งหมดนั่นคือกำไรส่วนเพิ่มที่ได้มาเปล่าๆ”
อย่าได้คิดว่าขนมไหว้พระจันทร์แบบแป้งนุ่มที่มียอดขายหลายหมื่นจินจะทำให้ยอดขายสี่พันจินดูน้อยนิด
ในความเป็นจริง ขนมไหว้พระจันทร์แบบแป้งกรอบนั้นมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่ามาก กำลังการผลิตจึงต่ำ ราคาขายก็แพงกว่า ปกติแล้วในแต่ละปีจะขายได้แค่ประมาณห้าพันจินเท่านั้น แต่นี่เป็นปีแรกที่เริ่มวางขายขนมไหว้พระจันทร์ไร้น้ำตาล ยอดขายก็ปาเข้าไปสี่พันจินแล้ว รอให้ถึงปีหน้าเมื่อมีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำ ยอดขายมีแต่จะพุ่งสูงขึ้นไปอีก
“ผมรู้ คุณอย่าเพิ่งโมโหสิ”
เลขาธิการซ่งพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็นลง “พวกเราไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้เธอเลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่ขอให้เธอรอไปอีกสักไม่กี่ปี ผมปรึกษากับผู้จัดการโรงงานซูและคนอื่นๆ แล้ว ตำแหน่งหัวหน้ากะคงยังให้ตอนนี้ไม่ได้ แต่ปีหน้าเราสามารถปรับขึ้นเงินเดือนให้เธอได้อีกหนึ่งขั้น ซึ่งมันก็เท่ากับค่าตำแหน่งที่หัวหน้ากะได้รับเพิ่มเดือนละห้าหยวนนั่นแหละ”
พูดมาถึงขนาดนี้แล้วก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ เหล่าหลัวจึงได้แต่เงียบเสียงลง
เลขาธิการซ่งยังคงพยายามหว่านล้อมต่อ “ตอนนี้เธอกำลังท้องกำลังไส้ ต่อให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปจริงๆ ก็คงดูแลงานได้ไม่เต็มที่ คุณไม่เห็นจำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลย”
เหล่าหลัวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “หานฟู่ชางมาหาเธอ คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”
“หานฟู่ชาง?” เลขาธิการซ่งชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่ หัวหน้าแผนกการผลิตของโรงงานอาหารอำเภอหงเซียง เขาบอกกับเสี่ยวเฉาว่า ขอแค่เสี่ยวเฉายอมย้ายไปที่นั่น เขาจะให้เธอเป็นหัวหน้ากะทันที”
“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่?” เลขาธิการซ่งขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เหล่าหลัวจ้องมองเข้าไปในตาของอีกฝ่าย “ก็เมื่อต้นเดือนนี้เอง ที่หน้าประตูโรงงานของเรานี่แหละ เขายังให้สัญญากับเสี่ยวเฉาอีกว่า ขอแค่เสี่ยวเฉาสามารถคิดค้นสูตรขนมใหม่ๆ ออกมาได้ ภายในห้าปีเขาจะดันให้เธอขึ้นเป็นรองหัวหน้าแผนก”
“ภายในห้าปี? จะเป็นไปได้ยังไง?”
[จบบท]