บทที่ 49: ละครฉากใหญ่ของตระกูลหลิว
ใครจะไปคิดว่าขนาดมีคนเฝ้าถึงสามคน ทั้งหลิวเถี่ยผิง หลิวต้าจวิน แล้วก็น้องสะใภ้อย่างหยางเฉี่ยวอวิ๋นช่วยกันจับตามอง แต่สุดท้ายหยางเฉี่ยวเจวียนก็ยังหาจังหวะวิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านไปแจ้งความที่โรงพักได้จริงๆ
ฝ่ายหยางเฉี่ยวอวิ๋นเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนหัวอ่อนยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆ พอเห็นท่าไม่ดีเข้าหน่อยก็รีบชิงส่งโทรเลขด่วนไปฟ้องแม่ตัวเองทันที
บ้านเดิมของตระกูลหยางอยู่ห่างจากเมืองเจียงไปไม่ไกลนัก บ่ายวันนั้นหญิงชราผู้เป็นแม่ก็นั่งรถบึ่งมาถึง พอเท้าแตะธรณีประตูบ้านยังไม่ทันจะได้พักหายใจ ก็ตรงปรี่เข้าไปฟาดฝ่ามือใส่หน้าหลิวต้าจวินฉาดใหญ่จนหน้าหัน
“บ้านฉันต้องทำเวรทำกรรมอะไรมาถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนมาเจอกับไอ้เดรัจฉานอย่างแก ผลาญชีวิตลูกสาวฉันคนนึงไม่พอ ยังจะมาทำย่ำยีคนที่สองอีกเหรอ!”
หลิวเถี่ยผิงเห็นน้องชายโดนตบก็ทำท่าจะถลันเข้าไปห้าม แต่กลับโดนหยางเฉี่ยวอวิ๋นกดตัวเอาไว้แน่น ได้แต่มองดูน้องชายตัวเองโดนแม่ยายตบตีจนหน้าบวมเป่งเหมือนหัวหมูต้มโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้
ทว่าการที่หยางเฉี่ยวอวิ๋นกล้าตามตัวแม่มาจัดการถึงที่ ก็เพราะหล่อนอ่านเกมขาดแล้วว่าแม่ไม่มีทางยอมให้หลิวต้าจวินติดคุกหัวโตแน่ๆ
คนเป็นแม่น่ะ ฝ่ามือก็เนื้อ หลังมือก็เนื้อ จะตีตรงไหนมันก็เจ็บไปถึงหัวใจทั้งนั้น แต่ในเมื่อเนื้อฝั่งฝ่ามือมันเน่าเฟะไปแล้ว จะให้ยอมตัดเนื้อหลังมือทิ้งตามไปด้วยก็คงไม่ได้
ไม่ว่าหลิวต้าจวินจะติดคุกหรือไม่ ชีวิตภายภาคหน้าของหยางเฉี่ยวเจวียนก็นับว่าพังยับเยินไปแล้ว แต่ถ้าเกิดให้ลูกเขยคนนี้ติดคุกขึ้นมาจริงๆ หยางเฉี่ยวอวิ๋นลูกสาวอีกคนก็จะพลอยพังพินาศไปด้วย
ระหว่างต้องเสียสละลูกสาวไปทั้งสองคน กับเลือกสละเบี้ยทิ้งแค่คนเดียว หญิงชราตระกูลหยางเลือกอย่างหลังโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
ลู่เจ๋อถง หรือผู้จัดการโรงงานลู่มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกในอก เขาบรรยายไม่ถูกเลยว่าแววตาของหยางเฉี่ยวเจวียนในวินาทีนั้นมันเป็นยังไง มันดูว่างเปล่า... ว่างเปล่าและเงียบงันจนน่าใจหาย ลองนึกดูว่าถ้าเป็นแม่ของเขาเองที่ไม่แยแสความเจ็บปวดของลูก แล้วมายืนคุกเข่าขอร้องให้เขายอมปล่อยคนที่ทำร้ายเขาเพื่อเห็นแก่พี่น้องอีกคน ตัวเขาเองก็คงรู้สึกหนาวเหน็บจนหัวใจตายด้านไปเหมือนกัน
ครอบครัวนั้นยังคงส่งเสียงโวยวายอาละวาดกันไม่จบไม่สิ้น แต่ลู่เจ๋อถงไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจอะไรแล้ว
เขาทำได้เพียงหันไปมองหน้าเฉินจี้เป่ยด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดไม่มิด “ที่นายให้ฉันพานายไปแย่งตัวเสี่ยวเฉาตัดหน้าคนอื่น เป็นเพราะนายดูออกตั้งนานแล้วใช่ไหมว่าเรื่องนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เขาเพียงแต่พูดเรียบๆ ว่า “วันที่เซี่ยเฉากลับไป พี่สะใภ้ถามผมว่าคุยกับเซี่ยเฉาเป็นยังไงบ้าง”
พอลู่เจ๋อถงลองทบทวนดูก็นึกขึ้นได้ว่านั่นมันตั้งแต่วันดูตัวเซี่ยเฉาแล้ว ตอนนั้นเขาเองก็แค่ถามไปตามมารยาท หลิวเถี่ยผิงยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่าหยางเฉี่ยวอวิ๋นน้ำนมไม่ค่อยไหล เลยจะมาขอสูตรสมุนไพรเร่งน้ำนม
ที่แท้คนพวกนั้นก็วางแผนสกปรกกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตัวเขาเองที่ผ่านโลกมามากกว่าแท้ๆ กลับไม่มีสัญชาตญาณเฉียบคมเท่าเด็กหนุ่มอย่างจี้เป่ยเลยสักนิด
มิน่าล่ะ จี้เป่ยถึงได้รีบร้อนจะพาเสี่ยวเฉาไปจดทะเบียนสมรสให้เร็วที่สุด ที่แท้ก็เพื่อจะตัดไฟแต่ต้นลม ดับความคิดชั่วร้ายของหลิวเถี่ยผิง และเพื่อไว้หน้าเขาที่เป็นพี่ชายคนนี้ด้วย
แต่หลิวเถี่ยผิงกลับยังไม่ยอมสำนึก พอพลาดจากคนพี่ ก็ยังคิดจะหันไปเล่นงานน้องชายของเสี่ยวเฉาอีก
ลู่เจ๋อถงคีบบุหรี่ขึ้นจรดริมฝีปาก อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อระงับอารมณ์ “เป็นพี่เองที่หาพี่สะใภ้ดีๆ ให้นายไม่ได้ พี่ขอโทษนะ”
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดไว้ออกมา “จี้เป่ย... ฉันเตรียมจะหย่ากับเมียแล้ว”
หลังจากนั้น เรื่องราววุ่นวายในบ้านตระกูลหลิวก็เปรียบเสมือนโรงงิ้วคณะใหญ่ที่ผลัดกันออกมาแสดงฉากแล้วฉากเล่าไม่จบไม่สิ้น
เซี่ยเฉาเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองเจียงได้ไม่นาน ยังรู้จักมักจี่กับผู้คนในละแวกนี้ไม่มากนัก แต่ข่าวลือเรื่องหลิวต้าจวินโดนซ้อม กับเรื่องที่สองแม่ลูกตระกูลหยางบุกไปอาละวาดถึงที่ทำงานของหลิวเถี่ยผิงนั้นดังกระฉ่อนไปทั่ว
หลิวเถี่ยผิงโดนก่อกวนจนแทบจะเป็นบ้า งานการก็ทำไม่ได้ มิหนำซ้ำความลับเก่ายังถูกขุดคุ้ยออกมาแฉกลางที่แจ้ง เรื่องที่ตอนนั้นหยางเฉี่ยวอวิ๋นแกล้งทำท้องเพื่อหลอกจับผู้ชายแต่งเข้าบ้านตระกูลหลิว เนื้อแท้ก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรเหมือนกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันไปมาเละเทะ แต่แปลกที่กลับไม่มีใครได้ข่าวคราวของหยางเฉี่ยวเจวียนอีกเลย และตำรวจกงอันก็ไม่ได้มาลากตัวหลิวต้าจวินเข้าคุกอย่างที่ควรจะเป็น
“ถ้าเรื่องไม่แดงขึ้นมาแบบนี้ ฉันก็คงไม่รู้หรอกว่าธาตุแท้คนบ้านนั้นเป็นแบบนี้ โชคดีนะเนี่ยที่มีคนรู้จักเธอไม่มาก” ซุนชิงเพื่อนบ้านพูดพลางถอนหายใจ เป็นเชิงปลอบใจเซี่ยเฉากลายๆ “ได้เห็นสันดานดิบกันตอนนี้ก็ดีแล้ว วันหลังจะได้อยู่ให้ห่างๆ ไว้ จะได้ไม่มีใครมาว่าอะไรเธอได้”
อันที่จริงเซี่ยเฉาไม่ได้กังวลเรื่องพวกนี้สักนิด คนตระกูลหลิวจะเป็นยังไงก็เรื่องของบ้านนั้น เกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ
สิ่งที่เธออยากรู้มากกว่าคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ต่างหาก
สี่วันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์กระโดดแม่น้ำ หยางเฉี่ยวเจวียนผู้เสียหายที่กลายเป็นตัวประกอบที่ถูกลืมในละครฉากใหญ่ของครอบครัว ก็แอบมาปรากฏตัวที่บ้านของเซี่ยเฉาอย่างเงียบเชียบ
หญิงสาวดูซูบผอมลงกว่าเดิมจนผิดตา เบ้าตาลึกโหลจนน่ากลัว แก้มสองข้างบวมช้ำ สภาพร่างกายดูซีดเซียวทรุดโทรมราวกับดอกไม้แห้งกรอบที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยงมานาน
เธอไม่ได้ปกปิดใบหน้าหรืออำพรางตัวอะไร เพียงแค่เดินถามทางชาวบ้านมาเรื่อยๆ ว่าบ้านของเฉินจี้เป่ยอยู่ตรงไหน อันที่จริงปกติเธอก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน คนแถวนี้เลยรู้แค่ว่าคนที่เกิดเรื่องคือน้องเมียของหลิวต้าจวิน แต่ไม่ยักรู้ว่าหน้าค่าตาเป็นอย่างไร
“ฉันจะไปแล้วนะ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตฉันไว้” เธอไม่กล้าแม้แต่จะนั่งลง ได้แต่วางตะกร้าสานที่ใส่ไข่เป็ดมาเต็มใบไว้บนโต๊ะคังอย่างระมัดระวัง
เซี่ยเฉาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะมาหา “จะไปแล้วเหรอ”
“อืม... พี่เขยลู่หาคู่ทางนั้นให้ฉันคนนึง ฝ่ายชายเป็นทหารผ่านศึกเคยบาดเจ็บในสนามรบ เขาไม่รังเกียจที่ฉันท้องลูกติดไปด้วย ฉันถอนแจ้งความแล้ว เตรียมจะเดินทางไปทางเหนือ คิดว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้วล่ะ”
ตอนที่เอ่ยคำว่า ‘ชั่วชีวิตนี้คงไม่ได้กลับมาอีก’ น้ำเสียงของเธอมันเบาหวิวและว่างเปล่าจนน่าใจหาย
ลองนึกดูสิ ด้านหนึ่งคือพี่สาวแท้ๆ ที่ยืนด่าทอแผดเสียงขู่จะฆ่าตัวตาย จะกระโดดแม่น้ำให้รู้แล้วรู้รอด อีกด้านคือแม่บังเกิดเกล้าที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีลงไปคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนขอให้เธอละเว้นโทษให้พี่เขยชั่วๆ
ส่วนอีกด้าน... ก็คือหลานชายตัวน้อยวัยแค่เดือนเศษที่เธอช่วยเลี้ยงมากับมือ ที่ยังต้องกินนมแม่ นอนร้องอ้อแอ้อยู่ในห่อผ้า...
หยางเฉี่ยวเจวียนทำอะไรได้อีกนอกจากยอมจำนน เธอถึงขั้นเคยมีความคิดวูบหนึ่งว่าอยากจะกลับไปตายให้มันรู้แล้วรู้รอดอีกสักรอบ
สุดท้ายเป็นลู่เจ๋อถงที่ทนดูความบัดซบนี้ต่อไปไม่ไหว ยื่นทางเลือกให้เธอ
ทางแรกคือเขาจะช่วยแนะนำคู่ครองให้ แต่ก็ต้องทำใจว่าในเมื่อฝ่ายชายยอมรับลูกติด เงื่อนไขอื่นๆ ย่อมไม่ได้ดีเลิศเลออะไรนัก ส่วนทางที่สองคือให้เธอคลอดเด็กคนนี้ออกมา เขาจะช่วยหาคนรับไปอุปการะ รอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยหาบ้านสามีใหม่หรือหางานทำ
หยางเฉี่ยวเจวียนเลือกข้อแรกโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด อย่าว่าแต่ชื่อเสียงในละแวกนี้ที่มันป่นปี้จนกู้ไม่กลับ เธอไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกับคนพวกนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว
แต่เธอก็ยื่นคำขาดไว้ข้อหนึ่ง คือคู่ครองคนใหม่ต้องอยู่ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และห้ามบอกที่อยู่ใหม่ให้แม่ของเธอรู้เด็ดขาด
เธอเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ที่ไม่อยากเสียลูกสาวไปทั้งสองคน แต่จะให้เธอทำใจยอมรับและให้อภัย... เธอทำไม่ได้
หยางเฉี่ยวเจวียนกับเซี่ยเฉาไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันมิตรต่อกัน จะเรียกว่าเคยมีเรื่องบาดหมางกันด้วยซ้ำ แต่ที่เธอบากหน้ามาพูดเรื่องพวกนี้กับเซี่ยเฉา ก็เพราะบนโลกใบนี้เธอไม่มีใครให้ปรับทุกข์ด้วยได้อีกแล้ว
“ไข่เป็ดพวกนี้... เธอเก็บไว้กินตอนเทศกาลตวนอู่นะ ตอนนั้นฉันคิดตื้นเขินเอง ไม่น่าไปฟังคำยุแยงของคนพวกนั้นเลย”
เธอพึมพำคำว่า “ขอโทษ” เสียงเบาหวิวอีกครั้ง เพราะกลัวเซี่ยเฉาจะรำคาญใจ จึงรีบขอตัวกลับ
“ฉันได้ยินเขาพูดกันว่าเธอเป็นคนเก่งไม่ใช่เหรอ” จู่ๆ เซี่ยเฉาก็เอ่ยถามขึ้นไล่หลัง
ฝีเท้าของหยางเฉี่ยวเจวียนชะงักกึกอยู่ที่หน้าประตู เสียงตอบกลับมาเล็กจนแทบไม่ได้ยิน “เก่งแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
เซี่ยเฉาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ทางเหนือไม่มีใครรู้จักเธอ เธอมีมือมีเท้า ชีวิตมันต้องดีขึ้นแน่”
พี่สาวด่าว่าเธอมันนังจิ้งจอกรู้แต่จะยั่วยวนผู้ชาย หลิวเถี่ยผิงค่อนแคะว่าตบมือข้างเดียวไม่ดังเธอก็เลวพอกัน แม่แท้ๆ ก็บ่นว่าเธอจะหนีไปไกลขนาดนั้นเพราะใจแตกคิดจะตัดขาดครอบครัว... มีแต่เซี่ยเฉาคนเดียวที่บอกว่าเธอมีมือมีเท้า ชีวิตต้องดีแน่...
ต่อให้มันจะเป็นแค่คำพูดปลอบใจลอยๆ แต่ก็มีแค่เซี่ยเฉาคนเดียวที่บอกว่าคนอย่างเธอก็มีสิทธิ์จะมีชีวิตที่ดีได้
หยางเฉี่ยวเจวียนหันกลับมามองเจ้าของบ้านด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะตัดสินใจพูดประโยคสุดท้ายที่ไม่ได้บอกใครเลยออกมา
“ฉันเขียนจดหมายร้องเรียนส่งไปแล้ว”
[จบบท]