บทที่ 51: เส้นทางที่เลือก
“หย่า... หย่าอย่างนั้นเหรอ”
หลิวเถี่ยผิงนิ่งค้างไปเหมือนถูกสาป ใบหน้าที่ซีดเผือดค่อยๆ แดงก่ำด้วยโทสะ ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมา
“ดี... ดีมากนี่ลู่เจ๋อถง! เมื่อก่อนเห็นหน้าพ่อฉันก็เรียกหัวหน้าเก่าอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้พอพ่อฉันตาย บ้านฉันตกอับเข้าหน่อย คุณก็จะมาขอหย่ากับฉัน คุณ... คุณทำกับพ่อฉันได้ลงคอเชียวหรือ!”
ลู่เจ๋อถงยืนนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายกราดเกี้ยวจนพอใจ น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งผิดกับพายุอารมณ์ตรงหน้า “คุณอยากให้ผมพูดทุกอย่างออกมาให้ชัดเจนจริงๆ ใช่ไหม”
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ตอนนั้นที่มีคนแนะนำคู่ดูตัวให้ คนที่เขาแนะนำมาไม่ใช่คุณ ผมเขียนจดหมายไปหาพ่อคุณเพื่อให้ช่วยสืบประวัติผู้หญิงคนนั้น แต่คุณดันไปเจอจดหมายเข้า แล้วก็หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าหนีตามมาหาผมถึงที่ ผมกลัวชื่อเสียงคุณจะป่นปี้ ถึงได้ยอมกลืนเลือดแต่งงานด้วย”
คนภายนอกรับรู้แค่ว่าหลิวเถี่ยผิงเป็นลูกสาวหัวหน้าเก่าผู้มีพระคุณของลู่เจ๋อถง แต่ไม่มีใครล่วงรู้ความลับดำมืดเบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้ แม้กระทั่งหลิวต้าจวิน น้องชายแท้ๆ ของเธอก็ยังไม่รู้
ลู่เจ๋อถงเก็บงำความลับนี้ไว้อย่างมิดชิด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขุดมันขึ้นมาพูด หลิวเถี่ยผิงที่เมื่อครู่ยังแผดเสียงดังราวกับราชสีห์ พลันชะงักกึกเหมือนไก่ถูกบีบคอ อ้าปากพะงาบๆ แต่ไร้เสียงเล็ดลอด
ลู่เจ๋อถงมองภรรยาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่งงานมาแปดปี เราไม่มีลูกด้วยกันสักคน พอไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอก็บอกชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่ตัวคุณ”
คราวนี้ท่าทีของหลิวเถี่ยผิงอ่อนยวบลงไปถนัดตา
เธอเป็นฝ่ายดั้นด้นมาบีบบังคับเขาเอง ทำลายการดูตัวของเขาจนพังไม่เป็นท่า สุดท้ายเธอกลับมีลูกให้เขาไม่ได้ ตอนนั้นพ่อของเธอรู้สึกผิดต่อลู่เจ๋อถงจนแทบมองหน้าไม่ติด ถึงขนาดเอ่ยปากถามว่าลู่เจ๋อถงอยากจะหาคนอื่นมาอุ้มท้องแทนไหม แต่ลู่เจ๋อถงกลับปฏิเสธ บอกว่าสังคมยุคใหม่แล้ว มีลูกหรือไม่มีก็ค่าเท่ากัน
หลายปีมานี้ ไม่ว่าขี้ปากชาวบ้านจะนินทาว่าร้ายยังไง เขาไม่เคยปริปากบอกใครสักคำว่าเป็นความบกพร่องของหลิวเถี่ยผิง และไม่เคยแม้แต่จะปันใจไปหาหญิงอื่น
ทว่าวันนี้ เขากลับรื้อฟื้นเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมา “หลายปีมานี้สิ่งที่ผมทำให้ครอบครัวคุณ มันมากเกินพอที่จะชดใช้บุญคุณที่พ่อคุณเคยสนับสนุนผมแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าดวงวิญญาณหัวหน้าเก่ารับรู้ ก็คงไม่โทษที่ผมไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน แต่ถ้าท่านจะโทษ...”
“ละ... แล้วจะทำไม” หลิวเถี่ยผิงเริ่มสัมผัสได้ถึงลางร้าย แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอก็ทำให้เธอยังฝืนปากเก่ง
“งั้นก็ให้มาลงโทษที่ผมเถอะ” สีหน้าของลู่เจ๋อถงเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่าใจหาย “ผมเอาชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองไปแลกได้ แต่ผมจะไม่มีวันยอมให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะเรื่องเน่าเฟะพวกนี้”
แม่ของเฉินจี้เป่ยเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาไว้ ที่เขาดึงเฉินจี้เป่ยมาอยู่ที่เมืองเจียงก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ ไม่ใช่ดึงเขามาให้พวกปลิงสูบเลือดสูบเนื้อ
แต่ดูสิ่งที่หลิวเถี่ยผิงทำสิ
วางแผนสกปรกจะให้จี้เป่ยมาแบกรับความผิดแทนหลิวต้าจวิน พอแผนล่มไม่เป็นท่า ก็ยังคิดชั่วจะไปเล่นงานน้องชายของเมียจี้เป่ยอีก...
ถ้าจี้เป่ยเป็นคนใจแคบสักหน่อย แล้วพาลโกรธมาถึงตัวเขา ความสัมพันธ์พี่น้องที่ถักทอกันมาคงขาดสะบั้นไม่มีชิ้นดี
ลู่เจ๋อถงรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่สามีและลูกเขยได้ดีที่สุดแล้ว วันนี้เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะตัดเนื้อร้ายทิ้ง ไม่ยอมให้หลิวเถี่ยผิงใช้ชื่อเขาไปสร้างความเดือดร้อนให้ญาติพี่น้องของเขาได้อีก
พ่อของหลิวเถี่ยผิงตายไปนานแล้ว หลายปีมานี้ชีวิตที่สุขสบายและหน้ามีตาในสังคมของเธอล้วนมาจากบารมีของลู่เจ๋อถงทั้งสิ้น แล้วเธอจะยอมหย่าได้ยังไง
เธอหลงคิดว่าแค่เธอไม่ยอมเซ็นชื่อ ลู่เจ๋อถงก็จนปัญญาทำอะไรไม่ได้ แต่เธอลืมไปว่าหลิวต้าจวินน้องชายตัวดีกำลังถูกพักงานรอการสอบสวน ชะตาชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้าพลาดนิดเดียวคืองานหลุด
หยางเฉี่ยวอวิ๋นร้อนใจจนนั่งไม่ติด กินไม่ได้นอนไม่หลับจนปากเป็นแผลพุพอง “พี่รีบช่วยให้พี่เขยคิดหาทางหน่อยไม่ได้เหรอ เขาเป็นถึงผู้จัดการโรงงาน เส้นสายต้องมีสิ”
ลู่เจ๋อถงคิดทางออกไว้แล้ว เขาเสนอทางเลือกให้เธอหย่า โดยเขาจะเดินตัวเปล่าออกจากบ้าน ทิ้งบ้านและเงินเก็บทั้งหมดให้เธอ เพื่อให้เธอเอาไปวิ่งเต้นคดีของน้องชายได้ตามสบาย
แต่หลิวเถี่ยผิงไม่เอา เธอไม่อยากหย่า ถ้าหย่าเธอก็จะกลายเป็นแค่แม่ม่าย ไม่ใช่ ‘ภรรยาผู้จัดการโรงงาน’ ที่ใครๆ ต่างพินอบพิเทาอีกต่อไป
หลายวันที่ผ่านมา เธอทั้งยอมลงให้ ทั้งอ้อนวอนขอร้อง แต่ลู่เจ๋อถงกลับใจแข็งดั่งหินผา ไม่ยอมอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอร้อนรุ่มยิ่งกว่าหยางเฉี่ยวอวิ๋นเสียอีก
เมื่อเห็นว่าทิศทางลมเริ่มเปลี่ยน ข้างนอกเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่าลู่เจ๋อถงกับหลิวเถี่ยผิงเตียงหัก เพราะวันนั้นที่หลิวเถี่ยผิงไปอาละวาดที่ทำงานมีคนได้ยินเข้า ประกอบกับช่วงนี้ลู่เจ๋อถงไม่กลับบ้าน ไปกินนอนอยู่ที่โรงงานตลอด ข่าวลือเลยยิ่งโหมกระพือ
หลิวต้าจวินเริ่มนั่งไม่ติด “พี่รีบหาทางสิขืนปล่อยไว้อย่างนี้งานผมหลุดแน่”
เขาหันมากล่อมพี่สาวตัวเอง “ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็หย่าๆ ไปก่อน หย่าแต่ในนามแต่เราก็ยังอยู่บ้านเดียวกันไง พี่กับพี่เขยผูกพันกันมาตั้งกี่ปี เขาจะตัดพี่ขาดได้ยังไง ที่ทำแบบนี้ก็แค่ขู่ให้พี่กลัวเท่านั้นแหละ เรายอมๆ ให้เขาหายโกรธไปก่อน ต่อให้โดนลงโทษบ้าง อย่างมากลดเงินเดือนสักสองขั้นก็ยังดีกว่าผมตกงานนะ”
หลิวต้าจวินไม่รู้ระแคะระคายเลยว่า เซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ยก็ส่งจดหมายร้องเรียนเรื่องนี้ไปด้วย ตอนแรกที่ได้ยินข่าวลือว่าลู่เจ๋อถงเป็นคนเขียนรายงานแฉเอง เขายังด่าพี่เขยเสียๆ หายๆ ไปยกใหญ่
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันบังคับ เขาทำได้แค่กล่อมให้พี่สาวยอมก้มหัว เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตตรงหน้าไปก่อน
หลิวเถี่ยผิงคิดทบทวนดูแล้วก็เห็นด้วย อยู่กินกันมาสิบกว่าปี ถึงไม่มีความดีความชอบแต่ก็มีความผูกพันฉันสามีภรรยา ลู่เจ๋อถงจะใจดำอำมหิตได้ขนาดนั้นเชียวหรือ
ในที่สุดทั้งสองคนก็นัดวันไปทำเรื่องหย่า ลู่เจ๋อถงทำตามสัญญาคือไม่เอาทรัพย์สินอะไรเลย เงินฝากและบ้านยกให้หลิวเถี่ยผิงทั้งหมด
ทันทีที่เดินออกมาจากสำนักงานจดทะเบียน หลิวเถี่ยผิงก็สวมบทแม่พระผู้แสนดี บอกด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่าที่พักโรงงานไม่สะดวกสบาย ให้ลู่เจ๋อถงกลับมานอนที่บ้านก่อน
ลู่เจ๋อถงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ผ่านไปไม่ถึงสองวัน ข่าวใหญ่ก็สะพัดออกมาว่าเขาจะย้ายไปรับตำแหน่งที่อื่น
ตอนนั้นหลิวเถี่ยผิงกำลังหอบเงินไปวิ่งเต้นเรื่องน้องชาย พอได้ยินข่าวนี้เข้าถึงกับเข่าอ่อน มึนงงไปหมดทำอะไรไม่ถูก
เซี่ยเฉาเองก็แปลกใจเล็กน้อย แต่พอตรองดูแล้วก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย
มีแต่ต้องย้ายหนีไปเท่านั้น หลิวเถี่ยผิงถึงจะตามมาราวีเขาไม่ได้ และหมดสิทธิ์ใช้อำนาจวาสนาของเขาอีกต่อไป
นี่คือการหักดิบเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์กับหลิวเถี่ยผิงและตระกูลหลิวอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือทางถอย ไม่เหลือเยื่อใยใดๆ ให้หลิวเถี่ยผิงได้เกาะกินอีก
ทว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ก็ทำให้เฉินจี้เป่ยไม่เหลือญาติคนอื่นอยู่ที่เมืองนี้อีกแล้ว
เซี่ยเฉาหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังก้มหน้าก้มตาไสไม้ สีหน้าด้านข้างของเขาดูจริงจังจดจ่อจนเดาไม่ออกว่าภายในใจกำลังคิดอะไรอยู่
นับตั้งแต่ผ่าฟืนกองโตเสร็จ ลานบ้านก็โล่งเตียน เฉินจี้เป่ยจึงเนรมิตมุมหนึ่งให้กลายเป็นโรงงานไม้ขนาดย่อม ทั้งแผ่นไม้ ไม้ระแนง กบไสไม้ ถูกขนออกมาวางเรียงราย เสียงค้อนตอกตะปูและเสียงเลื่อยไม้ดังโป๊กเป๊กอยู่ไม่กี่วัน กรงไก่ใบใหม่เอี่ยมอ่องก็ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน ดูประณีตสวยงามกว่าของบ้านซุนชิงแบบเทียบกันไม่ติด
ไม่ใช่แค่สวยงามอย่างเดียว แต่ใต้กรงไก่ยังมีแผ่นไม้ที่ออกแบบมาให้เป็นลิ้นชักรองรับสิ่งปฏิกูล
“อันนี้เข้าท่าแฮะ เอากระดาษปูรองไว้ พอไก่ขี้ก็แค่ดึงออกมาทิ้ง สะอาดง่ายนิดเดียว” ซุนชิงเดินวนดูผลงานรอบๆ ด้วยความทึ่ง “ทำไมไป่เชิ่งบ้านฉันถึงคิดไม่ได้แบบนี้นะ ช่างเถอะ ต่อให้คิดได้เขาก็ไม่มีปัญญาทำอยู่ดี ขนาดกรงเก่าแค่นั้นยังทำตะปูหลุดวันเว้นวัน”
ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ไป่เชิ่งก็ยืนหัวโด่รวมอยู่ด้วย หน้าเขาดำคร่ำเครียดด้วยความเสียหน้า คืนนั้นเลยฮึดคว้าค้อนมาซ่อมกรงไก่ก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่ครึ่งค่อนคืน
ผลคือทุบพลาดโดนมือตัวเอง บวมเป่งจนทำงานไม่ได้ไปสามวัน...
เทียบกันแล้ว งานที่เฉินจี้เป่ยทำประณีตกว่ามาก ทุกส่วนเชื่อมต่อกันด้วยระบบเข้าลิ้นไม้แบบช่างโบราณ เซี่ยเฉายืนพิจารณาโครงไม้อยู่นาน ดูออกแค่รางๆ ว่าเหมือนจะเป็นโต๊ะอะไรสักอย่าง
พลันเธอก็นึกขึ้นได้ว่าวันก่อนบ่นเปรยๆ ว่าอยากซื้อโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วเฉินจี้เป่ยก็เอาตลับเมตรมาวัดขนาดพื้นที่ในห้อง “คุณทำเป็นด้วยเหรอ”
เฉินจี้เป่ยตอบสั้นๆ โดยไม่เงยหน้า “เคยเห็นคนเขาทำกัน”
แค่เคยเห็นคนอื่นทำ ก็กล้าลงมือทำเองเลยเหรอ พ่อคนเก่ง
วันที่เขาไปยืนจ้องกรงไก่บ้านซุนชิง คงไม่ได้ไปดูไก่ แต่ไปแกะแบบโครงสร้างวิธีทำมาด้วยใช่ไหมเนี่ย
[จบบท]