บทที่ 65: พิสูจน์ด้วยฝีมือ
“โจวเสี่ยวเหมยก็คือหลานสาวของเธอนั่นแหละ ก่อนหน้านี้คนที่เธอหมายตาจะแนะนำให้เฉินจี้เป่ยก็คือแม่คนนี้ แต่เรื่องมันไม่สำเร็จเพราะฝ่ายหญิงดันชิงแต่งงานไปกับเฉาเต๋อจู้ เพื่อนรุ่นเดียวกับเฉินจี้เป่ยเสียก่อน”
หัวหน้าฝ่ายฟางได้ฟังความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงถึงกับถอนหายใจ “นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกัน”
พี่หวังที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อยากจะตะโกนถามเหมือนกันว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้มันคืออะไร
ครอบครัวของพี่หวังเป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่ ช่วงพักเที่ยงจึงไม่มีเวลาหุงหาอาหาร ต้องอาศัยห่อข้าวใส่กล่องสังกะสีมาจากบ้านแล้วนำมาอุ่นกับหม้อต้มน้ำร้อนที่โรงงาน ขณะนั่งล้อมวงกินข้าว เซี่ยเฉาที่หยุดมือจากการฝึกงานพอดีเดินเข้ามาหา พร้อมยื่นบ๊ะจ่างลูกหนึ่งให้เขา หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้มว่านี่เป็นสินน้ำใจเล็กน้อยแทนคำขอบคุณที่เขาช่วยชี้แนะเทคนิคต่างๆ ให้เมื่อช่วงเช้า
ทีแรกพี่หวังคิดจะปฏิเสธ แต่เซี่ยเฉากลับยกเหตุผลขึ้นมาอ้างว่า ในเมื่อโจวเสวี่ยฉินมีคำสั่งให้เธอเรียนรู้งานจากเขา เขาก็มีสถานะเป็นอาจารย์ การที่ศิษย์จะกตัญญูต่ออาจารย์ย่อมเป็นธรรมเนียมที่พึงกระทำ
คนเรามักจะแพ้ทางเด็กที่รู้จักวางตัวและมีสัมมาคารวะ ยิ่งเด็กสาวตรงหน้ามีกิริยาวาจาน่าเอ็นดู ซ้ำของกินที่นำมาฝากยังมีรสชาติอร่อยล้ำ ย่อมซื้อใจผู้ใหญ่ได้ไม่ยาก
ลูกสาวที่บ้านของพี่หวังอายุน้อยกว่าเซี่ยเฉาเพียงไม่กี่ปี ความรู้สึกเอ็นดูเหมือนเห็นลูกหลานจึงเกิดขึ้นในใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงกว่าเดิมมาก
“ฉันสังเกตดูแล้ว เธอเป็นคนหัวไว ฝึกมืออีกไม่กี่วันก็น่าจะจับจังหวะได้คล่อง ส่วนเรื่องคำพูดคำจาของโจวเสวี่ยฉิน เธออย่าไปเก็บมาใส่ใจให้รกสมองเลย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองให้ดีก็พอ”
ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน ช่วงบ่ายยังไม่ทันได้เริ่มเดินเครื่องจักร โจวเสวี่ยฉินก็เข้ามาหาเรื่องจับผิดจนได้
ทันทีที่เห็นเซี่ยเฉายังคงก้มหน้าก้มตาฝึกแบ่งก้อนแป้ง หัวหน้ากะหญิงก็ขมวดคิ้วมุ่น ตำหนิด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่าเธอเรียนรู้ช้าและจะเป็นตัวถ่วงทำให้งานของส่วนรวมล่าช้า
“ถ้าทุกคนทำงานอืดอาดแบบเธอ วันนี้ภารกิจจะสำเร็จไหม แล้วพวกเราจะได้ตอกบัตรเลิกงานตรงเวลากันหรือเปล่า”
ถึงแม้โจวเสวี่ยฉินจะเป็นคนมอบหมายหน้าที่นี้ให้เซี่ยเฉาด้วยตัวเอง แต่หากการกระทำของเซี่ยเฉาส่งผลให้ทุกคนต้องเลิกงานช้า เพื่อนร่วมงานคนอื่นย่อมเกิดความขุ่นเคืองใจต่อเซี่ยเฉาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พี่หวังทนดูพฤติกรรมกลั่นแกล้งนี้ต่อไปไม่ไหว จึงโพล่งขึ้นกลางวง
“ถ้าเธอทำไม่ทัน เดี๋ยวฉันช่วยทำเอง พอใจหรือยัง”
ในโรงงานแห่งนี้ ใครต่างก็รู้กิตติศัพท์ความแข็งกร้าวของพี่หวัง เวลาอารมณ์ขึ้นมา ต่อให้เป็นหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือโจวเสวี่ยฉินเขาก็ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้คือฝีมืออันฉกาจฉกรรจ์ ต่อให้โจวเสวี่ยฉินอยากจะจับผิดแค่ไหนก็หาช่องโหว่ไม่เจอ หากพี่หวังไม่มีนิสัยยอมหักไม่ยอมงอแบบนี้ เก้าอี้หัวหน้ากะขนมปังคงไม่มีทางตกมาถึงมือคนอย่างโจวเสวี่ยฉิน
ปกติแล้วเวลาที่มีเด็กใหม่เข้ามาฝึกงาน พี่หวังมักจะบ่นด้วยความรำคาญว่าเป็นตัวถ่วง แต่วันนี้เขากลับออกหน้าปกป้องและเสนอตัวช่วยเซี่ยเฉาทำงาน นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทุกคน
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของโจวเสวี่ยฉินแข็งค้างไปชั่วขณะ เพื่อนร่วมงานหลายคนเริ่มหันมามองเซี่ยเฉาอย่างพิจารณา พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กใหม่คนนี้มีดีอะไรถึงทำให้คนอย่างพี่หวังยอมลงให้
“ถ้าหล่อนทำไม่เสร็จไปตลอด คุณจะคอยตามเช็ดตามล้างให้หล่อนไปตลอดเลยหรือไง”
สีหน้าของโจวเสวี่ยฉินบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด หล่อนอ้าปากเตรียมจะสาดคำพูดเผ็ดร้อนออกมาอีก แต่เซี่ยเฉากลับชิงจังหวะพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ความจริงแล้ว... ฉันไม่ใช่ว่ายังทำไม่เป็นนะคะ”
น้ำเสียงของเซี่ยเฉานุ่มนวลทว่าหนักแน่น แม้จะเป็นการพูดแทรกการปะทะคารมระหว่างหัวหน้ากะกับรุ่นพี่อาวุโส แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกขัดหูหรือก้าวร้าวแต่อย่างใด
หญิงสาวหยิบก้อนแป้งที่เพิ่งแบ่งเสร็จวางลงบนตาชั่งที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน
เข็มตาชั่งดีดขึ้นและหยุดนิ่งที่ขีดบอกน้ำหนัก สามเหลี่ยงสองเฉียนครึ่ง... ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่กรัมเดียว
ความแม่นยำราวจับวางนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนในบริเวณนั้น โจวเสวี่ยฉินรีบคว้าก้อนแป้งอีกก้อนไปวางบนตาชั่งเพื่อพิสูจน์ แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏก็คือน้ำหนักที่เท่ากันราวกับคัดลอกมา
“เธอขลุกอยู่ทั้งเช้า ทำได้แค่สองก้อนนี้หรือไง”
โจวเสวี่ยฉินยังคงไม่ยอมรับความจริง คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากะได้ต้องผ่านงานทุกอย่างและรู้ซึ้งถึงความยากง่ายในแต่ละขั้นตอน สมัยที่หล่อนฝึกแบ่งก้อนแป้ง หล่อนต้องใช้เวลาฝึกฝนอยู่ถึงสามสี่วันกว่าจะควบคุมน้ำหนักมือให้แม่นยำได้โดยไม่มีอัตราของเสียสูง
เซี่ยเฉาไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เธอเพียงแค่หยิบแป้งก้อนใหญ่ขึ้นมา มือเรียวบีบและแบ่งแป้งออกมาอีกหนึ่งคู่ วางลงบนตาชั่งให้เห็นกันจะจะ
สามเหลี่ยงสองเฉียนครึ่ง
เธอลองแบ่งอีกคู่ ผลลัพธ์ก็ยังคงแม่นยำอยู่ที่สามเหลี่ยงสองเฉียนครึ่ง ต่อให้มีความคลาดเคลื่อนบ้าง ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ไม่เกินสองกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานชั้นยอด
คราวนี้ไม่ใช่แค่โจวเสวี่ยฉินที่อึ้ง แม้แต่พี่หวังเองก็ยังอดทึ่งไม่ได้
“เรียนรู้ไวนี่นา”
เซี่ยเฉาเพียงแค่ยิ้มบางๆ อย่างถ่อมตัว “เป็นเพราะพี่หวังสอนดีต่างหากค่ะ”
หากทางโรงงานส่งเธอไปอยู่แผนกหมักเหล้าหรือทำผักดอง เธออาจจะต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกว่านี้ แต่สำหรับแผนกขนมหวาน... นั่นมันเหมือนปลาได้น้ำ
ในชาติก่อน หลังจากเข้าสู่โลกของการทำงานประจำ เธอก็ไม่มีโอกาสได้สานต่องานอดิเรกที่รัก มีเพียงการทำขนมหวานบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน
คำพูดที่เธอเคยบอกกับเหอเอ้อลี่ว่าสิ่งที่เธอถนัดที่สุดไม่ใช่การทำอาหารนั้น ไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะความสามารถที่แท้จริงของเธอคือการทำขนม หากใครได้ลองชั่งน้ำหนักบ๊ะจ่างที่เธอห่อ ก็จะพบว่าขนาดและน้ำหนักแทบจะเท่ากันทุกประการ ดังนั้นการกะน้ำหนักแบ่งก้อนแป้งจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ
เมื่อความจริงปรากฏ ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าเธอเป็นตัวถ่วงอีก ยิ่งมีเธอคอยช่วยพี่หวังทำแบบมืออาชีพ งานในช่วงบ่ายจึงเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติมาก
เมื่อแป้งก้อนสุดท้ายถูกแบ่งเสร็จเรียบร้อย อีกด้านก็นวดแป้งและส่งเข้าห้องหมักได้ทันเวลาพอดี
ขั้นตอนต่อไปคือการรอเวลาให้แป้งขึ้นฟู พนักงานทุกคนจึงได้โอกาสนั่งพักเหนื่อย สายตาหลายคู่ลอบมองเซี่ยเฉาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม หลายคนตระหนักได้ว่าคนเราจะตัดสินกันแค่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้จริงๆ
จะมีก็เพียงโจวเสวี่ยฉินที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียด การพยายามวางอำนาจข่มเด็กใหม่กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้เด็กคนนั้นได้โชว์ฝีมือโดดเด่นข้ามหน้าข้ามตา จะไม่ให้เจ็บใจจนแทบกระอักเลือดได้อย่างไร
แต่ในเมื่อเซี่ยเฉายังต้องทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของหล่อน วันข้างหน้าย่อมมีโอกาสเอาคืน
โจวเสวี่ยฉินแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ รอจนกระทั่งขนมปังอบเสร็จทั้งหมด เธอก็เป็นคนแรกที่รีบพุ่งตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและสะบัดก้นเดินออกจากโรงงานไป
เซี่ยเฉาไม่ได้รีบร้อนเหมือนใครเขา เธอกล่าวขอบคุณพี่หวังอย่างจริงใจอีกครั้ง ก่อนจะหิ้วกล่องข้าวเดินนวดข้อมือที่ปวดเมื่อยออกมาจากโรงงาน
เพื่อจะปรับตัวให้เข้ากับการทำงานของเครื่องจักรในยุคนี้ วันนี้เธอจึงต้องออกแรงมากกว่าปกติ ร่างกายจึงส่งสัญญาณประท้วงด้วยความอ่อนล้า
เฉินจี้เป่ยเลิกงานมารออยู่ก่อนแล้ว เขายืนนิ่งอยู่หน้าโรงงานขนม สายตาคมกริบเหลือบเห็นเธอกำลังนวดข้อมือ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยปากถามไถ่อะไร
สองสามวันมานี้เขาดูอารมณ์แปรปรวนชอบกล อาจจะเหมือนผู้หญิงที่มีช่วงวันนั้นของเดือนก็ได้ เซี่ยเฉาคิดขำๆ ในใจ
หญิงสาวไม่ได้เก็บท่าทีนั้นมาใส่ใจ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเหอเอ้อลี่ที่กำลังวิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“เขาวิ่งหน้าตื่นขนาดนั้นทำไม”
ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วธรรมดา แต่เหอเอ้อลี่ซอยเท้าถี่รัวราวกับกระต่ายตื่นตูมที่กำลังหนีตาย
สมัยที่เซี่ยเฉายังเป็นมนุษย์เงินเดือน เธอก็กระตือรือร้นเวลาได้เลิกงานเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นวิ่งป่าราบแบบไม่คิดชีวิตขนาดนี้
เฉินจี้เป่ยมองตามหลังเหอเอ้อลี่ไปแล้วคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน แต่เขาก็ยังคงรักษาความเงียบงัน เม้มปากแน่นแล้วเดินไปจูงรถจักรยานออกมาจากโรงจอดรถ
เซี่ยเฉาเดินทอดน่องไปทางประตูหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อเดินผ่านห้องยาม เธอก็ลองกวาดสายตามองไปที่กระดานดำประชาสัมพันธ์เล่นๆ
ไม่นึกเลยว่าบนกระดานแผ่นนั้นจะมีชื่อของเฉินจี้เป่ยเขียนอยู่ เซี่ยเฉาจึงเดินเข้าไปสอบถาม ปู่ยามประจำป้อมค้นหาพัสดุห่อหนึ่งออกมาส่งให้เธอ
พัสดุห่อนั้นค่อนข้างหนัก เซี่ยเฉาที่เจ็บข้อมืออยู่แล้วเกือบจะรับน้ำหนักไม่ไหวและทำมันหล่น โชคดีที่มีมือใหญ่และแข็งแรงคู่หนึ่งยื่นมาจากด้านหลังช่วยรับน้ำหนักเอาไว้ได้ทันท่วงที
เฉินจี้เป่ยปรายตามองข้อมือเล็กๆ ของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำสั้นๆ ว่า
“ขึ้นรถ”
จากนั้นชายหนุ่มก็หิ้วพัสดุด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับแฮนด์บังคับรถจักรยานอย่างมั่นคง พาเธอซ้อนท้ายกลับบ้านและหิ้วพัสดุเจ้าปัญหานั้นไปวางไว้ให้บนเตาคัง
เซี่ยเฉาก้มลงดูชื่อผู้ส่ง พัสดุนี้ถูกส่งมาจากบ้านเกิดของเธอ ชื่อผู้ส่งคือเซี่ยว่านฮุย
เธอใช้กรรไกรตัดเชือกและแกะห่อออก ชั้นนอกสุดเป็นผ้าผืนหนึ่งที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบ พอลองกางออกมาดู ขนาดของมันก็พอเหมาะสำหรับใช้ทำม่านประตู
สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ภายในผ้าผืนนั้นคือรองเท้าพื้นผ้าที่ทำจากเศษผ้าอัดกาวแป้งเปียก ตัดแต่งเป็นรูปทรงรองเท้าแล้วเย็บเดินด้ายด้วยมือ ฝีเข็มละเอียดถี่ยิบแสดงถึงความตั้งใจของผู้ทำ นอกจากสามคู่ที่เป็นไซส์ของเธอแล้ว ยังมีอีกหลายคู่ที่มีขนาดใหญ่กว่า ดูจากสีสันและขนาดแล้ว เห็นได้ชัดว่าตั้งใจทำมาเผื่อผู้ชายในบ้านด้วย
[จบบท]