บทที่ 72: แผนแกล้งเจ็บกับเต้าหู้ทอดกะปิ
เซี่ยเฉาเดินกลับเข้ามาในบริเวณบ้านด้วยท่าทีเป็นปกติ บนใบหน้าอันราบเรียบนั้นไม่มีพิรุธใดๆ ให้จับสังเกตได้เลยว่าเธอเพิ่งจะออกไปทำอะไรมาเมื่อครู่นี้
ในเวลานี้ เฉินจี้เป่ยและเหอเอ้อลี่ได้วางแผนกำหนดจุดที่จะขุดหลุมเก็บผักใต้ดินกันเรียบร้อยแล้ว บนพื้นดินมีเส้นขีดทำสัญลักษณ์ไว้หลายเส้น ทั้งสองคนต่างถือจอบคนละด้ามเตรียมพร้อมลงมือขุด
ทว่าหากลองสังเกตดูให้ดีจะพบความแตกต่างที่น่าสนใจ ทั้งที่กำลังทำงานเหมือนกัน แต่เหอเอ้อลี่ที่ในหัวมีแต่เรื่องของกินกลับออกแรงขุดอย่างขยันขันแข็งเป็นพิเศษ ในขณะที่เฉินจี้เป่ยกลับดูเหมือนมาทำงานแต่ตัว ทว่าไม่ได้ออกแรงเต็มที่แต่อย่างใด
แม้ท่าทีอู้งานนั้นจะไม่ได้ดูชัดเจนจนน่าเกลียด แต่สำหรับเซี่ยเฉาที่คุ้นเคยกับเขาดี เธอมั่นใจว่าประสิทธิภาพการทำงานระดับนี้ไม่ใช่มาตรฐานปกติของเฉินจี้เป่ยอย่างแน่นอน
เซี่ยเฉาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
พ่อหนุ่มคิ้วดกตาโตอย่างเฉินจี้เป่ยเนี่ยนะ จะรู้จักทำเรื่องเจ้าเล่ห์พรรค์นี้กับเขาด้วย?
จังหวะนั้นพอดีที่เฉินจี้เป่ยหยุดพักหายใจ สายตาของทั้งคู่จึงปะทะกันเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มเมื่อเห็นภรรยาเดินเข้ามา แววตาของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ฝ่ายเซี่ยเฉาเองเมื่อเห็นโอกาส เธอก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ หญิงสาวตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาเขา แล้วยื่นมือออกไปประคองเอวสอบของเขาไว้อย่างถือวิสาสะ
สัมผัสอุ่นวาบจากเมื่อคืนวานดูเหมือนยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ร่างกายของเฉินจี้เป่ยแข็งทื่อขึ้นมาทันที เขาส่งสายตาเป็นเชิงถามเธอว่าคิดจะทำอะไร
เซี่ยเฉาขยับปากบอกเขาแบบไม่ออกเสียงว่า
“ถ่วงเวลา”
สิ้นคำของเธอไม่ทันไร ทางด้านเหอเอ้อลี่ก็หันมามองพอดี
“เป็นอะไรไปหรือเปล่า”
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก จี้เป่ยเอวเคล็ดน่ะ”
เซี่ยเฉารีบแก้ตัวแทน พร้อมกับแสร้งทำเป็นนวดคลึงที่ช่วงเอวของเฉินจี้เป่ยเบาๆ เพื่อความสมจริง
คราวนี้เฉินจี้เป่ยยิ่งตัวแข็งทื่อหนักกว่าเดิม แต่ถ้ามองจากมุมของเหอเอ้อลี่แล้ว ท่าทางเกร็งๆ นั้นกลับดูเหมือนคนกำลังเจ็บเอวจนไม่กล้าขยับตัวจริงๆ เสียอย่างนั้น
เหอเอ้อลี่วางจอบในมือลงแล้วเดินเข้ามาดูอาการเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
“ถ้านายไม่ไหวก็ไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวฉันทำเอง เมื่อก่อนฉันเคยเห็นตาแก่ที่บ้านขุดอยู่บ่อยๆ”
ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกผู้ชาย มีหรือจะยอมรับว่าตัวเอง ‘ไม่ไหว’ ได้ง่ายๆ
เฉินจี้เป่ยกำด้ามจอบในมือแน่น ไม่ยอมขยับเขยื้อน
“ฉันไม่เจ็บ”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงหยิกที่ด้านหลังเอว
เสียงของเฉินจี้เป่ยชะงักไป เขารีบทำทีเป็นเอามือจับเอว แต่ความจริงแล้วคือการตะปบจับมือเล็กๆ แสนซุกซนที่กำลังก่อกวนอยู่ด้านหลังเอาไว้
คราวนี้กลายเป็นเซี่ยเฉาที่ต้องตัวแข็งทื่อไปบ้าง
เหอเอ้อลี่ผู้ซื่อบื้อดูไม่ออกเลยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นตรงหน้า เขายังคงพูดคุยกับสองสามีภรรยาด้วยความหวังดี
“ขยับตัวไม่ได้ขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่เจ็บอีก เอาเถอะ นายรีบกลับไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้เลย ฉันทำคนเดียวได้น่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
เมื่อเห็นเพื่อนก้มหน้าก้มตาขุดดินต่ออย่างจริงจัง เซี่ยเฉาก็รีบดึงมือของตัวเองกลับมา
เฉินจี้เป่ยเองก็ไม่ได้ยื้อยุดฉุดรั้งเธอไว้ ทั้งสองคนแสร้งทำท่าประคองกันเดินกลับเข้าห้องไปอย่างทุลักทุเล เซี่ยเฉาเล่นละครได้สมบทบาทจนหยดสุดท้าย เธอถึงขั้นไปหยิบหมอนมาหนุนหลังให้เฉินจี้เป่ยนอนพักอย่างเอาใจใส่
เยี่ยมมาก แผนการลดความเร็วในการขุดหลุมสำเร็จลุล่วงด้วยดี
เซี่ยเฉาหมุนตัวเดินออกไปทำกับข้าว ปล่อยให้เฉินจี้เป่ยนอนมองหมอนใบนั้นสลับกับมือข้างที่เพิ่งจะกุมมือของเซี่ยเฉาเอาไว้เมื่อครู่ ความรู้สึกหงุดหงิดที่คุ้นเคยเริ่มก่อตัวขึ้นหว่างคิ้วของเขาอีกครั้ง
ในครัว เซี่ยเฉานำปลาเค็มที่ทอดไว้เมื่อเช้ามาหั่นหัวไชเท้าใส่เพิ่มลงไป แล้วนำลงไปผัดในกระทะใหม่อีกรอบ จากนั้นก็นำกะปิกุ้งลงไปผัดกับน้ำมันจนส่งกลิ่นหอมฉุย ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการทอดเต้าหู้
เต้าหู้ก้อนขาวนวลที่ซื้อมาถูกเธอหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ กว้างหนึ่งนิ้ว ยาวสองนิ้ว และหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร ทันทีที่เนื้อเต้าหู้สัมผัสกับน้ำมันร้อนๆ ก้นกระทะ เสียงฉ่าก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมตลบอบอวล ไม่นานนัก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองผสมผสานกับความเค็มมันของกะปิกุ้งก็ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งห้องครัว
เหอเอ้อลี่ที่กำลังขุดดินอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยมาแตะจมูก ความเหนื่อยล้าที่มีอยู่ก็มลายหายไปจนสิ้น ความกระตือรือร้นพลันแล่นพล่านไปทั่วร่าง
ไพ่เพ่ยอะไรกัน ใครเขาชวนเล่นไพ่เหรอ ไม่มี๊
คนอย่างเขาเป็นพวกรักเพื่อนพ้องและมีน้ำใจงามจะตายไป ในเมื่อเฉินจี้เป่ยเอวเจ็บทำงานไม่ได้ เขาในฐานะเพื่อนก็ต้องช่วยขุดหลุมให้มันเสร็จๆ ไป จะเป็นอะไรไปล่ะ
แค่ช่วยเพื่อนกินข้าวเพิ่มอีกสักชามสองชามก็ยังไหว!
คนที่ดูจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเห็นจะเป็นซุนชิงกับสามีที่อยู่บ้านตรงข้าม
พูดจริงๆ นะ เรื่องที่จะทำของไปฝากเซี่ยเฉาบ้างคงต้องเร่งบรรจุเข้าวาระเร่งด่วนแล้ว อากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกวัน จะให้ทุกครั้งที่เซี่ยเฉาทำกับข้าว พวกเขาต้องรีบปิดประตูหน้าต่างหนีกลิ่นหอมก็คงไม่ไหว
สองสามีภรรยามองหน้ากันตาปริบๆ ด้วยความจนใจ สุดท้ายซุนชิงผู้หัวไวก็คิดหาทางออกได้
เธอไปหาเศษผ้ามาเย็บเป็นหน้ากากผ้าปิดจมูกให้ตัวเองใส่เสียเลย
การขุดหลุมเก็บผักใต้ดินนั้น อย่างน้อยต้องขุดให้ลึกถึงสองเมตรครึ่ง เหอเอ้อลี่ทำงานงกๆ อยู่คนเดียวจนกระทั่งฟ้ามืด เสื้อผ้าบนตัวของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ยังดีที่อาหารมื้อนี้ของเซี่ยเฉาช่วยเยียวยาจิตใจอันเหนื่อยล้าของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เต้าหู้ขาวนวลถูกทอดจนเหลืองอร่ามทั้งสองด้าน เพียงแค่กัดลงไปเบาๆ รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มในก็ระเบิดอยู่ในปาก ความหอมเค็มของกะปิกุ้งผสานกับกลิ่นไหม้นิดๆ ที่ผิวนอกของเต้าหู้เข้าจู่โจมต่อมรับรสทันที ถัดจากความกรอบเกรียมเข้าไป คือเนื้อเต้าหู้นุ่มนิ่มละมุนลิ้นที่ซ่อนอยู่ภายใน
เซี่ยเฉาควบคุมไฟได้แม่นยำราวจับวาง ไม่แรงจนไหม้เกรียมซึ่งจะทำให้เนื้อแข็งและขม และไม่เบาจนเกินไปจนรสชาติไม่เข้าเนื้อ
ใครๆ ก็บอกว่ากินปลาเค็มแกล้มกับแผ่นแป้งข้าวโพด ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน แต่เหอเอ้อลี่กลับรู้สึกว่าไม่ต้องพึ่งปลาเค็มหรอก แค่มีเต้าหู้ทอดจานนี้อย่างเดียวก็อร่อยเหาะแล้ว
ส่วนผัดเห็ดกับซุปผักกาดขาวที่เหลือ ก็เป็นเพียงเมนูล้างปากหลังกินอิ่มเท่านั้น
และเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เหอเอ้อลี่มีแรงเหลือไปตั้งวงไพ่ที่ไหนอีก เซี่ยเฉาจึงรินเหล้าให้เขาดื่มไปอีกสองจอก โดยอ้างว่าเป็นการขอบคุณที่เขาช่วยทำงานแทนเฉินจี้เป่ยที่เอวเจ็บ
ลำพังแค่ทำงานหนักเหอเอ้อลี่ก็เพลียจะแย่อยู่แล้ว พอมีฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าช่วยเสริม ทันทีที่กลับถึงบ้าน เขาก็ล้มตัวลงนอนหลับเป็นตายโดยที่น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง
ป้าเหอผู้เป็นแม่เห็นสภาพลูกชายแล้วก็ได้แต่แปลกใจ เธอนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูกชายพลางบ่นพึมพำ
“เจ้าลูกคนนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาอีกเนี่ย”
“นอกจากไปเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา มันจะไปไหนได้” ลุงเหอผู้เป็นพ่อได้ยินเข้าก็แค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ “เมื่อคืนมันก็หายหัวไปทั้งคืน ไม่ยอมกลับบ้าน ก็เพราะคุณให้ท้ายมันจนเสียนิสัยแบบนี้ไง”
“ทำไมกลายเป็นฉันให้ท้ายอยู่คนเดียวล่ะ คุณเองไม่ได้ให้ท้ายลูกหรือไง”
เจอประโยคนี้เข้าไป ลุงเหอก็เถียงไม่ออก
ตอนที่ตั้งท้องลูกชายคนเล็กคนนี้ บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงโกลาหลวุ่นวาย สุขภาพร่างกายของป้าเหอเองก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ครรภ์ยังไม่ทันครบแปดเดือนดีเด็กก็คลอดออกมาเสียแล้ว น้ำหนักตัวตอนแรกเกิดยังไม่ถึงสี่จินด้วยซ้ำ หมอตำแยที่ทำคลอดต่างส่ายหน้าบอกว่าไม่น่ารอด แต่โชคยังดีที่น้ำนมของป้าเหอบริบูรณ์ เลี้ยงดูฟูมฟักจนลูกรอดมาได้จนครบเดือน
แต่ถึงอย่างนั้น เด็กที่คลอดก่อนกำหนดก็ย่อมมีต้นทุนร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่าคนอื่น ครอบครัวพวกเขาเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยจะมาบำรุงอะไรย้อนหลัง เหอเอ้อลี่จึงเติบโตมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าตั้งแต่เล็ก
กว่าจะเริ่มหัดเดินได้ก็ปาเข้าไปเกือบสองขวบ ยิ่งตอนเด็กๆ ป่วยออดๆ แอดๆ แทบจะตลอดเวลา พอไม่สบายทีไรก็ร้องงอแงให้คนอุ้มขี่หลังเดินไปมาทั้งคืน
จนตอนนี้โตเป็นหนุ่มอายุยี่สิบกว่าแล้ว รูปร่างของเขาก็ยังไม่สูงใหญ่ เทียบกับพี่ชายแล้วเขาเตี้ยกว่าถึงครึ่งศีรษะ
ธรรมดาของเด็กขี้แยย่อมได้กินนมเยอะกว่าพี่น้อง ยิ่งร่างกายไม่แข็งแรงแบบนี้ด้วยแล้ว สองผู้เฒ่ายิ่งรักยิ่งสงสารประคบประหงมกันเต็มที่ พี่ป้าน้าอา หรือแม้แต่น้องสาวในบ้านต่างก็พากันตามใจ นานวันเข้าจากการดูแลเอาใจใส่ก็กลายเป็นการละเลยเรื่องระเบียบวินัย หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนนิสัยเฉื่อยชา รักความสบาย และติดเล่นไปในที่สุด
แต่ถึงจะรักสนุกไปวันๆ เนื้อแท้ของเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร และไม่เคยไปก่อเรื่องราวใหญ่โตที่ไหนให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน
ด้วยความที่ยังเป็นหนุ่มแน่น พลังกายฟื้นตัวได้เร็ว พอกลับมานอนเต็มอิ่มตื่นหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นเหอเอ้อลี่ก็กลับมากระปรี้กระเปร่าสดใสยิ่งกว่าตอนเพิ่งเล่นไพ่เสร็จเสียอีก
เมื่อเจอเซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ยที่หน้าประตูโรงงาน เขาก็เอ่ยทักทายเฉินจี้เป่ยด้วยความเป็นห่วง
“เอวของนายเป็นยังไงบ้าง ปั่นจักรยานไหวเหรอ”
“เขาไม่เป็นไรหรอก” เซี่ยเฉาชิงตอบแทนสามี “ตอนขามาฉันเป็นคนปั่นให้เขาซ้อนน่ะ”
เหอเอ้อลี่เบิกตากว้าง หันไปสำรวจเพื่อนเกลอของตัวเองใหม่อีกรอบด้วยสายตาอึ้งๆ
“ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยเรา”
เฉินจี้เป่ย “...”
ชายหนุ่มไม่ได้แก้ตัวอะไร เขาเลือกที่จะปิดปากเงียบแล้วเดินจูงจักรยานไปจอดที่โรงเก็บรถโดยไม่พูดไม่จา
เหอเอ้อลี่จึงหันมาถามเซี่ยเฉาต่อ
“เย็นนี้ฉันก็ว่างนะ เลิกงานแล้วให้ฉันไปที่บ้านอีกไหม”
“อื้ม” เซี่ยเฉาเข้าใจเจตนาของเขาดี “แต่เย็นนี้อาจจะได้กินข้าวช้าหน่อยนะ ฉันกะว่าจะไปรูดดอกไหวฮวาสักหน่อย”
[จบบท]