บทที่ 81: จูบรสต้นหอม
“เธอรอฉันสักเดี๋ยวหนึ่งนะ”
ซุนชิงพูดจบก็เดินหายเข้าไปในโรงเก็บของบริเวณลานบ้าน ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับหอบต้นหอมกำเบ้อเริ่มออกมาด้วย
“พ่อฉันปลูกเองกับมือเลยนะ เธอเอาไปกินสิ”
เซี่ยเฉาถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อถูกอีกฝ่ายยัดเยียดข้าวของใส่มือ
ไม่ใช่ว่าเธอเป็นฝ่ายมาหาซุนชิงเพื่อขอให้ช่วยแก้เสื้อผ้าให้หรอกหรือ? ทำไมคนที่ถูกไหว้วานให้ช่วย ถึงได้กลายเป็นฝ่ายมอบของให้เธอเสียเองล่ะ?
แต่เพียงไม่นานเธอก็ได้รู้คำตอบ เพราะซุนชิงกระแอมไอออกมาเบาๆ ด้วยความขัดเขิน ก่อนจะเอ่ยปากถามเธอว่า
“ซอสเห็ดที่เธอทำก่อนหน้านี้ ยังพอมีเหลือแบ่งให้ฉันเอาไปผัดกับข้าวบ้างไหม?”
เซี่ยเฉาหลุดหัวเราะออกมาทันที
“ฉันยังมีเหลืออยู่ ถ้าพี่อยากได้ก็ยกให้พี่เลย”
เธอวางต้นหอมลง แล้วหมุนตัวเดินไปที่ตู้กับข้าวเพื่อหยิบซอสเห็ด
ซุนชิงเองก็หอบต้นหอมเดินตามเข้ามา แล้ววางมันลงบนเตาปรุงอาหารของบ้านเซี่ยเฉาอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับกำชับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า
“กินเสร็จแล้วก็อย่าลืมบ้วนปากให้สะอาดด้วยล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวเวลาจูบปากกันแล้วมันจะมีกลิ่นเอานะ”
จูบ... จูบอะไรนะ?
เซี่ยเฉาตกใจจนเกือบจะทำขวดแก้วบรรจุซอสเห็ดหลุดมือ เธอรีบยัดซอสเห็ดที่เหลืออีกครึ่งขวดใส่มือซุนชิง แล้วรีบส่งแขกผู้เจนจัดและมากประสบการณ์คนนี้กลับบ้านไปทันที
แต่ต้องยอมรับว่าต้นหอมที่ซุนชิงเอามาให้นั้นคุณภาพดีจริงๆ ต้นขนาดกำลังดีไม่ใหญ่ไปกว่าแท่งดินสอ ต้นหอมแบบนี้เหมาะสำหรับจิ้มซอสกินที่สุด รสชาติจะไม่เผ็ดฉุนจนเกินไป
เซี่ยเฉาแบ่งต้นหอมออกมาส่วนหนึ่ง นำไปล้างทำความสะอาดแล้วใส่ไว้ในกะละมังใบเล็ก เตรียมตัวที่จะเรียกเฉินจี้เป่ยมาทานข้าว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เธอก็เห็นว่าเฉินจี้เป่ยเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ร่างสูงโปร่งยืนตัวตรงแน่วอยู่ข้างเตาตียง มือหนากำลังจัดปกคอเสื้อให้เข้าที่
เมื่อเห็นเซี่ยเฉาเดินเข้ามา เขาดูเหมือนจะทำตัวไม่ค่อยถูกอยู่บ้าง ชายหนุ่มปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบดึงสายตากลับไปมองทางอื่น
ท่าทางแบบนี้คงไม่ใช่ว่าแอบลองชุดใหม่แล้วโดนจับได้ เลยกลัวว่าจะถูกแซวว่าหลงตัวเองหรอกนะ?
เซี่ยเฉารู้งานเป็นอย่างดีจึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและเบือนหน้าไปทางอื่น
“กินข้าวกันเถอะค่ะ”
พูดจบเธอก็เดินไปยกโต๊ะคังมาตั้ง
พอเธอกางขาโต๊ะเสร็จ เงยหน้าขึ้นมาก็ยังเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาดูเย็นชาขรึมลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“เป็นอะไรไปคะ?”
เซี่ยเฉาถามด้วยความสงสัย
“เสื้อผ้าไม่พอดีตัวเหรอ?”
“ไม่ใช่”
เฉินจี้เป่ยปฏิเสธเสียงเข้ม เขาเหลือบมองเธออีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกมาว่า
“ดูดีไหม?”
“ห๊ะ?”
เซี่ยเฉานึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะถามคำถามนี้ เล่นเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มดูเย็นชาลงไปอีกขั้น
เธอรีบตั้งใจพินิจพิจารณาดูเขาอย่างละเอียด ถึงขั้นเดินวนไปดูด้านหลังของชายหนุ่มเพื่อสำรวจให้ถ้วนถี่
“ดูดีมากเลยค่ะ การตัดเย็บประณีต รูปแบบเรียบง่ายแต่ดูภูมิฐาน เข้ากับรูปร่างของคุณเป็นพิเศษเลย โดยเฉพาะกางเกงตัวนี้ มันขับให้ช่วงขาของคุณดูยาวเหยียด ดึงจุดเด่นในตัวคุณออกมาได้หมดจดเลยเชียวล่ะ”
เธอใช้คำว่า ‘เป็นพิเศษ’ กับ ‘จุดเด่น’ เพื่อเน้นย้ำความดูดี เรียกได้ว่าสรรเสริญเยินยออย่างตั้งใจสุดๆ
พอชายหนุ่มได้ยินคำชม เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่ถอดชุดใหม่ออก แล้วเปลี่ยนกลับไปใส่ชุดเดิมที่เคยใส่ก่อนหน้านี้
ก่อนหน้านี้เวลาจะถอดเสื้อผ้า เขาต้องคอยปิดไฟหรือไม่ก็หลบมุม แต่เดี๋ยวนี้เขากลับไม่หวงเนื้อหวงตัว ยอมให้เธอเห็นรูปร่างได้อย่างเปิดเผยแล้วงั้นหรือ?
เซี่ยเฉาแอบชำเลืองมองท่อนบนที่เปลือยเปล่าอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามและไร้ไขมันส่วนเกินของเขา แล้วก็นึกไปถึงช่วงหลายคืนที่ผ่านมา เขาก็ย้ายที่นอนมาปูชิดติดกับที่นอนของเธอ
นึกย้อนไปถึงตอนแรกที่เขาจงใจเว้นระยะห่างจากเธอตั้งครึ่งค่อนเมตร แถมยังย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอ เพื่อจะหลบเลี่ยงเธอจนตัวเองแทบจะตกเตียง แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแค่เดือนเดียว เขากล้าถึงขนาดเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าเธอเสียแล้ว...
นี่เขาค้นพบแล้วใช่ไหมว่าเธอก็แค่ปากเก่งไปอย่างนั้นเอง เลยไม่กลัวว่าเธอจะอดใจไม่ไหวแล้วกระมัง?
เดี๋ยวก่อนนะ!
การที่เขาไว้ใจเธอมากขนาดนี้ หรือว่าเขาจะไม่ได้มองเธอในเชิงชู้สาว แต่เห็นเธอเป็นเพื่อนผู้ชายที่คบหาเป็นพี่น้องร่วมสาบานไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?
…
ซุนชิงเป็นคนที่ทำงานได้คล่องแคล่วรวดเร็วมาก กินข้าวเสร็จไม่ทันไร เธอก็แก้ชุดปู้ลาจี๋ของเซี่ยเฉาเสร็จเรียบร้อย
ทว่าอากาศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงหนาวเย็น ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การใส่กระโปรงที่สุดคือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ตอนนี้ยังไม่ทันจะสิ้นเดือนมิถุนายนเลย อากาศในช่วงเช้าและเย็นยังมีความเย็นยะเยือกอยู่
ยิ่งเซี่ยเฉาต้องออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ แถมช่วงนี้ยังมีฝนตกโปรยปรายลงมาบ้าง เธอจึงทำได้เพียงเก็บชุดกระโปรงแสนสวยพับใส่หีบเอาไว้ก่อน
วันรุ่งขึ้นเมื่อไปถึงที่ทำงาน เฉินจี้เป่ยได้โทรศัพท์ไปหาลู่เจ๋อถง เพื่อแจ้งให้ทราบว่าได้รับของเรียบร้อยแล้ว
“ฉันก็เดาว่าของน่าจะถึงช่วงนี้แหละ”
ลู่เจ๋อถงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“เป็นยังไงบ้าง? พี่ฉินของนายเป็นคนช่วยเลือกให้เชียวนะ”
“พี่ฉิน?”
“คู่ดูตัวที่ทางผู้ใหญ่แนะนำให้ฉันรู้จักน่ะ เธอมีลูกชายติดมาคนหนึ่งอายุสี่ขวบ สามีเก่าของเธอไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยข้างนอก เธอเลยพาลูกชายหย่าขาดจากฝ่ายชายทันที”
ลู่เจ๋อถงเล่าต่อ
“พวกเราลองคบหากันดูสักพักแล้วรู้สึกว่าเข้ากันได้ดี ตอนนี้เลยเตรียมตัวที่จะแต่งงานกันแล้ว”
ในยุคสมัยนี้หาคนหย่าร้างได้ยากมาก การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจับได้ว่าสามีนอกใจแล้วตัดสินใจหย่าอย่างเด็ดขาด เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้หญิงที่มีความคิดเป็นของตัวเองและมีจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว
เธอมีลูกชาย และในตอนที่หย่าเธอยังกล้าพาลูกออกมาด้วย ทางบ้านสามีเองก็ยอมให้พาออกมา คาดเดาได้ว่าเธอคงจะมีงานทำและมีความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองได้เป็นอย่างดี
คนประเภทนี้ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองเก่งกาจ ก็ต้องเป็นเพราะทางบ้านเดิมมีอิทธิพลพอตัว ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ดูไม่ใช่คนที่หลิวเถี่ยผิงจะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ เลย
เฉินจี้เป่ยหวนนึกไปถึงครอบครัวสกุลหลิว ช่วงนี้คนบ้านนั้นไม่ได้มีความสงบสุขเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีหลิวต้าจวินก็ถูกสั่งพักงานเพื่อรอการตรวจสอบอยู่แล้ว ผ่านไปไม่กี่วัน พอทางโรงงานเปิดตู้รับความคิดเห็นประจำงวด ก็พบจดหมายร้องเรียนเกี่ยวกับเขาเพิ่มอีกหลายฉบับ
ในเวลานี้ลู่เจ๋อถงได้หย่าขาดกับหลิวเถี่ยผิงและย้ายไปอยู่ที่เมืองเอกของมณฑลแล้ว ทางโรงงานเครื่องจักรจึงได้ประชุมหารือและมีมติไล่หลิวต้าจวินออกในที่สุด
หยางเฉี่ยวอวิ๋นที่ยอมแต่งงานกับหลิวต้าจวินแต่แรก ก็เพราะเห็นแก่ว่าเขามีงานทำที่มั่นคง พอตกงานขึ้นมา สองแม่ลูกมิต้องพากันไปกินแกลบหรืออย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องบนเตียงหลิวต้าจวินก็กลายเป็นคนไร้น้ำยาไปแล้ว วันๆ เอาแต่นอนซมอยู่กับบ้านราวกับซากศพ ขืนอยู่ต่อไปครึ่งค่อนชีวิตที่เหลือของเธอคงเหมือนต้องครองตัวเป็นหม้ายทั้งที่สามียังอยู่
หยางเฉี่ยวอวิ๋นจึงอาละวาดขอหย่าทันที โดยยืนกรานว่าจะทิ้งลูกไว้ให้ตระกูลหลิวเลี้ยง แล้วตัวเองจะไปแต่งงานใหม่ ฝ่ายแม่ของหยางเฉี่ยวอวิ๋นเองก็นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ที่บ้านทุกวี่วัน
ลูกสาวคนเล็กหนีออกจากบ้านไปไกลไร้ข่าวคราว ส่วนลูกสาวคนโตที่พยายามจะประคับประคองไว้ก็สูญเสียที่พึ่งพิง ไม่รู้ว่าในใจลึกๆ ของเธอจะมีเสี้ยววินาทีไหนบ้างไหมที่รู้สึกนึกเสียใจ
ตอนนี้หยางเฉี่ยวอวิ๋นคืนบ้านเช่าที่เคยอยู่กับหลิวต้าจวิน แล้วขนกันทั้งครอบครัวย้ายเข้าไปอัดอยู่ในบ้านที่ลู่เจ๋อถงทิ้งไว้ให้หลิวเถี่ยผิง
หลิวเถี่ยผิงไม่เพียงแต่ต้องคอยปรนนิบัติดูแลคนทั้งสามคน แต่ยังต้องควักเงินเดือนของตัวเองออกมาเลี้ยงดูหลิวต้าจวิน หยางเฉี่ยวอวิ๋น และหลานชายอย่างเจี้ยนกั๋วอีกด้วย
อ้อ ใช่สิ ยังมีแพะนมที่หยางเฉี่ยวอวิ๋นซื้อมาเพื่อรีดนมให้ลูกกินอีกหนึ่งตัว
ครอบครัวนี้สามวันดีสี่วันไข้ ทะเลาะกันเล็กน้อยทุกสามวัน ทะเลาะกันบ้านแตกทุกห้าวัน จนกลายเป็นประเด็นสนทนายอดฮิตในวงสนทนาหลังอาหารของเพื่อนบ้านไปเสียแล้ว
ลู่เจ๋อถงเป็นคนนิสัยดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลิวเถี่ยผิงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาโดยตลอด ยิ่งช่วงนี้ชีวิตของเธอย่ำแย่มากเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งโหยหาชีวิตในอดีตมากเท่านั้น
เฉินจี้เป่ยคาดการณ์ว่าเธอคงอดทนต่อไปได้อีกไม่นาน และคงต้องหาหนทางไปตามง้อลู่เจ๋อถงเป็นแน่ การที่ลู่เจ๋อถงแต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่เก่งและแกร่งแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ประจวบเหมาะพอดี
“เตรียมจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่ครับ?”
เฉินจี้เป่ยเอ่ยถาม
“แต่งงานรอบสองแล้ว จะจัดงานพิธีอะไรให้วุ่นวาย ทำเฟอร์นิเจอร์กับข้าวของเครื่องใช้สักหน่อย แล้วไปจดทะเบียนสมรสก็พอแล้ว”
ลู่เจ๋อถงพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“นายกับเสี่ยวเฉาก็ใช้ชีวิตคู่ให้ดีเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงทางฉัน อ้อ จริงสิ พวกนายแต่งงานกันมาเดือนกว่าแล้ว มีความคืบหน้าบ้างหรือยัง?”
“ความคืบหน้าอะไรครับ?”
เฉินจี้เป่ยฟังแล้วยังไม่ทันเข้าใจความหมายในทีแรก
“ก็เรื่องลูกไง”
ลู่เจ๋อถงพูดกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“พวกนายรีบๆ หน่อย ฉันยังรอเป็นลุงให้ลูกชายของนายอยู่นะ”
[จบบท]