บทที่ 85: ฤกษ์งามยามดี เย็นนี้ต้องกินไก่
โจวเสี่ยวเหมยถูกตบตีมาจริงๆ
อันที่จริงแล้วเฉาเต๋อจู้ไม่ได้ตั้งใจจะลงไม้ลงมือตั้งแต่แรก เขาเพียงแค่ได้ยินคนเขาพูดกันว่าโจวเสี่ยวเหมยถูกไล่ออก ก็เลยรีบมาถามไถ่ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่
โจวเสี่ยวเหมยมีชนักติดหลัง รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองทำงานไม่เป็นสัปปะรด เธอไหนเลยจะกล้าบอกความจริงว่าตัวเองทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ได้แต่แถไถไปเรื่อยว่ามีคนคอยกลั่นแกล้งจ้องจะเล่นงานเธอ เดี๋ยวก็อ้างว่าเหล่าหลัวเหม็นขี้หน้าเธอบ้างล่ะ
“คุณเพิ่งจะเข้าไปทำงานได้กี่วันเชียว เขาจะมาจ้องเล่นงานคุณทำไม”
เฉาเต๋อจู้ไม่เชื่อคำพูดของภรรยาเลยแม้แต่น้อย เขาสั่งให้เธอไปขอโทษเหล่าหลัว จะทำอย่างไรก็ได้ ขอร้องอ้อนวอนให้เหล่าหลัวอย่าเพิ่งไล่เธอออก
ทางด้านโจวเสวี่ยฉินเองก็วิ่งเต้นไปหาคนช่วยเจรจาแล้ว โจวเสี่ยวเหมยไหนเลยจะยอมบากหน้ากลับไปให้เหล่าหลัวด่าทอซ้ำอีก เธอจึงดึงดันหัวชนฝาว่าตายยังไงก็ไม่ไป พอถูกบีบคั้นหนักเข้า เธอก็พูดจาไม่ยั้งคิดออกมา
เธอตะคอกใส่สามีว่าไม่ใช่เพราะเฉาเต๋อจู้ไร้ความสามารถหรอกหรือ ถ้าเขามีปัญญาจริง ทำไมถึงไม่จัดการหางานตำแหน่งเจ้าหน้าที่คำนวณให้เธอทำตั้งแต่แรกล่ะ
สามีภรรยาทะเลาะกัน สิ่งที่ถือเป็นเรื่องต้องห้ามที่สุดก็คือการด่าทอว่าฝ่ายชายเป็นคนไร้น้ำยา มันก็เหมือนกับที่ผู้ชายชอบพูดใส่ผู้หญิงว่า “ถ้าเห็นไอ้หมอนั่นดีนัก ทำไมไม่ไปอยู่กับมันเลยล่ะ”
เฉาเต๋อจู้ปากคอเราะร้ายไม่เท่าโจวเสี่ยวเหมย อีกทั้งในกมลสันดานยังมีความคิดแบบชายเป็นใหญ่ในยุคเก่าฝังหัว พอโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้วเถียงไม่ออก เขาจึงเงื้อมือขึ้นตบหน้าเธอฉาดใหญ่
โจวเสวี่ยฉินวิ่งเต้นอยู่ค่อนวันก็ยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เธอไม่รู้จะกลับมาบอกกล่าวกับโจวเสี่ยวเหมยอย่างไรดี แต่พอเปิดประตูเข้ามา ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก โจวเสี่ยวเหมยที่นั่งหน้าบึ้งตึงก็รีบดึงตัวเธอหลบไปด้านข้างเสียก่อน
“อาช่วยทวงงานกลับมาให้ฉันได้แล้วใช่ไหม”
เธอพูดพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นใจ
“ไอ้คนเนรคุณเฉาเต๋อจู้ พอได้ยินว่าฉันตกงาน มันถึงกับกล้าตบตีฉันเลยเชียวรึ!”
“เธอว่าอะไรนะ เฉาเต๋อจู้ตบตีเธอเหรอ”
คราวนี้โจวเสี่ยวเหมยปล่อยโฮออกมาดังลั่น
“อาดูสิ ฉันตกอยู่ในสภาพแบบนี้แล้ว มันไม่ปลอบใจฉันสักคำ แถมยังซ้ำเติมด้วยการตบตีฉันอีก!”
โจวเสวี่ยฉินยกมือกุมขมับ วันนี้มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่หยุดหย่อนจนเธอปวดหัวไปหมดแล้ว
โจวเสี่ยวเหมยร้องไห้ฟูมฟาย พลางยื้อยุดแขนเสื้อของอาหญิงเอาไว้แน่น
“อาต้องจัดการให้ฉันนะ ตอนนั้นอานั่นแหละที่เป็นคนแนะนำฉันให้รู้จักกับมัน ตอนนี้เราแต่งงานกันยังไม่ถึงครึ่งปี มันก็กล้าลงไม้ลงมือกับฉันแล้ว เรื่องนี้อาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้นะ!”
“ตอนแรกไม่ใช่เธอกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะหาผู้ชายที่เหนือกว่าเฉินจี้เป่ยให้ได้หรอกหรือ ฉันถึงได้แนะนำเขาให้”
โจวเสวี่ยฉินไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมารับผิดชอบเรื่องผัวเมียตีกันแบบนี้
“เธอเลิกโวยวายสักทีเถอะ คนที่พอจะไหว้วานได้ฉันก็ไปหามาหมดทุกคนแล้ว แต่ไม่มีหนทางเลย”
พอได้ยินว่าเรื่องงานทางตัน แม้แต่โจวเสวี่ยฉินก็จนปัญญา โจวเสี่ยวเหมยก็เริ่มร้อนรนขึ้นมาทันที
“แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ”
“จะทำยังไงได้ล่ะ ทางเลือกก็มีแค่สองทาง คืออยู่บ้านเฉยๆ หรือไม่ก็ไปของานทำที่หน่วยบริการครอบครัว รอจนกว่าจะมีโอกาสหน้า”
รอจนกว่าจะมีโอกาสหน้า? ใครจะไปรู้ว่าโอกาสครั้งต่อไปต้องรออีกกี่ปี
“อาไปหาใครมาบ้างแล้ว”
โจวเสี่ยวเหมยยังไม่ยอมตัดใจ
“อาต้องมีวิธีสิ”
โจวเสวี่ยฉินใช้นิ้วจิ้มหน้าผากหลานสาวอย่างแรง
“ฉันบอกเธอกี่ครั้งกี่หนแล้ว ให้ตั้งใจทำงานหน่อย เธอเคยฟังกันบ้างไหม วันๆ เอาแต่จับกลุ่มคุยเรื่องชาวบ้าน ไม่ก็นั่งถักไหมพรม!”
“ใครจะไปนึกล่ะว่าเบื้องบนจะส่งคนลงมาตรวจสอบ”
โจวเสี่ยวเหมยร้องไห้หนักกว่าเดิม
เป็นลูกจ้างชั่วคราวเหมือนกันแท้ๆ เมียของเฉินจี้เป่ยได้รับคำชมเชยจากเบื้องบน แต่เธอกลับต้องเดินคอตกออกจากโรงงาน แถมยังถูกผัวตบอีกต่างหาก...
อย่างไรเสียเลือดก็ข้นกว่าน้ำ เห็นโจวเสี่ยวเหมยร้องไห้ปานจะขาดใจ โจวเสวี่ยฉินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม
“เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะกลับไปง้อสามียังไง ให้เฉาเต๋อจู้เขายังเอ็นดูเธออยู่”
“มันตบฉัน แล้วฉันยังต้องไปง้อมันอีกเรอะ”
โจวเสี่ยวเหมยทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“ผู้ชายจะมีสักกี่คนเชียวที่ไม่ตบตีเมีย”
โจวเสวี่ยฉินเองก็เคยใส่ไฟว่าเซี่ยเฉาถูกเฉินจี้เป่ยซ้อมมาก่อน แต่ตอนนี้หลานสาวของตัวเองไม่ได้แต่งงานกับเฉินจี้เป่ย กลับมาโดนเฉาเต๋อจู้ซ้อมเสียเอง เธอก็ได้แต่พูดกล่อมไปตามเรื่องตามราว
“ตอนนี้เธอไม่มีงานทำแล้ว ก็ต้องพึ่งพาเขาเลี้ยงดูไม่ใช่หรือไง งานที่เขาทำเป็นงานฝีมือ คนทั่วไปทำไม่ได้หรอกนะ ต่อไปถ้าได้เลื่อนขั้นเป็นช่างระดับเจ็ดระดับแปด เธอก็ไม่ต้องออกมาหางานทำแล้ว สบายไปทั้งชาติ”
เงินเดือนช่างระดับเจ็ดก็ปาเข้าไปเก้าสิบกว่าหยวน ระดับแปดนี่ร้อยกว่าหยวน เลี้ยงเมียให้อยู่บ้านเฉยๆ ได้สบายมาก
ยิ่งตอนนี้หม่าซื่อฉวนได้รับบาดเจ็บ งานในโรงงานไม้แทบจะต้องพึ่งพาเฉาเต๋อจู้เป็นหลัก ถ้าเขาทำผลงานได้ดี ปลายปีนี้อาจจะได้ปรับขึ้นเงินเดือนอีกขั้น
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ โจวเสี่ยวเหมยก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ แบบนี้แหละ
โจวเสวี่ยฉินพูดถูก ตอนแรกเป็นเพราะเธอเจ็บใจและไม่ยินยอมพร้อมใจ เธอถึงอยากจะหาผู้ชายสักคนที่เก่งกว่าเฉินจี้เป่ย หน้าตาจืดชืดอย่างเฉาเต๋อจู้ เธอไม่เคยแลเลยสักนิด ที่เธอยอมตกลงปลงใจด้วยก็เพราะเห็นว่าหม่าซื่อฉวนให้ความสำคัญกับเขาต่างหาก
เฉาเต๋อจู้ต่อให้แย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าเฉินจี้เป่ย เห็นอาหญิงบอกว่าเฉินจี้เป่ยเพิ่งแต่งงานก็ซ้อมเมียเสียแล้ว
ช่วงบ่ายวันนั้น โจวเสี่ยวเหมยก็เก็บข้าวของกลับบ้านไป พี่หวังกลับมาประจำตำแหน่งคอยเด็ดก้อนแป้งเหมือนเดิม กะขนมปังกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
เนื่องจากโจวเสวี่ยฉินอารมณ์บูดบึ้ง ทุกคนเลยไม่ค่อยกล้าคุยเล่นกัน ถึงแม้จะเสียเวลาไปบ้างในช่วงเช้า แต่พอถึงสี่โมงครึ่งงานก็เสร็จเรียบร้อย
“ทำไมฉันรู้สึกว่าพอหล่อนไม่อยู่ ถึงต้องทำเพิ่มอีกร้อยจินก็ยังรู้สึกสบายๆ นะ”
มีคนแอบกระซิบหลังจากโจวเสวี่ยฉินเดินออกไป
เซี่ยเฉาไม่ได้พูดอะไรเสริม แค่คนตัวปัญหาไปแล้วก็พอ การมานั่นนินทาลับหลังไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
“จัดการปัญหาเรียบร้อยแล้วเหรอ”
เฉินจี้เป่ยเห็นว่าวันนี้เธอไม่ได้นวดข้อมือตัวเองเหมือนทุกทีจึงเอ่ยถาม
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปเร็วมาก เฉาเต๋อจู้รู้เรื่องแล้ว เฉินจี้เป่ยที่อยู่แผนกเดียวกันจะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร
เซี่ยเฉาไพล่มือไปด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ พยักหน้าทำท่าทางลึกลับซับซ้อน
“อากาศเริ่มเย็นแล้ว สมควรให้ตระกูลโจวล้มละลายได้แล้ว”
พอพูดจบ เธอก็สังเกตเห็นว่าเฉินจี้เป่ยกำลังหันมามองเธอ สายตาของเขาลุ่มลึกยากจะคาดเดา
เซี่ยเฉานึกว่าเขาจะถามว่าประโยคเมื่อกี้หมายความว่าอะไร และเธอก็เตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว แต่ชายหนุ่มกลับเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถามขึ้นมาว่า
“ทำไมถึงไม่บอกผม”
“???”
“คุณโดนกลั่นแกล้งในแผนก ทำไมถึงไม่บอกผม”
โรงงานผลิตอาหารแบ่งการทำงานแยกเป็นแผนกชัดเจน เซี่ยเฉาก็เพิ่งจะมาใหม่ เรื่องที่เธอโดนบีบให้ทำงานหนักคนเดียวนั้น คนนอกแผนกแทบไม่มีใครรู้
แต่เฉินจี้เป่ยเป็นคนฉลาดเฉลียวเพียงใด ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเซี่ยเฉาบอกว่าทนอีกไม่กี่วันก็สบายแล้ว พอมาประกอบกับเรื่องที่โจวเสี่ยวเหมยถูกไล่ออกในวันนี้ แล้วเธอก็เลิกนวดข้อมือ เขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที เผลอๆ เขาอาจจะเดาได้ด้วยซ้ำว่าเบื้องหลังการที่โจวเสี่ยวเหมยโดนไล่ออก มีฝีมือของเซี่ยเฉาเอี่ยวอยู่ด้วย
การมีสามีฉลาดเกินไปก็มีข้อเสียตรงนี้แหละ นิสัยของเฉินจี้เป่ยมีความเฉียบคมแฝงอยู่ และไม่ใช่ประเภทที่รู้แล้วเงียบเสียด้วย
เซี่ยเฉาอธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“เรื่องพวกนี้ฉันจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องพูดออกไปให้คนอื่นมาเป็นห่วงเพิ่มอีกคนหรอกค่ะ”
“ผมเข้าใจว่าเราเป็นผัวเมียกันเสียอีก”
เฉินจี้เป่ยยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาหนักแน่นเช่นเดิม
คราวนี้ไม่ใช่แค่ความเฉียบคม แต่ยังมีความดื้อรั้นแฝงอยู่ด้วย เซี่ยเฉาเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
“เป็นผัวเมียกันก็ไม่จำเป็นต้องบอกเล่าทุกเรื่องให้อีกฝ่ายฟังนี่คะ เรื่องนี้คุณเองก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก เหมือนที่คุณมีความสามารถรอบด้าน แต่กลับยอมโดนอาจารย์ช่างกดหัวไว้ แล้วตอนนี้ก็ยังยอมให้เฉาเต๋อจู้ข้ามหน้าข้ามตา ด้วยนิสัยอย่างคุณ คุณคงไม่ยอมอดทนแบบนี้ไปตลอดแน่ แต่คุณจะจัดการยังไง คุณก็ไม่ได้บอกฉัน และฉันเองก็ไม่ได้ถามเหมือนกัน”
[จบบท]