บทที่ 93: เหตุเกิดจากเป็ดพะโล้
ผ่านไปไม่ถึงสองวัน เซี่ยเฉาก็ทำกำไรสุทธิได้ถึงสี่หยวน ส่วนพี่กัวกับเสี่ยวจางก็ได้ลิ้มรสเมนูเป็ดพะโล้สมใจอยาก
พอได้กินอิ่มนอนหลับ สีหน้าของเสี่ยวจางก็ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา จนพี่กัวที่เห็นแบบนั้นอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“โบราณเขาว่าอยากกินเปรี้ยวได้ลูกชาย อยากกินเผ็ดได้ลูกสาว ท้องนี้ของเธอคงจะเป็นลูกสาวแน่ๆ เลยใช่ไหม”
เสี่ยวจางมีลูกชายอยู่แล้วคนหนึ่ง เธอจึงไม่รังเกียจหากจะได้ลูกสาวตัวน้อยมาเชยชมอีกสักคน เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ก็ดีสิคะ จะได้มีครบทั้งลูกชายลูกสาว”
ทางฝั่งพวกเธอมีความสุขกันถ้วนหน้า แต่คนที่ได้กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูกกลับต้องทรมานใจ โดยเฉพาะเฉาเต๋อจู้
เมื่อก่อนเฉินจี้เป่ยก็ห่อข้าวมากินเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหารที่ดูน่ากินเฉยๆ ถ้าไม่ไปจ้องมองก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หลังจากเปลี่ยนเมนูมาเป็นพะโล้นานาชนิด เซี่ยเฉามักจะตักน้ำซุปราดลงไปในกล่องข้าวของเขาด้วยเล็กน้อย พอเอาไปอุ่นร้อนแล้วเปิดฝาออกมา กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็นั้นลอยฟุ้งไปทั่ว
ปกติแล้วเฉาเต๋อจู้ไม่ใช่คนเห็นแก่กิน แต่การต้องมาทำงานท่ามกลางกลิ่นหอมเย้ายวนแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจชอบกล
ตกเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน โจวเสี่ยวเหมยเตรียมกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอยิ้มทักทายเขาอย่างเอาใจ
“เต๋อจู้ คุณเลิกงานแล้วเหรอคะ”
เฉาเต๋อจู้ไม่ตอบรับคำ เขาถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงเตา โจวเสี่ยวเหมยรีบเข้าไปจัดรองเท้าที่เขาทิ้งไว้ให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็กางโต๊ะคังและยกอาหารเข้ามาวางทีละอย่าง
เฉาเต๋อจู้ปรายตามองอาหารบนโต๊ะเพียงแวบเดียว
“มื้อเย็นกินแค่นี้เหรอ”
“แค่นี้ก็ดีถมไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ ผักกาดขาวต้มวุ้นเส้น แถมยังมีเต้าหู้ด้วยนะ”
เต้าหู้เป็นอาหารที่ต้องปันส่วน การจะได้กินสักมื้อนับว่าเป็นเรื่องยากจริงๆ แต่เฉาเต๋อจู้กลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด
“คุณทำงานกับเมียของเฉินจี้เป่ยตั้งครึ่งค่อนเดือน ไม่คิดจะเรียนรู้วิธีทำอาหารจากเขาบ้างหรือไง”
โจวเสี่ยวเหมยถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
เธอไม่ถูกชะตากับเซี่ยเฉาจะตายไป วันๆ จ้องแต่จะบีบให้อีกฝ่ายกระเด็นออกไปให้พ้นหน้า แล้วจะให้เธอไปขอเรียนวิชาทำอาหารจากศัตรูเนี่ยนะ? นี่สมองของเธอหรือสมองของเขากันแน่ที่มีปัญหา
ตั้งแต่ต้องออกจากงาน ชีวิตความเป็นอยู่ของโจวเสี่ยวเหมยก็ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด พ่อแม่สามีแม้ปากจะไม่พูดอะไร แต่การกระทำกลับเย็นชาใส่เธอมากขึ้น ส่วนเฉาเต๋อจู้ก็ไม่ยอมพูดกับเธอมาหลายวันแล้ว เวลาออกไปจ่ายตลาดหรือทิ้งขยะ เธอยังต้องทนฟังชาวบ้านนินทาเรื่องที่เธอทำตัวเองจนตกงาน ตอนนี้เธอจึงไม่มีความกล้าพอที่จะไปต่อปากต่อคำกับเฉาเต๋อจู้
เห็นโจวเสี่ยวเหมยนั่งนิ่งเงียบ เฉาเต๋อจู้กลับไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ
“คุณหัดดูเมียของเฉินจี้เป่ยเป็นตัวอย่างบ้างไม่ได้หรือไง เป็นพนักงานในหน่วยบริการครอบครัวเหมือนกันแท้ๆ งานการเขาก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ ส่วนคุณงานการก็ทำไม่รอด ข้าวปลาก็ทำไม่เป็น”
โจวเสี่ยวเหมยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ขนาดเธอไม่ได้ไปทำงานแล้ว เซี่ยเฉายังตามมาหลอกหลอนทำร้ายจิตใจเธอถึงในบ้านได้ เฉินจี้เป่ยเห็นว่านังนั่นดีก็แล้วไปเถอะ แต่นี่แม้กระทั่งเฉาเต๋อจู้ก็ยังเห็นว่ามันดีไปด้วย อีกฝ่ายมีดีตรงไหนกัน
ความอดทนของโจวเสี่ยวเหมยขาดผึง เธอกระแทกตะเกียบในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง
“ถ้าคุณเห็นว่ามันดีนัก ทำไมไม่ไปขอแต่งงานกับมันซะเลยล่ะ”
ตะเกียบที่กระแทกลงไปกระดอนขึ้นมาสูง จนเกือบจะดีดใส่หน้าของเฉาเต๋อจู้
เฉาเต๋อจู้เบี่ยงตัวหลบ เขาระเบิดอารมณ์โกรธออกมาเช่นกัน
“อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ ว่าคนที่คุณเล็งไว้จริงๆ คือเฉินจี้เป่ย”
เฉาเต๋อจู้ไม่ได้โง่ เรื่องพรรค์นี้ทำไมเขาจะไม่รู้ เพียงแต่บางเรื่องรู้แล้วก็เหยียบไว้ให้เงียบ ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา โจวเสี่ยวเหมยทั้งสาวและสวย ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับเฉินจี้เป่ยในตอนนั้น เธอคงไม่มีวันชายตามองผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆ อย่างเขาแน่
โจวเสี่ยวเหมยคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเรื่องนี้ออกมา เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำตาจะไหลพราก
“คะ... คุณหมายความว่ายังไง”
เฉาเต๋อจู้เองก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดตรงๆ ขนาดนี้ แต่เรื่องที่โจวเสี่ยวเหมยทำงานหลุดมือ ทำให้เขาต้องพลอยขายขี้หน้าเพื่อนร่วมงานไปด้วย ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานทำให้เขาตัดสินใจพูดให้มันจบๆ ไป
“ก็หมายความว่าคุณไปหลงรักชาวบ้านเขา แต่เขาไม่เล่นด้วยกับคุณไงล่ะ”
วาจานี้ช่างบาดลึกถึงขั้วหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อมันออกมาจากปากของคนเป็นสามี
“เฉาเต๋อจู้ คุณมันคนไม่มีหัวใจ!”
โจวเสี่ยวเหมยแผดเสียงร้องไห้โฮ ปิดหน้าวิ่งหนีออกจากห้องไป
เฉาเต๋อจู้ไม่ได้วิ่งตามไปง้อ เขาทำเพียงตีหน้าบึ้งตึงมองอาหารบนโต๊ะคัง ก่อนจะยกมือขึ้นกวาดทุกอย่างจนล้มคว่ำ แล้วเดินกลับไปบ้านพ่อแม่ของตัวเอง
โจวเสี่ยวเหมยยังคงรอให้สามีไปรับเธอกลับมาจากบ้านแม่ แต่รอแล้วรอเล่าผ่านไปหลายวัน เฉาเต๋อจู้ก็ยังไม่โผล่หัวมา จนเธอทนไม่ไหวต้องแอบย่องกลับมาดูที่บ้าน แล้วก็พบว่าผักกาดขาวต้มที่เธอทำไว้วันนั้นยังคงหกเลอะเทอะอยู่บนเตียงเตา ส่งกลิ่นเหม็นบูดเน่าคละคลุ้งไปทั่ว
กว่าเซี่ยเฉาจะรู้เรื่องนี้ สองผัวเมียคู่นั้นก็ทำสงครามเย็นกันมาเกือบอาทิตย์แล้ว แถมข่าวนี้เธอยังได้ฟังมาจากเพื่อนร่วมงานอีกที
“มิน่าล่ะ ช่วงนี้ฉันเห็นหัวหน้าโจวเสวี่ยฉินหน้าตาบอกบุญไม่รับเลย ก็คนเขาเป็นแม่สื่อชักนำให้สองคนนี้แต่งงานกัน พอผัวเมียทะเลาะกัน พี่ชายพี่สะใภ้ก็ต้องวิ่งโร่ไปฟ้องเธอแน่ๆ เผลอๆ คงโดนตำหนิด้วยแหละว่าดูแลคนของตัวเองยังไง ถึงปล่อยให้ทำงานจนโดนไล่ออก”
พี่กัวฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า
“โจวเสวี่ยฉินเองก็ใจร้ายใจดำเกินไป ถ้าตอนนั้นไม่จ้องจะยัดเยียดคนมาให้เสี่ยวเฉา ป่านนี้คงฝึกงานจนเก่งไปแล้ว”
มีคนสงสัยถามขึ้น
“เรื่องโดนไล่ออกมันก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเพิ่งจะมาทะเลาะกันเอาป่านนี้”
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ชนวนเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะมาจากเป็ดพะโล้เพียงไม่กี่ชิ้น
หลังจากถอนหายใจวิพากษ์วิจารณ์กันพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็เก็บกล่องข้าวแล้วเริ่มหยิบไอศกรีมแท่งขึ้นมากิน โรงงานอาหารมีสวัสดิการทำไอศกรีมแท่งขายเอง พนักงานจึงหาซื้อกินกันได้ไม่ยาก
ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว สหายร่วมงานที่ห่อข้าวมากินมื้อเที่ยงจึงตกลงกันว่าจะผลัดกันเป็นเจ้ามือเลี้ยงไอศกรีม จะได้ช่วยคลายร้อนกันบ้าง วันนี้วนมาถึงคิวของพี่กัวพอดี
แต่พอส่งมาถึงมือเซี่ยเฉา เธอกลับไม่ได้แกะกิน
“ฉันกะว่าจะเอาไปให้จี้เป่ยเขาน่ะค่ะ”
พี่กัวเอ่ยแซวทันที
“พ่อหนุ่มเฉินจี้เป่ยของเธอเขาไม่ขาดแคลนไอศกรีมแค่แท่งเดียวหรอกน่า”
เฉินจี้เป่ยไม่ขาดแคลนจริงๆ นั่นแหละ แต่ช่วงสองสามวันมานี้ เซี่ยเฉารู้สึกหน่วงๆ ที่ท้องน้อยแปลกๆ ร่างกายนี้ประจำเดือนขาดหายไปปีกว่าแล้ว ใครจะรู้ว่าบทมันจะมาก็อาจจะมาปุบปับ การงดของเย็นกันไว้ก่อนน่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดท้องทีหลัง
แต่เซี่ยเฉาก็คร้านจะอธิบายความจริง เรื่องบางเรื่องซุนชิงเคยใช้ประสบการณ์จริงสอนเธอมาแล้วว่าอย่าไปพยายามอธิบายเลย ยิ่งอธิบายก็ยิ่งดูเหมือนแก้ตัวและไม่จบไม่สิ้น
เมื่อเดินมาถึงโรงงานไม้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอโจวเสี่ยวเหมยกำลังเอาไอศกรีมมาส่งให้เฉาเต๋อจู้เหมือนกัน แถมในมือยังมีกล่องข้าวร้อนๆ ใบใหญ่อีกต่างหาก
สองคนนี้กำลังทำสงครามเย็นกันอยู่ไม่ใช่เหรอ หรือว่าวันนี้กะจะมาง้อขอคืนดี?
โจวเสี่ยวเหมยหันมาเห็นเซี่ยเฉาเข้าพอดี ในยามที่เธอกำลังตกต่ำและน่าสมเพชที่สุด คนที่เธอไม่อยากเจอหน้าที่สุดก็คือเซี่ยเฉา ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความโกรธปนความอับอาย ก่อนจะโพลงออกมา
“ต่อให้ปรนนิบัติพัดวีดีแค่ไหนจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเนื้อแท้มันเป็นแค่โคลนเหลวที่เอาไปฉาบกำแพงยังไงก็ไม่อยู่ ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง”
เซี่ยเฉาทำหน้าสงสัย
“นี่คุณกำลังว่ากระทบตัวเองอยู่เหรอคะ”
เธอยังไม่รู้ตัวเลยว่า แค่การทำอาหารในชีวิตประจำวันของเธอ จะกลายเป็นอาวุธทิ่มแทงโจวเสี่ยวเหมยได้ ถ้ารู้ล่ะก็... เธอคงจะขยันทำของอร่อยให้มากกว่านี้อีก
เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้จี้ใจดำเข้าอย่างจัง โจวเสี่ยวเหมยถลึงตาใส่เธอ ปากคอติดขัดจนพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่
ตอนที่พวกเธอเดินเข้ามา บริเวณหน้าโรงงานไม้มีรถม้าจอดอยู่หลายคัน คนงานกำลังช่วยกันขนถังไม้วางลงจากรถ เฉินจี้เป่ยกับเฉาเต๋อจู้ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน เซี่ยเฉาคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับโจวเสี่ยวเหมยอีก พอเห็นเฉินจี้เป่ยว่างมือ เธอจึงเดินตรงเข้าไปส่งไอศกรีมให้เขา
[จบบท]