หลังเหตุการณ์ “แมวยำอสูรล้มทั้งยืน” ที่ทำเอาหยางเฉินแทบคุกเข่ากราบแมวทีละตัว หวานใจก็ถูกเชิญตัวอย่างสุภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้วครึ่งหนึ่งคือลากไปด้วยความอยากรู้ ไปยังศาลเจ้าเสวียนซวี สถานที่ฝึกปราณและคัดเลือกผู้สืบทอดธาตุประจำอาณาจักรซิวหลง
และแน่นอน เธอพาน้องแมวไปด้วยครบทั้งยี่สิบตัว ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่ตัวเดียว “จะให้ทิ้งลูกไว้กลางป่าที่มีอสูรได้ยังไงคะ แม่ไม่ใช่คนแบบนั้น ไปไหนไปกัน ตายเป็นตาย” เธอประกาศกร้าว
แมวเดินเรียงแถวตามหลังเธออย่างเป็นระเบียบ หนึ่งเดียวขวาซ้ายพร้อมเพรียง ชนิดที่ชาวศาลเจ้าต้องออกมาตั้งขบวนต้อนรับแบบงง ๆ มีคนกระซิบกันระงมทั่วลานหน้าศาล
“พวกมัน...คือตัวอะไรกัน?” ศิษย์คนหนึ่งกระซิบ “คือแมวมั้ง...แต่มันไม่เหมือนแมวที่ข้าเคยเห็น” อีกคนตอบ “ดูที่หางนั่นสิเฮ้ย มีประกายพลังธาตุเปล่งวับ ๆ เลยนะ ข้าขนลุกหมดแล้ว”
หวานใจเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามราวนางเอกนิยายจีนยุคใหม่ ในชุดเสื้อยืดลายแมวกับกางเกงลายสก็อตที่ตอนนี้กลายเป็นเครื่องแบบประจำตัวไปแล้ว เธอโบกมือทักทายชาวศาลเจ้าเหมือนดารามาเปิดงาน “สวัสดีค่ะทุกคน แมวฉันเองค่ะ ไม่ต้องกลัว พวกเขาไม่กัดคนดีหรอก แต่จะกัดคนเงียบ ๆ ที่แอบวางยาในข้าวเปียกนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วย”
ชาวศาลเจ้ากลืนน้ำลายกันเป็นแถวเรียงหนึ่ง ถอยหลังกรูดไปคนละก้าวสองก้าวอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเข้ามาถึงศาลเจ้าหลัก หยางเฉินพาเธอไปยังแท่นตรวจธาตุวิญญาณ ลูกแก้วใสขนาดเท่าหม้อข้าวตั้งเด่นอยู่กลางแท่นหิน “ตามธรรมเนียม ผู้จะเป็นศิษย์ศาลเจ้าต้องทดสอบธาตุก่อน” หยางเฉินอธิบาย “คนทั่วไปจะปรากฏเพียงหนึ่งธาตุ ผู้มีพรสวรรค์อาจได้สอง ส่วนคนที่ได้สามธาตุนั้น ทั้งชั่วอายุคนอาจเจอสักครั้ง”
“อ๋อ แบบวัดดวงว่าเราสายไหนใช่มั้ยคะ” หวานใจพยักหน้าเข้าใจ “เหมือนทำแบบทดสอบในเฟซบุ๊กว่าคุณเป็นบ้านไหนในโรงเรียนเวทมนตร์อะไรงี้ ป้าถนัด เอาเลยค่ะ ป้าพร้อม”
“แต่ข้าเตือนก่อนนะคะ” เธอหันมากระซิบกับหยางเฉิน “ถ้าลูกแก้วมันแตกขึ้นมาอย่าโทษฉันนะ ของในบ้านฉันพังเพราะแมวมานับไม่ถ้วนแล้ว จนฉันเชื่อว่าตัวเองมีดวงทำลายข้าวของ” หยางเฉินยิ้มมุมปาก “แค่ลูกแก้วธรรมดา จะไปแตกได้อย่างไร มันทนพลังมาแล้วนับพันปี” หวานใจยักไหล่ “ก็ได้ค่ะ ป้าเตือนแล้วนะ”
เธอเดินเข้าไปวางมือบนลูกแก้วอย่างมั่นใจ แต่ยังไม่ทันจะตั้งจิตอธิษฐาน...
“ปิ๊งงงงงงงงงงงง!!!”
เสียงแท่นตรวจสั่นสะเทือนดังลั่นจนนกทั้งฝูงบินหนีออกจากป่าหลังศาลเจ้า ลูกแก้วเปล่งแสงหลากสีซ้อนกันหมุนวนเหมือนสายรุ้งพันเกลียว สว่างจ้าจนทุกคนต้องเอามือบังตา
สีแดงพวยพุ่งขึ้นก่อน ตามด้วยสีฟ้าคราม แล้วสีเขียวขจี สีม่วงเข้มทะมึน และสีเงินวาววับ ห้าสีหมุนวนตีกันวุ่นวายราวกับดิสโก้เธคเปิดใหม่
“ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุพฤกษา ธาตุมืด ธาตุมิติ...ครบห้าธาตุ!” อาจารย์เฒ่าผู้ดูแลแท่นตะโกนจนเคราสะบัด มือสั่น “ห้าธาตุในคนเดียว ข้าอยู่มาร้อยกว่าปียังไม่เคยเห็น!”
แต่ยังไม่ทันจบ ลูกแก้วก็เปล่งแสงสีทองบางเบาแทรกขึ้นมาอีกสี เป็นสีที่นวลตาแต่ทรงพลัง แผ่รัศมีอบอุ่นไปทั่วศาลเจ้า สีที่ไม่มีใครในที่นั้นเคยเห็นมาก่อนในชีวิต
“สี...สีทอง...” อาจารย์เฒ่าเสียงสั่น หน้าซีดเผือด ถอยหลังจนเกือบล้ม “นี่มัน...ธาตุเทพนิรนาม! ธาตุต้องห้ามในตำนานที่หายไปจากโลกปราณกว่าพันปี! เป็นไปได้อย่างไร!”
หวานใจงงเป็นไก่ตาแตก แต่ยังพยักหน้าหงึกหงักด้วยสีหน้าของสาวน้อยผู้เคยดูซีรีส์ “สำนักเทพหมื่นธาตุ” จบมาแล้วครบทุกซีซั่นรวมภาคพิเศษ “หนูรู้ค่ะอาจารย์ ธาตุเทพนี่แปลว่า...แรร์ใช่มั้ยคะ แบบว่าดรอปยากมากในเกม เจอทีนึงนี่แคปหน้าจอโพสต์อวดได้เลยใช่มั้ย”
“แรร์...” อาจารย์เฒ่ากลืนน้ำลาย พยักหน้าหงึก ๆ “หายากยิ่งนัก...ราวกับข้าได้เจอแมวใส่แว่นอ่านตำรา หายากถึงเพียงนั้น”
“อ๋อ แมวฉันใส่แว่นไม่เป็นหรอกค่ะ แต่ใส่หน้าเบ้ทุกตัวเวลาให้กินยา” หวานใจตอบหน้าตายจนอาจารย์เฒ่าไม่รู้จะรับมุกยังไง ได้แต่ลูบเคราแล้วพึมพำกับตัวเองว่าโลกปราณกำลังจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
“ธาตุเทพนิรนามในตำนานเล่าว่า ผู้ครอบครองจะเป็นทั้งความหวังและหายนะของโลกปราณ” อาจารย์เฒ่าเอ่ยเสียงสั่น “ป่านนี้ข่าวคงแพร่ไปถึงหูสามสำนักใหญ่แล้ว แม่นางเอ๋ย ต่อจากนี้ชีวิตเจ้าจะไม่มีวันสงบอีกเลย” หวานใจถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็เหมือนเดิมนั่นแหละค่ะอาจารย์ ตั้งแต่มีแมวยี่สิบตัว ชีวิตฉันไม่เคยสงบมาสิบปีแล้ว ชินค่ะ”
ทันทีที่ตรวจธาตุเสร็จ ศิษย์ทั้งศาลเจ้าก็กรูเข้ามารุมล้อมหวานใจราวกับแฟนคลับล้อมดารา บ้างยื่นตำราวิชาให้ บ้างเอาของกินมาประเคน บ้างคุกเข่าขอฝากตัวเป็นศิษย์ และบางคน...ก็เอื้อมมือจะอุ้มแมวไปเลี้ยงเสียเฉย ๆ
“เฮ้ย! อย่าหวังแมวฉันนะคะ!” หวานใจกางแขนปกป้องเหมียวสุดฤทธิ์ “แม่ดูแลเองได้ค่ะ ไม่ต้องมาเปย์ ไม่ต้องมาแย่ง ใครแตะแมวฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจอดีแน่!” แล้วเธอก็ตะโกนสั่งการ “โซระจัง! จัดการที!”
เจ้าโซระจังวาร์ปหายวับจากไหล่เธอ แล้วโผล่ไปตบหน้าศิษย์รุ่นน้องที่เอื้อมมือมาเบา ๆ หนึ่งฉาด ศิษย์คนนั้นร้อง “เหมียวแม่เอ๊ยยย!” แล้ววิ่งหนีกลับกุฏิไม่คิดชีวิต เรียกเสียงฮากันทั้งลาน
หยางเฉินยืนกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงก่ำ ไหล่สั่นระริก “ข้า...ข้าไม่เคยเห็นศาลเจ้าวุ่นวายขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต”
แต่เรื่องวุ่น ๆ เพิ่งจะเริ่ม เมื่อกลุ่มศิษย์อาวุโสของศาลเจ้าอีกพวกเดินแทรกฝูงคนเข้ามา นำหน้าโดยชายในชุดคลุมสีลมฟ้าอ่อน มือถือพัดไม้ไผ่ ท่าทางสำรวมแต่แฝงความหยิ่งยโส
“ขออภัยที่เสียมารยาท” เขาเอ่ยพร้อมกางพัดช้า ๆ “ข้านามว่าเซียวหลานเฟิง ผู้ใช้ธาตุลมแห่งศาลเจ้านี้ ได้ข่าวว่าที่นี่มีแมวธาตุมืดอันหายาก ข้าจึงอดใจมาชมด้วยตาตัวเองไม่ได้”
หวานใจยืนกอดอกทันที ยักคิ้วใส่ “มีค่ะ แต่ตอนนี้น้องกำลังหลับพักผ่อน ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ กรุณานัดหมายล่วงหน้าผ่านผู้จัดการส่วนตัวนะคะ ซึ่งก็คือฉันเอง แล้วฉันก็ไม่ว่างค่ะ”
เซียวหลานเฟิงหรี่ตาลง รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากดูไม่จริงใจเอาเสียเลย “ข้ารู้ว่าเจ้าครอบครองของล้ำค่า และเจ้าคงไม่เข้าใจว่าพลังนั้นมีผลต่อสมดุลของโลกปราณเพียงใด สิ่งนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่หญิงต่างแดนอย่างเจ้าจะแบกรับไหว”
“ไม่เข้าใจค่ะ” หวานใจตอบหน้าตาย “แต่แมวฉันเข้าใจนะ เพราะพวกมันกำลังขู่ฟ่อ ๆ ใส่คนที่พูดอ้อมโลกอยู่ ดูสิคะ เจ้าพี่โทนขนตั้งแล้ว มันไม่ชอบคนที่พูดยาว ๆ แต่ไม่เข้าเรื่องน่ะค่ะ”
เจ้าพี่โทน แมวลายสลิดหน้าดุหัวหน้าก๊วน ทำเสียงในลำคอ “กรรร์...” พร้อมจ้องเซียวหลานเฟิงเขม็ง เขาถอยไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนตั้งหลักใหม่ น้ำเสียงเย็นลง “หากเจ้าปฏิเสธที่จะมอบสัตว์วิญญาณเหล่านี้ให้ศาลเจ้าดูแล...ข้าอาจจำต้องใช้วิธีอื่น”
หยางเฉินก้าวเข้ามาขวางทันที ใบหน้าเคร่งขรึม “อย่าแม้แต่จะคิด เซียวหลานเฟิง นางคือผู้ถูกเลือกโดยสวรรค์ ธาตุเทพนิรนามปรากฏในตัวนางต่อหน้าคนทั้งศาล และแมวเหล่านั้นก็ไม่เชื่องกับใครง่าย ๆ”
แมวทั้งยี่สิบตัวในห้องส่งเสียง “ฮึ!” พร้อมกันเป็นเสียงเดียว เหมือนพวกมันฟังภาษาคนออกทุกคำ ซึ่งก็ฟังออกจริง ๆ นั่นแหละ เซียวหลานเฟิงกวาดตามองฝูงแมวที่จ้องเขาตาเขียว แล้วสะบัดพัดหุบลง “เราจะได้เจอกันอีก แม่นางไป๋ลู่” ก่อนหมุนตัวจากไปพร้อมกลุ่มศิษย์อาวุโส
“ค่ะ ไม่ต้องมาก็ได้นะคะ ฉันไม่คิดถึง” หวานใจตะโกนตามหลัง แล้วพึมพำ “ตัวละครประเภทนี้แหละที่จะกลับมาก่อกวนตอนหน้า ฉันอ่านนิยายมาเยอะ รู้ทันหมดจ้ะ”
คืนนั้น หวานใจนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางลานศาลเจ้า พิงรากไม้อุ่น ๆ วางถ้วยข้าวเปียกแมวเรียงเป็นแถวยาวตรงหน้า ปล่อยน้องแมวกินกันอย่างสงบสุขใต้แสงจันทร์ แต่ในใจเธอกลับไม่สงบตาม
“ฉัน...ต้องมาปกป้องโลกปราณทั้งใบเนี่ยนะ” เธอถอนหายใจยาว “แต่ที่บ้านฉันยังมีค่างวดรถ ค่ายากันหมัด ค่าวัคซีนแมวยี่สิบตัว ค่าทรายอีกยี่สิบถุงต่อเดือน...ใครจะจ่ายให้เนี่ย โลกปราณมีพร้อมเพย์มั้ยเนี่ย”
ทันใดนั้น เจ้าฮารุจัง แมวธาตุน้ำ ก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา วางอุ้งเท้านุ่ม ๆ ลงบนหลังมือเธอเบา ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมใสส่งประกายอ่อนโยน
“เมี๊ยว...อยู่ด้วยกันนะแม่” เสียงกระซิบดังก้องขึ้นในหัวหวานใจ นุ่มนวลราวสายน้ำ
หวานใจนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วน้ำตาก็ค่อย ๆ คลอเบ้า เธอลูบหัวเจ้าฮารุจังเบา ๆ “แกพูดกับแม่ได้ด้วยเหรอลูก...” แล้วเสียงหัวเราะก็ปนขึ้นมากับน้ำตา “เอาจริง ๆ อยู่ที่ไหนก็ได้แหละเนอะ ถ้ามีพวกแกอยู่ด้วย บ้านก็คือที่ที่มีลูก ๆ นั่นแหละ”
เธอเช็ดน้ำตา ยืนขึ้น สูดหายใจลึก แล้วชูกำปั้นขึ้นฟ้าอย่างฮึกเหิม “โอเคลูก! ถ้าต้องเป็นเจ้าแม่แมวแห่งโลกปราณ...ก็เอาเลยเว้ย! ใครจะมาแย่งแมวฉัน เจอกันหมดทุกสำนัก ย่าคนนี้ไม่กลัวใครทั้งนั้น!” เสียงเธอก้องไปทั้งลาน จนน้องแมวเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันด้วยสายตา “แม่โอเคปะเนี่ย” ก่อนจะก้มลงกินข้าวเปียกต่ออย่างไม่แคร์โลก