“ช่วยด้วย!”
อวิ๋นฮวนฮวนอาศัยความที่ตัวเล็ก คล่องแคล่ว วนหลบชายร่างกำยำ ก่อนจะใช้ขาสั้นๆ วิ่งพรวดไปหาผู้จัดการโรงแรมรับรอง แล้วหลบไปอยู่ด้านหลังเขา ตัวสั่นงันงก
“ช่วยฉันด้วยค่ะ พวกเขาเป็นพ่อค้ามนุษย์!”
เพราะเธอตื่นเต้นเกินไป ยังเผลอชนของบนเคาน์เตอร์หล่นกระจาย เกิดเสียงดังสนั่น จนลูกค้าที่เดินเข้าออกต่างหยุดฝีเท้าแล้วหันมามุงดู
แววตาของหลินเจินฉายประกายขุ่นเคือง ก่อนรีบอธิบายเสียงดัง
“ทุกคนอย่าเข้าใจผิดนะคะ นี่เป็นหลานสาวของฉันเอง เธอหนีออกจากบ้าน พวกเราตามหากันทั้งคืน กำลังจะพาเธอกลับบ้านค่ะ”
เธอหวังจะใช้คำพูดเดิมหลอกให้ผ่านไป
“สหายคนนี้เป็นพยานให้ฉันได้”
เธอชี้ไปที่พนักงานบริการที่เพิ่งช่วยตรวจทะเบียนเข้าพัก
พนักงานสาวยังอายุน้อย ใจดี และอาจเพิ่งเริ่มทำงาน จึงยังซื่อเกินไป เธอพยักหน้าโดยไม่ทันคิด
“ใช่ค่ะ น้องยังเด็ก อย่าวิ่งเพ่นพ่านข้างนอกเลย ข้างนอกไม่ปลอดภัย รีบกลับบ้านกับคุณป้าดีกว่านะ”
เธอหวังดีจริงๆ โดยไม่รู้เลยว่ามีอะไรผิดปกติ
ดวงตาของอวิ๋นฮวนฮวนเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“แต่ฉันไม่รู้จักพวกเขาค่ะ เธอไม่ใช่ป้าของฉัน แล้วฉันก็หน้าตาไม่เหมือนเธอเลยสักนิด”
ความวุ่นวายครั้งนี้ดึงดูดผู้คนเข้ามาไม่น้อย ทุกคนชี้ไม้ชี้มือ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด
หลินเจินร้อนใจมาก แต่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอไม่อาจใช้วิธีรุนแรงได้
“รู้ไหมว่าปู่กับย่าของเธอล้มป่วยเพราะเป็นห่วงเธอ? เลิกดื้อได้แล้ว กลับบ้านกับฉัน”
เฉินชุนหงเริ่มหมดความอดทน
“จะพูดมากทำไม รีบพาตัวไป!”
ยังไม่ทันที่ชายร่างกำยำจะเข้าใกล้ อวิ๋นฮวนฮวนก็ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว กรีดร้องเสียงดัง
“ฉันสาบานค่ะ ฉันไม่รู้จักพวกเขาจริงๆ พวกเขาจะลักพาตัวฉัน เอาฉันไปขายบนภูเขา พ่อกับแม่ของฉันเป็นทหารที่ปกป้องประเทศ ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ก็ไปเรียกคุณตำรวจจากสถานีข้างๆ สิคะ พวกเขาต้องกลัวแน่!”
ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองหลินเจินและพวก
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "ตำรวจ" สีหน้าของเฉินชุนหงก็เปลี่ยนไปในทันที
“อย่า... อย่าเรียกตำรวจเลย พวกเราไม่ใช่พ่อค้ามนุษย์ แค่อยากจับยัยเด็กนี่ขังไว้แล้วตีสั่งสอน...”
สีหน้าที่ลนลาน ทั้งหวาดกลัวและรู้สึกผิด ทำให้ใครเห็นก็รู้ว่ามีพิรุธ
ช่างเป็นพวกเดียวกันที่คอยถ่วงความเจริญจริงๆ...
อวิ๋นฮวนฮวนถึงกับพูดไม่ออก พอคำพูดนี้หลุดออกมา ฝูงชนก็เดือดทันที
อวิ๋นฮวนฮวนทั้งผอม ทั้งตัวเล็ก แถมยังอายุน้อย ร้องไห้จนน่าสงสาร ขณะที่อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่สี่คน แข็งแรงกำยำ สี่ต่อหนึ่ง อย่างไรก็เห็นชัดว่าอวิ๋นฮวนฮวนคือฝ่ายอ่อนแอ
ผู้คนย่อมเห็นใจคนอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นลูกของทหารอีก
ทหารปกป้องประเทศ ปกป้องประชาชน แต่กลับปกป้องลูกของตัวเองไม่ได้ เช่นนั้น ประชาชนอย่างพวกเขาก็จะช่วยปกป้องลูกของทหารเอง!
เดิมทีคนที่ยืนดูเฉยๆ ต่างกรูกันเข้ามาอย่างฮึกเหิม
“ที่แท้ก็พ่อค้ามนุษย์! ตีพวกมัน!”
หลินเจินแทบทรุด
“ไม่... ไม่ใช่นะ...”
ทุกคนเกลียดพ่อค้ามนุษย์เข้ากระดูกดำ จึงพุ่งเข้าไปล้อมหลินเจินทั้งสี่คน แล้วรุมกระทืบไม่ยั้ง
จำนวนคนมากกว่า แรงก็เหนือกว่า หลินเจินกับพวกไม่มีทางสู้ ถูกกดเอาไว้จนโดนซ้อมฝ่ายเดียว
เหตุการณ์พลิกผันเร็วเกินไป
เพียงชั่วพริบตา หลินเจินที่มั่นใจในตัวเองมาตลอด ก็ถูกกลืนหายเข้าไปในมหาสมุทรแห่งมวลชน
จนกระทั่งตำรวจจากสถานีข้างๆ ได้ข่าว รีบวิ่งมาถึง พวกเขายืนดูอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปแยกผู้คนออก
ทั้งสี่คนถูกซ้อมจนหน้าปูดตาบวม เสื้อผ้ายับเยิน ดูน่าเวทนาอย่างยิ่ง
ใบหน้าสวยหวานของหลินเจินบวมจนแทบจำไม่ได้ เฉินชุนหงถูกกระชากผมจนกลางศีรษะล้านเป็นหย่อม เสื้อผ้าขาดวิ่น ส่วนผู้ชายสองคนใบหน้าถูกเล็บข่วนเป็นรอย เลือดไหลอาบ ดูน่าสมเพชสุดๆ
หลินเจินลูบแก้มที่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วใบหน้า
เธอหาเลี้ยงชีพด้วยหน้าตา ความแค้นในใจพลุ่งพล่าน
“อวิ๋นฮวนฮวน เธอโกหก! ยัยเด็กจอมโกหก! กล้าหลอกคนตั้งมากมายได้ยังไง?”
อวิ๋นฮวนฮวนหลบอยู่ด้านหลังตำรวจ โผล่ออกมาเพียงศีรษะ
“คุณเป็นใครเหรอ? พวกเราเคยเจอกันด้วยหรือ?”
“เธอเป็นหลานแท้ๆ ของฉัน ฉันเป็นป้าแท้ๆ ของเธอ!”
หลินเจินกัดฟัน ก่อนหยิบบัตรประจำตัวการทำงานออกมา
“สหายตำรวจคะ ฉันชื่อหลินเจิน เป็นสมาชิกคณะศิลปะของเขตทหาร นี่คือบัตรประจำตัวของฉัน ฉันเป็นคนที่มีภูมิหลังบริสุทธิ์ ได้รับการอบรมจากพรรคมาหลายปี ผ่านการทดสอบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน”
เดิมทีเธอไม่คิดจะเปิดเผยตัวตน ยิ่งทำเรื่องนี้เงียบเท่าไรยิ่งดี
แต่ตอนนี้เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว หากจัดการไม่ดีคงลำบาก
เธอไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวไปทั่ว
ตำรวจรับบัตรไปตรวจอย่างละเอียด พบว่าเป็นของจริง จึงยิ่งสับสนกว่าเดิม
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ต้องยอมรับว่างานของหลินเจินมีพลังในการสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้คนเชื่อเธอได้ง่าย
หลินเจินแค้นจนแทบกระอัก แต่ยังฝืนยิ้ม
“เด็กคนนี้ดื้อมาตั้งแต่เล็ก ชอบโกหกจนเป็นนิสัย หลอกทุกคนได้อยู่หมัด ฉันขออภัยทุกคนแทนเธอด้วยนะคะ หลังจากนี้จะอบรมสั่งสอนเธอให้ดี”
ผู้คนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“เป็นป้าหลานกันจริงเหรอ? แล้วทำไมผู้หญิงคนเมื่อกี้ถึงพูดว่าจะจับเธอไปขังแล้วตีล่ะ?”
หลินเจินจำเรื่องนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ ก่อนฝืนยิ้มแล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เด็กคนนี้ไม่รู้ความ พอโกรธก็หนีออกจากบ้าน แล้วยังเที่ยวพูดจาเหลวไหล สิ่งที่พวกเราทำก็เพื่อเธอทั้งนั้น ขอให้ทุกคนให้อภัยเธอสักครั้งนะคะ”
คำอธิบายฟังดูมีเหตุผล
ลูกค้าที่เพิ่งลงมือรุมตีเมื่อครู่ต่างรู้สึกกระดาก
“เด็กคนนี้เป็นอะไรไปนะ ทำเอาพวกเราเข้าใจผิด ขอโทษจริงๆ”
“ที่แท้ผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่พูดความจริง เด็กสมัยนี้ดื้อกันขนาดนี้เลยเหรอ ทำเอาพวกเราหน้าแตกไปด้วย”
“เด็กต้องอบรมเข้มงวด ไม่อย่างนั้นโตไปจะไม่เห็นหัวใคร”
เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มเชื่อ หลินเจินก็รู้สึกสะใจ รีบคว้าแขนอวิ๋นฮวนฮวนแน่น
“กลับกับฉัน”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างประหลาดใจ
“สหายหลินเจิน เมื่อวานคุณยังบอกว่าไม่รู้จักเธอเลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็นป้าหลานกันแล้ว?”
ผู้พูดคือทหารนายหนึ่งในเครื่องแบบ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุน งง
หัวใจของหลินเจินเย็นวาบ ทำไมถึงบังเอิญขนาดนี้?
ตำรวจจับพิรุธได้ทันที จึงถามขึ้น
“คุณเป็นใครครับ?”
“ผมเป็นทหารจากบ้านพักเขตทหาร ชื่อจ้าวต้าเป่า รู้จักผู้หญิงสองคนนี้ทั้งคู่”
เขาหยิบบัตรประจำตัวออกมายืนยันตัวตน
ทุกคนฟังจนมึน งง ลูกค้าคนหนึ่งทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว
“ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
จ้าวต้าเป่าก็คือทหารยามเมื่อวาน เขาเป็นคนที่โทรศัพท์ติดต่อหลายสาย จึงรู้เรื่องราวทั้งหมดดีที่สุด
“เมื่อวานเด็กคนนี้มาที่บ้านพักเขตทหาร บอกว่าตัวเองเป็นลูกสาวแท้ๆ ของผู้บังคับกองพันอวิ๋นที่พลัดพรากจากครอบครัว”
เขาหันไปมองหลินเจิน
หลินเจินกำลังส่งสายตาให้เขาอย่างแรง แต่เขาซื่อตรงเสียจนไม่เข้าใจความหมาย
“ตอนผมถามยืนยันกับสหายหลินเจิน เธอบอกว่าไม่รู้จักเด็กคนนี้ แล้วยังด่าว่าเป็นเด็กต้มตุ๋น พร้อมจะเรียกตำรวจมาจับด้วย”
ทุกคนยิ่ง งง กว่าเดิม
“แล้วทำไมต้องไปถามเธอล่ะ?”
จ้าวต้าเป่าตบหน้าผากตัวเองด้วยความเสียดาย
“โอ๊ย ผมลืมบอกไป สหายหลินเจินเป็นภรรยาของผู้บังคับกองพันอวิ๋น”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม
“อะไรนะ? งั้นเป็นแม่ลูกแท้ๆ กันหรือ? แล้วทำไมถึงบอกว่าเป็นป้าหลาน?”
จ้าวต้าเป่ารีบโบกมือ เหงื่อแตกพลั่ก พูดตะกุกตะกัก
“ไม่ใช่ๆ แต่งงานทีหลังครับ เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกที่เธอคลอด”
คำพูดเพียงประโยคเดียว สร้างคลื่นลูกใหญ่ในหมู่ผู้คน
เสียงอุทานดังขึ้นไม่ขาดสาย พลิกเกม! แล้วก็พลิกอีก!
เรื่องราวหักมุมแล้วหักมุมอีก สนุกจนทุกคนแทบละสายตาไม่ได้
ในหัวของทุกคนต่างแต่งเติมเรื่องราวขึ้นเองทันที
แม่เลี้ยงใจร้าย ปะทะ ลูกเลี้ยงผู้น่าสงสาร!
อวิ๋นฮวนฮวนทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ
“ที่แท้คุณก็เป็นแม่เลี้ยงของฉันนี่เอง สวัสดีค่ะ คุณแม่เลี้ยง”
เธอกล่าวทักทายอย่างสุภาพ สีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเธอ ทำให้ทุกคนอดเป็นห่วงไม่ได้
จู่ๆ อวิ๋นฮวนฮวนก็ร้องอย่างสงสัย
“แล้วทำไมคุณไม่บอกตรงๆ ว่าเป็นแม่เลี้ยงของฉัน แต่กลับแกล้งเป็นป้าจะพาฉันไปขังล่ะ? จะขังจริงๆ หรือว่าจะขายฉันกันแน่? ฉันยังเด็ก ไม่เข้าใจวิธีคิดแบบนี้เลย”
ยิ่งพูด เธอก็ยิ่งน้อยใจ ทั้งหวาดกลัว ทั้งโกรธเล็กน้อย
คำพูดของเธอทำให้สีหน้าของผู้คนซับซ้อนจนบรรยายไม่ถูก
ทุกคนอดเป็นห่วงอวิ๋นฮวนฮวนไม่ได้
เด็กสาวใสซื่อแบบนี้ จะสู้แม่เลี้ยงใจร้ายได้อย่างไร?
ลูกค้าที่เมื่อครู่ยังตำหนิอวิ๋นฮวนฮวนต่างรู้สึกเสียใจ
“หนูเอ๊ย แม่เลี้ยงคนนี้ใจดำเกินไป ต่อไปต้องระวังตัวให้มากนะ”
“ไม่ใช่ว่าแม่เลี้ยงทุกคนจะเลว แต่แม่เลี้ยงของหนูคนนี้ไม่ดีแน่ ระวังเธอไว้ อย่าให้เธอเอาไปขายเสียล่ะ”
พูดต่อหน้าหลินเจินแบบไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
หลินเจินทั้งอับอายทั้งโกรธ หัวใจเย็นเฉียบ
“เข้าใจผิดค่ะ เข้าใจผิดจริงๆ”
พนักงานสาวค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างลังเล
“แต่... เมื่อกี้พวกคุณยังคิดจะมัดตัวเด็กคนนี้เลยนะ”
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความละอาย จนแทบร้องไห้
“สหายตำรวจคะ พวกเขาบอกฉันว่าเด็กคนนี้หนีออกจากบ้าน ฉันก็เลยหวังดี ช่วยตรวจทะเบียนให้ แถมยังเกือบจะพาเข้าไปมัดตัวเธออีก ฉันเกือบกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแล้ว”
“ขอโทษนะจ๊ะ หนูน้อย”
คำพูดของเธอเป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า หลินเจินต่างหากที่โกหกทั้งเรื่อง และยังใส่ร้ายกลับอีกฝ่าย
อวิ๋นฮวนฮวนส่ายหน้าเบาๆ ก่อนพูดอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่โทษพี่หรอก พวกเราล้วนเป็นเด็กดีที่ใสซื่อเหมือนกัน”
น้ำตาของพนักงานสาวไหลพรากทันที เธอรู้สึกผิดจนแทบอยากตบหน้าตัวเอง
เด็กดีขนาดนี้ เกือบถูกเธอทำร้ายเสียแล้ว
ใบหน้าของหลินเจินร้อนผ่าว อับอายจนแทบไม่มีที่ยืน แอบกัดฟันกรอด
“ฮวนฮวน เด็กดี ฟังฉันอธิบายก่อน...”
ต้องหลอกให้เด็กคนนี้ยอมก่อน แล้วค่อยหาทางผ่านเรื่องตรงหน้าไป
ทันใดนั้น แสงแฟลชก็วาบขึ้น
แชะ!
ภาพทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในเสี้ยววินาที
หลินเจินได้ยินเสียงชัตเตอร์อันคุ้นเคย ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ก่อนหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ
แสงแฟลชสว่างวาบอีกหลายครั้ง
ภาพอันน่าอับอายของเธอถูกถ่ายไว้ทั้งหมด
คราวนี้ขายหน้าจนหมดสิ้น
ตรงประตูมีผู้สื่อข่าวหลายคนยืนถือกล้องถ่ายรูปอยู่ ต่างกดชัตเตอร์ไม่หยุด
หลินเจินรีบยกมือปิดหน้า พลางร้องอย่างตื่นตระหนก
“อย่าถ่าย! อย่าถ่ายแล้ว!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนงุน งง
เฉินชุนหงหน้าแดงก่ำด้วยความร้อนใจ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเลย
“พวกคุณเป็นใคร?”
“พวกเรามาจากหนังสือพิมพ์หวยหนานเดลี่”
“พวกเรามาจากหนังสือพิมพ์เจียงหนานเดลี่”
“พวกเรามาจากหนังสือพิมพ์เฉิงเจียงเดลี่”
เล่นเอาทุกคนอึ้ง
ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ใหญ่ถึงสามสำนักมากันพร้อมหน้า แถมจังหวะก็เหมาะเสียด้วย
ต่อให้หลินเจินจะเจ้าเล่ห์แค่ไหน ตอนนี้สมองของเธอก็ว่างเปล่า
มีเพียงความคิดเดียวผุดขึ้นมา
จบเห่แล้ว!
“ผู้บังคับกองพันอวิ๋นมาแล้ว! ผู้บังคับกองพันอวิ๋นมาแล้ว!”
พ่อแท้ๆ ที่วันๆ ไม่รู้มัวแต่ยุ่งอะไร ในที่สุดก็โผล่มาสักทีหรือ?
แล้วเขามาเพื่อใครกันแน่?
อวิ๋นฮวนฮวนเบิกตากว้างมองไปทางประตู อดตั้งตารอปฏิกิริยาของเขาไม่ได้...