ความรักหรือ?
คนโง่จริงๆ
ฉู่สือเองก็รู้สึกเสียดาย เพียงหวังว่าเขาจะยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลลับสำคัญอะไรออกไป
“ตอนที่อยู่ในกองทัพ เขาติดต่อกับอู๋เจวียนหรือเปล่า?”
“เขาประจำการอยู่ชายแดน ส่วนอู๋เจวียนอยู่ในเมืองหลวงมาตลอด ทั้งสองติดต่อกันทางจดหมาย”
ฉู่สือขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นในใจ
“หลายปีมานี้ เกรงว่าเขาคงเผลอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชายแดนไปโดยไม่รู้ตัว ไปตรวจสอบอีก”
“ครับ”
งานยุ่งลากยาวจนถึงช่วงเย็น พอฉู่สือดูเวลา ก็หกโมงแล้ว เขารีบสวมเสื้อโค้ตแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นแสงไฟดวงหนึ่งส่องผ่านกระจกหน้าต่าง ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันเอ่อล้นจากก้นบึ้งหัวใจ แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นฮวนฮวนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างหน้าต่างเห็นเขา ดวงตาเป็นประกายขึ้นทันที โบกมือให้เขาอย่างร่าเริง
“ฉู่สือกลับมาแล้ว! เร็วๆ ไปล้างมือได้แล้ว มากินข้าวกัน”
ชั่วขณะนั้น ความหมายของคำว่า ‘บ้านที่อบอุ่น’ กลับเป็นรูปธรรมขึ้นมา
มีคนหนึ่งคอยรอเขากลับบ้าน
มีใบหน้ายิ้มแย้มงดงามราวดอกไม้รอต้อนรับเขา
เขารับกะละมังน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูที่เธอยื่นมาให้ ล้างหน้าและล้างมือ ก่อนเอ่ยถาม
“วันนี้มีอะไรอร่อยบ้าง?”
วันนี้อวิ๋นฮวนฮวนกลับถึงบ้านเร็ว พอมาถึงก็หกโมงพอดี ตอนนี้หิวจนท้องร้องแล้ว
“ซี่โครงหมูตุ๋นไข่ ไก่ตุ๋นมันฝรั่ง ผัดถั่วงอก แล้วก็แกงเต้าหู้”
เธอพูดเจื้อยแจ้วด้วยความอารมณ์ดี รอคอยมื้อใหญ่ตรงหน้าแทบไม่ไหว
“พี่จินอวี้เก่งมากเลยนะ ถั่วงอกก็เพาะเองด้วย”
“งั้นฉันต้องลองชิมแล้ว”
เดิมทีบ้านสามห้องมีเตียงเตาอุ่นทุกห้อง ห้องนอนเดิมยกให้อวิ๋นฮวนฮวนพัก ส่วนหวังเสี่ยวหู่กับจินอวี้นอนบนเตียงเตาอุ่นในห้องครัว เพราะเตียงนั้นใหญ่ที่สุด
ส่วนฉู่สือนอนในห้องเก็บของที่ใช้เป็นห้องรับแขกด้วย อย่างไรก็เป็นแค่การพักชั่วคราว รอเข้าฤดูใบไม้ผลิค่อยว่ากันใหม่
เดิมทีเขาเป็นชายโสด ข้าวของมีไม่มาก ไม่เคยทำอาหารกินเอง ภายในบ้านจึงทั้งเย็นเยียบและว่างเปล่า
แต่ตอนนี้มีคนเพิ่มขึ้นอีกสามคน บ้านทั้งหลังกลับคึกคักขึ้นมาทันที
ฉู่สือนั่งลงที่โต๊ะอาหาร คีบมันฝรั่งเข้าปากคำหนึ่ง ทุกคนก็เริ่มลงมือกินพร้อมกัน
อวิ๋นฮวนฮวนคีบซี่โครงขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ซี่โครงถูกทอดมาก่อนจนกรอบนอกนุ่มใน กัดคำเดียวก็หอมฟุ้งเต็มปาก
เธอยิ้มกว้าง เอ่ยชมอย่างจริงใจว่า
“พี่จินอวี้ทำอาหารเก่งมากเลยค่ะ ฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ สมกับเป็นทายาทเชฟหลวง ช่างเก่งจริงๆ พี่สุดยอดเลย”
พูดจบก็ยกนิ้วโป้งให้ สีหน้าชื่นชมเต็มที่
จินอวี้ยิ้มจนแก้มแทบปริ อวิ๋นฮวนฮวนชมเธอทุกมื้อ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีคนชื่นชมฝีมือของเธอจากใจจริง ทำเอาเธอมีความสุขจนหัวใจเบ่งบาน
จะมีเด็กสาวน่ารักแบบนี้ได้อย่างไรกัน? เธอเอ็นดูอวิ๋นฮวนฮวนมากเหลือเกิน
พอมีความสุข ก็มีกำลังใจทำงานมากขึ้น
“พรุ่งนี้พวกเธอกลับบ้านกันให้เร็วหน่อยนะ พวกเราจะทำอาหารจากหมูที่เพิ่งเชือด”
พอได้ยินเช่นนั้น น้ำลายของอวิ๋นฮวนฮวนแทบไหล
“หมูมาจากไหนคะ?”
หวังเสี่ยวหู่ยิ้มตอบ
“วันนี้ผมไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พรุ่งนี้เขาจะเชือดหมู ผมจองไว้ล่วงหน้าครึ่งตัวแล้ว ใกล้ตรุษจีนแล้ว ก็ต้องตุนเนื้อไว้เยอะหน่อย”
ในเมืองวัตถุดิบมีจำกัด ซี่โครงอะไรก็แย่งซื้อแทบไม่ได้ เขาเลยปั่นจักรยานไปหาซื้อของกินที่ชนบท ขอแค่มีเงินก็ยังพอหาของอร่อยได้
ดวงตาของอวิ๋นฮวนฮวนเป็นประกายทันที
“พี่จินอวี้ ทำไส้กรอกเลือดด้วยนะคะ อันนั้นอร่อยมาก”
“ได้สิ”
ทุกวันจินอวี้เอาแต่คิดว่าจะทำอะไรอร่อยๆ ให้อวิ๋นฮวนฮวนกิน
จู่ๆ อวิ๋นฮวนฮวนก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“เงินพอใช้ไหมคะ? ฉันมีนะ”
หวังเสี่ยวหู่คีบไข่พะโล้เข้าปาก กลิ่นหอมชวนกินมาก
“หัวหน้าให้เงินผมมาสองร้อยหยวนไว้ซื้อของรับตรุษจีน พอครับ”
ฉู่สือยิ้มบางๆ
“เรียกชื่อผมก็พอ ในบ้านยังเรียกว่าหัวหน้า ฟังดูแปลกๆ”
หวังเสี่ยวหู่เองก็รู้สึกขัดๆ เช่นกัน
“งั้น...ผมเรียกพี่ว่าพี่ฉู่นะ คนเก่งย่อมเป็นพี่”
ฉู่สือไม่ได้ติดใจอะไร จะเรียกอย่างไรก็ได้
หลังจากกินข้าวเสร็จ หวังเสี่ยวหู่ก็ไปล้างจาน ส่วนจินอวี้ไปต้มยาและเตรียมสมุนไพรสำหรับแช่ยา
อวิ๋นฮวนฮวนหยิบเงินหนึ่งพันหยวนส่งให้ฉู่สือ
“นี่เป็นค่ายา ค่ารักษา แล้วก็ค่าใช้จ่ายในการอยู่กิน ส่วนเงินเดือนของพี่จินอวี้กับพี่เสี่ยวหู่ ฉันจะเป็นคนจ่ายเอง”
แม้อาจารย์หวงจิ่งผิง หมอแผนจีนระดับปรมาจารย์ จะไม่คิดค่ารักษา แต่ฉู่สือก็ต้องตอบแทนตามธรรมเนียม
ยาที่ดื่มจัดไว้ครึ่งเดือน รวมสิบห้าชุด ส่วนยาสำหรับแช่ตัวจัดไว้หนึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉู่สือเป็นคนออก
รวมถึงค่าใช้จ่ายตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ก็เป็นฉู่สือรับผิดชอบทั้งหมด เท่ากับว่าเขาต้องเลี้ยงคนถึงสี่คน เงินเดือนหนึ่งเดือนของเขาคงแทบไม่พอใช้
ฉู่สือนิ่งไปครู่หนึ่ง
“พวกเราไม่จำเป็นต้องคิดบัญชีกันละเอียดขนาดนี้ก็ได้ ผมเองก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน”
อวิ๋นฮวนฮวนตบหน้า อกตัวเองเบาๆ สีหน้าราวกับจะบอกว่า พี่สาวคนนี้มีเงิน ใช้ได้เต็มที่
“ฉันหาเงินได้มากกว่าคุณ”
หาเงินมาแล้ว ก็ต้องใช้เพื่อให้ตัวเองมีความสุขสิ
ฉู่สือ...
เขาไม่ได้จนอย่างที่เธอคิด
“คุณตาของผมเป็นนักธุรกิจผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ก่อนเสียชีวิตท่านทิ้งมรดกไว้ให้ผมส่วนหนึ่ง พอใช้ได้ทั้งชีวิต”
นอกจากเงินก้อนใหญ่แล้ว ยังยกบ้านให้เขาสองหลัง หลังหนึ่งเป็นเรือนสี่ประสานที่เมืองหลวง อีกหลังเป็นบ้านสไตล์ตะวันตกเก่าในนครเซี่ยงไฮ้
แต่บ้านทั้งสองหลังปล่อยให้หน่วยงานของรัฐเช่าไว้แล้ว สัญญาเช่าสามสิบปี จะหมดสัญญาในปี 1985
นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นฮวนฮวนได้ยินเขาพูดถึงครอบครัว จึงอดสงสัยไม่ได้
“คุณตาไม่โดนผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือคะ?”
แววตาของฉู่สืออ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ครับ ลูกสาวทั้งสองคนแต่งงานดีกันทั้งคู่ ลูกชายก็เป็นนักปฏิวัติรุ่นร่วมเดินทัพทางไกล เขามองการณ์ไกลมาก ยกโรงงานและกิจการทั้งหมดให้รัฐเพื่อช่วยประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนอสังหาริมทรัพย์ก็แบ่งให้ลูกๆ อย่างเท่าเทียม”
ประเด็นสำคัญก็คือ ลูกสาวแต่งงานดี ส่วนลูกชายเป็นนักปฏิวัติรุ่นเก่า หากยังมีชีวิตอยู่ก็คงดำรงตำแหน่งสูงพอจะคุ้มครองคุณตาได้
“แล้วคุณน้าชายเกษียณหรือยังคะ?”
“เกษียณแล้ว เมื่อก่อนอยู่กองทัพเรือ ส่วนน้าสาวกับแม่ของผมต่างก็เป็นแพทย์ทหาร”
สุดยอดจริงๆ ทั้งตระกูลล้วนเป็นคนมีความสามารถ แพทย์ทหารนี่ดีมาก มีวิชาติดตัว แถมยังสร้างบุญคุณกับผู้คนไว้มาก
อวิ๋นฮวนฮวนยัดเงินใส่มือเขา
“ถึงเป็นพี่น้องก็ต้องคิดบัญชีให้ชัด รับไว้เถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะรู้สึกเกรงใจที่มากินอยู่ที่นี่ฟรีๆ”
ตอนนี้เธอไม่ได้ขาดเงิน สมุดเงินฝากยังมีเงินกว่าหมื่นหยวน ในยุคนี้คนที่มีเงินหมื่นหยวนนั้นมีน้อยมาก
ฉู่สือ อดมองเธอใหม่ไม่ได้ เด็กสาวอายุเท่านี้กลับเข้าใจหลักว่า รักเงินได้ แต่ต้องได้มาอย่างถูกต้อง
“แต่มันมากเกินไป”
“ถ้าเหลือก็คืน ถ้าขาดค่อยเพิ่ม”
เธอรู้ดีว่าสมุนไพรสำหรับแช่ตัวนั้นราคาแพงมาก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ก๊อกๆ ผมเอง เปิดประตูหน่อย”
เป็นเสียงของผู้การเกา
อวิ๋นฮวนฮวนส่งสายตาให้ฉู่สือเก็บเงินก่อน
ฉู่สือยิ้มอย่างจนใจ เก็บเงินเรียบร้อยแล้วจึงหยิบเสื้อคลุมมาสวมก่อนเปิดประตู
“ผู้การเกา ดึกขนาดนี้มีธุระอะไรครับ?”
ผู้การเกาผลักเขาออกเบาๆ แล้วเดินตรงไปหาอวิ๋นฮวนฮวนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ฮวนฮวน รายงานได้รับการอนุมัติแล้ว เบื้องบนเห็นชอบให้เริ่มเตรียมโครงการนี้ได้ รีบลงมือเลย”
อวิ๋นฮวนฮวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“รอหลังตรุษจีนเถอะค่ะ ตอนนี้โครงการที่ฉันทำอยู่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุด ปลีกตัวไม่ได้”
ทุกวันหวังเสี่ยวหู่คอยรับส่งเธอไปทำงาน ช่วงนี้เธอกลับบ้านเร็ว เลิกงานห้าโมงครึ่ง ถึงบ้านหกโมง ทำให้ความคืบหน้าของงานช้าลง ศาสตราจารย์หวงยังเคยบ่นเธออยู่หลายครั้ง
แต่ร่างกายเธอไม่แข็งแรง ต้องรีบกลับมากินยาและแช่ยา จึงทำได้เพียงขอให้ทุกคนเข้าใจ รอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็คงดีขึ้น
“วางใจได้ค่ะ ฉันจะช่วยสร้างโครงการนี้ให้สำเร็จ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับปากท้องของครอบครัวทหารจำนวนมาก ฉันให้ความสำคัญมาก”
“งั้นก็ห้ามผิดคำพูดนะ”
ผู้การเกาเชื่อใจเธออยู่แล้ว อวิ๋นฮวนฮวนจึงรับปากทันที
ผู้การเกายกชาขึ้นดื่มหนึ่งอึก ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“คณะสอบสวนลงพื้นที่แล้ว อวิ๋นกั๋วต้งถูกสั่งพักงาน เจ้าหน้าที่อาจจะมาสอบถามข้อมูลจากเธอ เตรียมตัวไว้หน่อย”
การหายตัวไปอย่างลึกลับของเจียงซาน องค์กรไม่เคยหยุดสืบสวนเลย
อวิ๋นฮวนฮวนไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“ได้ค่ะ”
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นกั๋วต้งก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงทันทีที่ได้รับคำสั่งพักงาน
เขาพยายามมาตั้งหลายปี ตำแหน่งก็ไม่ขยับเสียที กว่าจะเห็นความหวังในการเลื่อนตำแหน่ง แต่สุดท้ายกลับมาตกม้าตายในเรื่องนี้
พอกลับถึงบ้าน เขาก็กระดกเหล้าขาวไปทั้งขวดจนเมามาย
“เรื่องนี้มันจะไม่จบใช่ไหม? ฮะ? ทำไมฉันถึงซวยแบบนี้ ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้”
หลินเจินขมวดคิ้วแน่น ตั้งแต่อวิ๋นฮวนฮวนกลับมา บ้านนี้ก็ไม่เคยสงบเลยสักวัน
“ดื่มให้น้อยหน่อย คณะสอบสวนก็แค่สอบตามขั้นตอน พวกเขาหาอะไรไม่เจอหรอก อีกไม่นานคุณก็กลับไปทำงานได้”
อวิ๋นกั๋วต้งแทบไม่มีสติแล้ว พ่นกลิ่นเหล้าออกมาพร้อมระบายความอัดอั้น
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว ต้องโดนเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ต่อให้ตีฉันตาย ฉันก็ไม่แต่งกับเธอ”
แววตาของหลินเจินสั่นไหวเล็กน้อย
“อย่าพูดแบบนั้นเลย พี่ซานได้ยินคงเสียใจ”
“เธอตายไปแล้ว จะเสียใจบ้าบออะไร!”
หลินเจินยังคงพูดเสียงอ่อนโยน
“ลองคุยกับอวิ๋นฮวนฮวนดีๆ สิ เธออาจช่วยรักษาตำแหน่งของคุณไว้ได้”
อวิ๋นกั๋วต้งหัวเราะเยาะ สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“หึ ก็แค่หล่อนน่ะหรือ? เธอประเมินหล่อนสูงเกินไป เด็กที่เรียนหนังสือไม่กี่วันแบบนั้น ชาตินี้ก็ไม่มีทางมีอนาคต อาศัยแต่หลอกผู้ชาย ไม่มีวันได้ดีหรอก”
หลินเจินลองหยั่งเชิง
“ได้ยินว่าเธอไม่ได้ไปทำงานที่เดิม แต่ไปทำงานในสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง ไม่รู้เข้าไปทำอะไร”
อวิ๋นกั๋วต้งหัวเราะเย็นชา
“จะทำอะไรได้อีก? ก็ไปล้างห้องน้ำไง”
หลินเจินนั่งปลอบเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นกะทันหัน
“เหล่าอวิ๋น ทำไมคุณไม่เอาของใช้ส่วนตัวจากห้องทำงานกลับมาล่ะ? แก้วน้ำใบนั้นคุณใช้ทุกวัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ส่งกุญแจมาให้ฉัน ฉันจะไปเอาของให้”
“ไม่ต้อง ฉันไม่ดื่มชา ฉันดื่มเหล้า”
ปากพูดเช่นนั้น แต่ร่างกลับฟุบลงบนโต๊ะ หลับสนิทไปในทันที
หลินเจินเรียกอยู่หลายครั้ง เห็นเขาไม่ตอบสนอง จึงเรียกลูกชาย เสี่ยวหลิน ออกมาช่วยกันพยุงอวิ๋นกั๋วต้งเข้าไปในห้อง
เธอปลดพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ตรงเอวของอวิ๋นกั๋วต้งออก
“เสี่ยวหลิน ลูกไปนอนก่อนนะ แม่จะไปเอาของใช้ส่วนตัวของพ่อที่ห้องทำงาน”