อวิ๋นฮวนฮวนครุ่นคิดอยู่สองวินาที ก่อนจะปฏิเสธทันที
“ไม่เอาค่ะ ไม่เอา ฉันทำงานอันตรายแบบนี้ไม่ได้”
เธอไม่คิดจะถามเหตุผล และไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น
ฉู่สือคาดไม่ถึงว่าเธอจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
“แค่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของคนในตระกูลอวิ๋นจากระยะใกล้ ถ้าเจออะไรผิดปกติก็รายงาน ไม่ต้องทำอย่างอื่น ความเสี่ยงไม่ได้สูง อีกอย่าง เธอก็ไม่ได้ขี้ขลาดขนาดนั้น”
งานที่อันตรายจริงๆ จะปล่อยให้เด็กผู้หญิงไปทำได้อย่างไร
ที่สำคัญ ตอนนี้เธอคือคนที่เหมาะสมที่สุด
อวิ๋นฮวนฮวนส่ายหน้ารัวเหมือนกลองป๋องแป๋ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมไป
เธอเกลียดความยุ่งยากที่สุด
จนถึงตอนนี้คนตระกูลอวิ๋นก็ยังไม่เคยมาหา แสดงว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะรับเธอกลับไปแต่แรก แล้วเธอจะวิ่งไปหาพวกเขาทำไม
วิธีทำให้คนอื่นอึดอัดมีตั้งมากมาย วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ย่อมมีโอกาสอยู่แล้ว
ฉู่สือตั้งใจใช้วิธียั่วยุ
“หลินเจินตั้งใจสลับตัวลูก ทำให้เธอต้องลำบากมาหลายปีขนาดนี้ เธอไม่คิดจะแก้แค้นกลับหรือ?”
อวิ๋นฮวนฮวนก้มตัวลง หยิบหนังสือ หลุนอวี้ ที่ใช้รองขาโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะท่องอย่างจริงจัง
“สิ่งที่ทำให้สุภาพชนแตกต่างจากผู้อื่น คือจิตใจของเขา สุภาพชนยึดมั่นในเมตตาและพิธีธรรม ผู้มีเมตตาย่อมรักผู้อื่น ผู้มีมารยาทย่อมเคารพผู้อื่น ผู้ที่รักผู้อื่น ย่อมได้รับความรักตอบแทน ผู้ที่เคารพผู้อื่น ย่อมได้รับความเคารพตอบแทน”
“เราต้องมีจิตใจเมตตา ทำดีกับผู้อื่น รักเพื่อนมนุษย์ อบรมสั่งสอนสรรพสิ่ง... อาเมน”
พูดจบเธอยังทำท่าวาดเครื่องหมายกางเขนบนหน้าอกอย่างจริงจังอีกด้วย
ฉู่สือ “...”
นี่มันทั้งจีนทั้งตะวันตก ปนกันมั่วไปหมด ไปเรียนอะไรมากันแน่
คำว่า ยกหินทุ่มเท้าตัวเอง หมายถึงแบบนี้นี่เอง
เด็กคนนี้ฉลาดมาก เรียนอะไรก็ไว แถมยังนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที
เพียงแต่ สิ่งไหนเป็นประโยชน์กับตัวเองก็หยิบมาใช้ สิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์ก็เตะทิ้งทันที เจ้าเล่ห์เสียจริง
“ให้เงินรางวัลหนึ่งพันหยวน”
จุดอ่อนที่สุดของอวิ๋นฮวนฮวนคือรักเงิน!
แต่เธอก็มีหลักการ เงินที่ไม่ควรได้ ต่อให้สักเฟินเดียวเธอก็ไม่เอา
“ฉันหาเองได้”
ฉู่สือมองห้องที่มืดสลัว ก่อนจะมองเด็กสาวที่นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านจนแทบจะหลับ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“ฉันจะจัดหาบ้านให้เธอหนึ่งหลังในเมืองหลวง”
ดวงตาของอวิ๋นฮวนฮวนเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบนั่งตัวตรง เรื่องแบบนี้เธอไม่ง่วงแล้ว
“ฉันทนห้องน้ำสาธารณะที่ทั้งสกปรก ทั้งเหม็น ทั้งวุ่นวายไม่ไหว ยิ่งเกลียดการต่อแถวเข้าห้องน้ำที่สุด ขอเป็นห้องชุดที่มีห้องน้ำในตัวครบถ้วน”
“ถ้ามีบ้านเดี่ยวพร้อมลานบ้านยิ่งดี ช่วยหามาให้ฉันก่อนก็ได้ ฉันออกเงินเอง!”
บ้านในเมืองหลวง ห้องขนาดสิบกว่าตารางเมตร ตอนนี้คาดว่าใช้เงินราวหนึ่งพันหยวนก็น่าจะซื้อได้
แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่ว่าอยากซื้อก็ซื้อได้
เธอแค่อยากมีที่ซุกหัวนอน มีที่ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยอันแปลกหน้านี้
ยิ่งอายุของเธอตอนนี้ก็ก้ำกึ่ง ไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านได้ไหม จะย้ายทะเบียนบ้านได้หรือเปล่า
แต่ถ้ามีฉู่สือ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา
ความปรารถนาที่มีต่อบ้านเขียนอยู่เต็มใบหน้า จนฉู่สือรู้สึกปวดใจ
เด็กที่ถูกทารุณมาตั้งแต่เล็ก ต้องระหกระเหินไร้ที่พึ่ง ย่อมโหยหาสถานที่ที่ให้ความอบอุ่นและความปลอดภัยมากกว่าใคร
สำหรับเธอ บ้านหมายถึงครอบครัว ความมั่นคง ความปลอดภัย และที่พึ่งทางใจ
“ตกลง”
อวิ๋นฮวนฮวนไม่รู้ว่าเขาคิดเตลิดไปถึงไหนแล้ว จึงยิ้มหวานพร้อมยกมือทำความเคารพ
“โปรดวางใจ ผู้บังคับบัญชา รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จค่ะ”
นานๆ ทีถึงจะเห็นท่าทางน่ารักสดใสแบบนี้
“อย่างแรก คุณช่วยเล่าข้อมูลของคนในตระกูลอวิ๋นให้ฉันฟังก่อน”
เรื่องนี้สมควรอยู่แล้ว
ฉู่สือจึงอธิบายสมาชิกในตระกูลอวิ๋นอย่างคร่าวๆ
อวิ๋นกั๋วต้ง ผู้บังคับกองพันของเขตทหาร XX ฝีมือการทำงานยอดเยี่ยม นิสัยเปิดเผย ตรงไปตรงมา ชื่อเสียงดีมาก
หลินเจิน ภรรยาคนที่สองของอวิ๋นกั๋วต้ง ทำงานอยู่คณะศิลปะการแสดงของกองทัพ มีลูกชายกับอวิ๋นกั๋วต้งหนึ่งคน
อวิ๋นเหอผิง ลูกชายคนโตที่เกิดจากอวิ๋นกั๋วต้งกับภรรยาคนแรก อายุสิบหกก็เข้ากองทัพ หลังเข้าสังกัดหน่วยรบพิเศษก็ขาดการติดต่อ
อวิ๋นเว่ยหัว เด็กกำพร้าของสหายร่วมรบที่อวิ๋นกั๋วต้งกับหลินเจินรับมาเลี้ยง ปัจจุบันทำงานอยู่ฝ่ายส่งกำลังบำรุงของกองทัพ
อวิ๋น เย่วเอ๋อร์ ร้องเพลงเก่ง เต้นรำเก่ง อายุสิบสองสอบเข้าเป็นทหารศิลปะการแสดงในคณะศิลปะการแสดงของกองทัพ
อวิ๋นเสี่ยวหลิน ลูกชายของอวิ๋นกั๋วต้งกับหลินเจิน อายุสิบห้าปี เป็นนักเรียนมัธยมปลาย
อวิ๋นฮวนฮวนหยิบปากกาขึ้นมา วาดเครื่องหมายคำถามข้างตำแหน่งผู้บังคับกองพันของอวิ๋นกั๋วต้ง วงกลมชื่อหลินเจิน และกากบาทตรงอายุของอวิ๋นเสี่ยวหลิน
ฉู่สือเหลือบมอง
“หมายความว่ายังไง?”
อวิ๋นฮวนฮวนชี้ไปที่ชื่ออวิ๋นกั๋วต้ง
“สิบปีก่อนอวิ๋นกั๋วต้งเป็นผู้บังคับกองพัน สิบปีให้หลังก็ยังเป็นผู้บังคับกองพันเหมือนเดิม สิบปีมานี้เขาทำความผิดอะไรหรือเปล่า?”
ตามปกติ ในกองทัพย่อมมีการเลื่อนขั้นตามลำดับ ทุกไม่กี่ปีก็ควรเลื่อนตำแหน่ง
แต่อวิ๋นกั๋วต้งผ่านมาสิบปีแล้วยังไม่ได้เลื่อนแม้แต่ขั้นเดียว แต่ก็ไม่ได้ปลดประจำการ มองอย่างไรก็ผิดปกติ
ฉู่สือมองเธอลึกๆ
เธอฉลาดเกินคนจริงๆ จับประเด็นสำคัญได้ทันที
“ภรรยาคนแรกของเขาหายตัวไป”
อวิ๋นฮวนฮวนชะงัก ภรรยาคนแรก? ก็คือแม่แท้ๆ ของเธอสินะ?
คนดีๆ จะหายตัวไปได้อย่างไร
ฉู่สือมีสีหน้าซับซ้อน
“เมื่อสิบหกปีก่อน เจียงซาน แม่ของเธอ ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจลับ ระหว่างทางเกิดการสูญหาย ไม่มีใครพบตัว ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย”
“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเธอตั้งครรภ์”
“หลายเดือนต่อมา มีคนส่งจดหมายที่เจียงซานเขียนด้วยลายมือของตัวเองมาให้อวิ๋นกั๋วต้ง ในนั้นบอกว่าเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงรีบคลอดลูกสาว และฝากเด็กไว้กับชาวบ้านในพื้นที่ ให้เขาใช้สร้อยลูกปืนเป็นหลักฐานในการตามหาลูก”
“หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีก แฟ้มคดีทั้งหมดถูกเก็บเป็นความลับ”
อวิ๋นฮวนฮวนฟังจนตะลึง
เรื่องนี้เต็มไปด้วยพิรุธทุกจุด
“เพราะเหตุนี้ เขาถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอีกเลย?”
“ใช่”
ฉู่สือเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถามของเธอ จึงถอนหายใจเบาๆ
เขาได้รับผลกระทบไปด้วยจริงๆ อวิ๋นฮวนฮวนเงียบอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้น
“ฉันอายุสิบหก อวิ๋นเสี่ยวหลินอายุสิบห้า น่าสนใจนะ ไม่รู้ว่าห่างกันกี่เดือน”
ตระกูลอวิ๋นภายนอกดูเรียบง่าย แต่ความจริงกลับซับซ้อนยุ่งเหยิง
ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป แต่ดันเป็นช่วงเวลานี้พอดี
เธอมีเหตุผลจะสงสัยว่า ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับปริศนาชาติกำเนิดของเธอ
ที่แท้... เธอเข้าไปอยู่ในกระดานหมากนี้ตั้งนานแล้ว ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่พ้น
เรื่องให้เธอไปเฝ้าสังเกตคนในตระกูลอวิ๋น บางทีอาจเป็นแค่ฉากบังหน้า จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการล่อให้งูออกจากถ้ำต่างหาก
เพียงชั่วครู่ ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่เธอทำได้เพียงเก็บมันไว้ในใจ
“ตอนนี้ใครคือผู้ต้องสงสัยหลัก?”
“ทุกคนอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัย ยกเว้นเธอ”
ฉู่สือล้วงช็อกโกแลตออกมาสองสามเม็ดส่งให้เธอ
“กินของหวานหน่อย จะได้อารมณ์ดีขึ้น”
อวิ๋นฮวนฮวน “...”
ส่วนหลินเจินที่ถูกวงชื่อไว้ ไม่มีใครพูดถึงอีก ทั้งสองต่างรู้กันดีว่า เธอต่างหากคือบุคคลสำคัญที่สุด
“ทำไมคนตระกูลอวิ๋นยังไม่มาหาฉัน? นี่ก็ผ่านมากว่าสองเดือนแล้ว”
ตอนนี้เธอเริ่มสนใจขึ้นมาจริงๆ
ฉู่สือขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อวิ๋นกั๋วต้งรู้เรื่องแล้ว แต่เขางานยุ่งมาก ลาหยุดไม่ได้ เรื่องทุกอย่างในบ้านปกติหลินเจินเป็นคนจัดการ”
“ส่วนหลินเจิน... ยืนกรานว่าไม่มีการสลับตัว และยืนยันว่าอวิ๋น เย่วเอ๋อร์ต่างหากคือลูกแท้ๆ”
อวิ๋นฮวนฮวนหัวเราะเยาะ
“คุณคงไม่ถือสาถ้าฉันจะอาละวาดใช่ไหม?”
เปลือกตาฉู่สือกระตุก “จะทำอะไรก็ทำ ขอแค่อย่าเปิดเผยตัวก็พอ”
ไม่เดินตามทางเดิมๆ บางทีอาจได้ผลดีก็ได้ ด้วยสติปัญญาของเธอ คนธรรมดาไม่น่าจะสู้เธอได้
“จะออกเดินทางเมื่อไหร่?”
อวิ๋นฮวนฮวนถึงกับเริ่มตั้งตารอแล้ว
มองท่าทางกระตือรือร้นของเธอ ฉู่สือแทบจะจินตนาการได้เลยว่า ต่อจากนี้ชีวิตของคนตระกูลอวิ๋นคงจะสนุกไม่น้อย
“แผลของเธอเกือบหายดีแล้ว พรุ่งนี้ออกเดินทาง”
“ได้”
วันรุ่งขึ้น อวิ๋นฮวนฮวนก็เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว
ที่จริงก็ไม่มีอะไรให้เก็บนัก มีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองชุด
“พี่เฟิน ฉันจะไปแล้วนะ”
อวี้ซูเฟินเหมือนถูกฟ้าผ่า รีบลนลานทันที
“อะไรนะ? เธอจะไป? ไปไหน? ถ้าเธอไปแล้ว เรื่องงานทั้งหมดจะทำยังไง?”
ทำไมพูดจะไปก็ไปเลย เธอยังไม่ทันตั้งตัวเลยสักนิด
“ฉันมีสองทางเลือก ลองฟังก่อน”
ช่วงที่ผ่านมาอวิ๋นฮวนฮวนก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เธอทำแผนงานไว้หลายฉบับ
“หนึ่ง หาสต็อกเสื้อผ้าต่อไป ทุกเดือนส่งเสื้อที่ต้องดัดแปลงมาให้ฉัน ฉันแก้แบบแล้วจะส่งกลับไป แต่พี่ต้องเตรียมใจไว้ก่อน ธุรกิจแบบนี้ทำได้ไม่นาน เพราะเสื้อค้างสต็อกมีจำกัด”
“แต่พี่วางแผนล่วงหน้าได้ ซื้อบ้านพร้อมลานสามหลังไว้ปล่อยเช่า พอลูกๆ โตขึ้นก็ค่อยแบ่งให้ แบบนี้อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าพวกพี่แม่ลูกจะมีหลักประกันในการใช้ชีวิต”
อย่างน้อยก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ ใช้ชีวิตธรรมดาเรียบง่ายต่อไปได้
“สอง ยกระดับไปเปิดโรงงานผลิตเสื้อผ้าเอง ซื้อผ้ามาตัดเย็บเอง ทุกเดือนฉันจะส่งแบบให้สิบแบบ พี่ก็จ้างคนผลิต สร้างแบรนด์ของตัวเอง งานจะหนักมาก เหนื่อยมาก แต่ถ้าสำเร็จ ชีวิตนี้ก็จะสุขสบายมั่งคั่งไปตลอด ส่วนจะล้มเหลวหรือไม่ ก็ต้องเตรียมใจไว้เหมือนกัน”
ที่จริงตอนนี้มีทั้งช่างเย็บผ้า และช่องทางจำหน่ายครบอยู่แล้ว ห่วงโซ่อุตสาหกรรมก็ค่อนข้างสมบูรณ์ การยกระดับจึงไม่น่าจะยาก
เหลือเพียงว่าอวี้ซูเฟินมีความทะเยอทะยานมากพอหรือไม่
เธอไม่อาจตัดสินใจแทนคนอื่นได้
อวี้ซูเฟินไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องพวกนี้ จึงรู้สึกสับสนไปหมด
“ขอฉันคิดดูก่อน”
เธอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ตอนแรกก็แค่อยากหาเงินเพิ่มมาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น
อวิ๋นฮวนฮวนยิ้มพลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ได้ ทุกวันอาทิตย์หกโมงเย็น ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตรงปากซอย ฉันจะโทรหา”
ในใจของอวี้ซูเฟินเอ่อล้นด้วยความอาลัยโดยไม่รู้ตัว
เด็กสาวร่างผอมบางตรงหน้า กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวพวกเธอไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
เพียงแค่เห็นเธอ ก็รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แปลกจริงๆ ทั้งที่เธอยังเด็กขนาดนี้
“ต้องไปจริงๆ เหรอ?”
แววตาของอวิ๋นฮวนฮวนหม่นลง “มีบางเรื่องที่ยังไงก็ต้องทำ”
นอกจากช่วยฉู่สือเฝ้าสังเกตคนตระกูลอวิ๋นแล้ว เธอยังอยากทวงความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิมด้วย
พวกเขาติดค้างคำอธิบายกับเธอ
หน้าประตูเขตทหาร มีทหารยามหลายคนยืนเฝ้าอย่างเคร่งขรึม คอยจับตาสถานการณ์ภายนอกอยู่ตลอดเวลา
ยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เป็นช่วงเลิกงานพอดี ผู้คนเข้าออกกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลานั้นเอง เด็กสาวคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา
ทหารยามเห็นว่าเป็นหน้าตาไม่คุ้น จึงก้าวมาขวางทางไว้
“สหาย มาทำธุระอะไรครับ?”
อวิ๋นฮวนฮวนสวมเสื้อผ้าขาดเก่า ใบหน้าเล็กมอมแมม ร่างกายผอมแห้ง สีหน้าซีดเซียว ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
“สวัสดีค่ะ ฉันมาหาผู้บังคับกองพันอวิ๋น บอกเขาว่า ลูกสาวแท้ๆ ของเขากลับมาแล้ว”
ช่างเป็นการเปิดเกมแบบตรงไปตรงมาเสียจริง
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น ทุกคนที่อยู่หน้าประตูก็หยุดฝีเท้าพร้อมกัน หันมองมาทางเธอด้วยความตกตะลึง
หา? พวกเขาฟังไม่ผิดใช่ไหม?