บทที่ 108: ใช่แล้วครับ พอผมโตขึ้นจะหาเงินมาให้แม่ใช้เอง
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่เธอมองมา ชายหนุ่มจึงหันหน้ามาเล็กน้อย แสงแดดยามสายส่องกระทบร่างสูงใหญ่ของเขา ดวงตาสีนิลคู่นั้นลุ่มลึกจนน่าประหลาด ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงไป
หัวใจของซือเนี่ยนพลันกระตุกวูบ ผู้ชายคนนี้...เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ การลากหมูตัวเบ้อเริ่มมาที่บ้านแบบนี้ มันเหมือนเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรับรู้ว่าพวกเขากำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่
ในยุคสมัยนี้ การแต่งงานครั้งที่สองไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรือน่าโอ้อวดอะไรนักหรอก โดยเฉพาะในหมู่บ้านชนบทที่ยังคงแร้นแค้นและห่างไกลความเจริญของช่วงยุค 80 พิธีรีตองต่างๆ แทบไม่มี แค่ฝ่ายหญิงสวมชุดสีแดงแล้วก้าวเท้าเข้าบ้านฝ่ายชายก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีแล้ว
ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่ได้คาดหวังหรือคิดจริงจังกับเรื่องงานแต่งมากนัก เธอเข้าใจว่าโจวเยว่เซินก็คงจะคิดไม่ต่างจากเธอ คือไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิดไปถนัด ผู้ชายคนนี้ได้วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้วโดยที่เธอไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลย
เธอละสายตาจากเขาแล้วหันไปมองเหล่าเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นวนรอบตัวหมูอย่างสนุกสนาน เสียงเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดังเจื้อยแจ้วไม่ขาดสาย แววตาของทุกคนเป็นประกายวิบวับด้วยความดีใจ
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน “เยว่ตง เยว่หาน แล้วก็เสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่ด้วยนะ รีบพาน้องเหยาเหยาเข้าไปกินข้าวในบ้านได้แล้ว”
เด็กๆ พากันทำหน้ายู่ การได้ดูผู้ใหญ่ชำแหละหมูถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งของเด็กในหมู่บ้าน ใครก็ตามที่เดินผ่านไปมาเป็นต้องหยุดแวะดูด้วยความสนใจ แต่เมื่อเห็นสายตาของซือเนี่ยน พวกเขาก็กลัวว่าเธอจะไม่พอใจ จึงจำใจเดินเข้าบ้านไปอย่างเสียไม่ได้
ทว่าความรู้สึกเสียดายนั้นก็มลายหายไปในพริบตา เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชามบะหมี่น้ำมันต้นหอมร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหาร
บะหมี่หน้าตาธรรมดาถูกตกแต่งด้วยใบผักสีเขียวสดสองสามใบ หยดน้ำมันหมูลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำซุปใส โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยละเอียด กลิ่นหอมกรุ่นของต้นหอมและน้ำมันหมูที่เคี่ยวจนได้ที่แข่งกันลอยมาเตะจมูก ทำเอาเด็กๆ ที่กำลังหิวพากันกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
ไม่นานนักซือเนี่ยนก็เดินออกมาจากในครัวพร้อมกับจานไข่ดาวร้อนๆ ในมือ ไข่ไก่สดใหม่ถูกทอดจนขอบกรอบเป็นสีเหลืองทองน่ากิน ดึงดูดทุกสายตาของเจ้าตัวเล็กให้จับจ้องเป็นตาเดียว
เธอวางจานไข่ดาวลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้งเพื่อยกชามข้าวของเหยาเหยาออกมาป้อน
โจวเยว่หานรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เขาใช้ตะเกียบคีบไข่ดาวฟองที่ใหญ่และสวยที่สุดในจานไปวางไว้ในชามของซือเนี่ยน
“แม่ครับ ของแม่ครับ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของซือเนี่ยนพองโตและอ่อนยวบลงในคราวเดียวกัน “แม่ไม่กินหรอกจ้ะ เสี่ยวหานกินเถอะนะ”
โจวเยว่หานฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวซี่เล็กๆ เรียงกันเป็นระเบียบ “ผมได้กินไข่ทุกวันอยู่แล้วครับ วันนี้ให้แม่กินนะ”
ซือเนี่ยนรู้สึกจนใจกับความน่ารักของลูกชาย เธอจึงไม่ได้คีบไข่กลับคืนไป แต่เลือกที่จะกัดไข่ดาวคำโตแล้วยิ้มกว้าง “อื้ม อร่อยมากเลยลูก”
รอยยิ้มของเธอทำให้โจวเยว่หานยิ้มแก้มแทบปริ
ซือเนี่ยนหันไปมองเด็กคนอื่นๆ ที่ได้แต่นั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นอกจากโจวเยว่หานแล้วก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องไข่ดาวในจานเลย เธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วตักไข่ดาวใส่ชามให้เด็กๆ ทุกคนจนครบ
หลินเฟิงกับหลินอวี่ถึงกับเบิกตากว้าง ทั้งสองเงยหน้ามองซือเนี่ยนด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะได้กินไข่ดาวด้วย
เด็กชายทั้งสองก้มลงมองไข่ดาวสีเหลืองทองในชามของตัวเองสลับกับเงยหน้ามองซือเนี่ยนอย่างไม่แน่ใจนัก ในอดีตสมัยที่หลินซือซือยังเรียนหนังสือเก่งและเป็นที่รักของทุกคน เวลามีคนให้ไข่ไก่มา เธอก็ไม่เคยคิดจะแบ่งปันให้พวกเขาสองคนพี่น้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่พี่สาวแท้ๆ ที่เพิ่งได้พบหน้ากันไม่กี่ครั้งคนนี้ กลับใจดีกับพวกเขาอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่วันแรกที่มาบ้านก็ทำน้ำถั่วเขียวเย็นๆ ให้ดื่ม แถมวันนี้ยังให้กินไข่ดาวอีก
ฐานะทางบ้านของพวกเขาสองคนไม่ได้ดีนัก เช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน ไข่ไก่ทุกฟองจึงถือเป็นของมีค่าที่ต้องเก็บไว้ขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว การจะได้กินไข่ไก่สักฟองจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่พี่สาวคนนี้กลับแบ่งปันของมีค่าให้พวกเขากินอย่างไม่นึกเสียดาย
โจวเยว่หานที่สละไข่ดาวของตัวเองไปกลับเป็นคนที่ยิ้มกว้างและมีความสุขที่สุด ซือเนี่ยนมองดูท่าทางซื่อๆ ของเด็กน้อยแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ เธอจึงเดินกลับเข้าไปในครัวอีกรอบ ก่อนจะออกมาพร้อมกับไข่ดาวรูปหัวใจดวงโตที่ทอดจนสุกกำลังดี
ภาพนั้นทำเอาโจวเยว่หานถึงกับอ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าไข่ดาวจะสามารถทำเป็นรูปทรงแบบนี้ได้ แม่ของเขาเก่งที่สุดในโลกเลย!
ไข่ดาวรูปหัวใจไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้โจวเยว่หานเท่านั้น แต่ยังดึงดูดสายตาของเด็กคนอื่นๆ ให้จับจ้องด้วยความอิจฉา
ซือเนี่ยนรู้ดีว่าเธอต้องปฏิบัติต่อเด็กๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องอิจฉากันนะจ๊ะเด็กๆ คราวหน้าแม่จะทำไข่รูปหัวใจให้ทุกคนเลย รีบกินกันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นหมดนะ”
หลินอวี่ละสายตาจากชามของโจวเยว่หานอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ผมกับพี่ก็ได้ด้วยเหรอครับ”
ซือเนี่ยนมองน้องชายทั้งสองคนที่จ้องมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง แม้ว่าเด็กสองคนนี้จะมีพ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่ ไม่เหมือนกับสองพี่น้องเยว่ตงและเยว่หาน แต่เรื่องอาหารการกินก็ยังคงขาดแคลนอยู่มาก แค่ไข่ไก่ฟองเดียวก็สามารถทำให้พวกเขาดีใจได้ถึงขนาดนี้แล้ว
เธอพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้ม “แน่นอนจ้ะ ต่อไปถ้าพวกเธอว่างก็มาเล่นที่นี่ได้นะ พี่จะทอดไข่ให้กินทุกวันเลย”
หลินอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาเธอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “ถ้าพี่ให้ไข่พวกเรากิน ต่อไปผมจะเก็บผลไม้ป่ามาฝากพี่เยอะๆ เลย”
“ใช่แล้วครับ! ถ้าผมเจอของอร่อยๆ ผมจะรีบเอามาให้พี่เลย” หลินเฟิงรีบเสริม
โจวเยว่หานไม่ยอมน้อยหน้า “แม่ครับ ผมก็จะเอาผลไม้ป่ามาให้แม่เหมือนกัน แล้วผมก็จะเป็นเด็กดี ไม่ชกต่อยกับใครอีกแล้วครับ”
"ใช่แล้ว พอผมโตขึ้น ผมจะหาเงินมาให้แม่ใช้เอง"
ซือเนี่ยนหัวเราะออกมา เธอมองดูเด็กๆ ที่กำลังให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังแล้วก็รู้สึกเอ็นดูจนพูดไม่ออก “จ้ะ แม่จะรอดูวันที่พวกเธอหาเงินมาให้แม่ใช้นะ ตอนนี้รีบกินกันได้แล้ว เดี๋ยวเราต้องไปช่วยผู้ใหญ่ข้างนอกกันอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีภารกิจสำคัญรออยู่ พวกเขารีบก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ในชามอย่างรวดเร็ว
เหยาเหยาตัวน้อยไม่เข้าใจบทสนทนาของเหล่าพี่ชาย แต่บรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสุขก็ทำให้เธออารมณ์ดีไปด้วย ดวงตาคู่โตกลมใสของเธอเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เธอยื่นหน้าไปหาซือเนี่ยนแล้วอ้าปากเล็กๆ รอรับอาหารอย่างน่ารักน่าชัง “แม่จ๋า อ่า~”
หัวใจของซือเนี่ยนแทบจะละลาย เธอรีบคีบเส้นบะหมี่นุ่มๆ ป้อนเข้าปากลูกสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน
หลังจากจัดการเรื่องอาหารของเด็กๆ จนเรียบร้อย ซือเนี่ยนก็ลุกขึ้นเดินเข้าครัวไป เธอรู้ดีว่าคงทำบะหมี่ทำมือให้ทุกคนกินไม่ทันแน่ จึงหยิบบะหมี่สำเร็จรูปที่ซื้อเก็บไว้ออกมา แล้วลงมือทำน้ำซุปรสเด็ดอย่างคล่องแคล่ว เธอใส่ผักกาดดอง มันฝรั่งเส้น และเนื้อหมูสับลงไป ปรุงรสด้วยพริกเพื่อเพิ่มความจัดจ้าน ผักกาดดองช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ทำให้น้ำซุปชามนี้กลายเป็นเมนูโปรดของชาวบ้านที่นิยมกินคู่กับบะหมี่
เมื่อรวมกับเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษของเธอแล้ว รสชาติก็ยิ่งอร่อยกลมกล่อมมากขึ้นไปอีก
เธอตักน้ำซุปทั้งหมดออกจากหม้อ ล้างหม้อจนสะอาดแล้วจึงเติมน้ำเปล่าลงไปใหม่ รอจนน้ำเดือดได้ที่แล้วจึงเดินออกมาจากครัว
ด้านนอก เหล่าชายฉกรรจ์กำลังลงมือชำแหละหมูกันอย่างขะมักเขม้น ข้างๆ กันนั้นมีกองไฟเล็กๆ สุมอยู่ เด็กๆ นั่งยองๆ ล้อมวงกันอย่างสนใจ
อวี๋ตงเห็นแววตาอยากรู้อยากลองของพวกเขาจึงใจอ่อน ตัดเนื้อหมูสามชั้นติดมันสวยๆ ส่งให้สองสามชิ้น
เด็กๆ รับมาอย่างรู้งาน ก่อนจะรีบหาไม้แหลมๆ มาเสียบเนื้อแล้วนำไปย่างบนกองไฟ ไม่นานนักเสียงน้ำมันที่หยดลงบนถ่านร้อนๆ ก็ดังฉี่ฉ่า พร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อย่างที่ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เนื้อย่างร้อนๆ แบบนี้แค่โรยเกลือเล็กน้อยก็อร่อยจนแทบจะลืมหายใจแล้ว
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นแล้วก็อดนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กไม่ได้ สมัยก่อนเวลาที่บ้านมีงานเทศกาลและต้องล้มหมู เธอกับเด็กคนอื่นๆ ก็มักจะทำแบบนี้เสมอ แอบเอาเนื้อมาเสียบไม้ย่างกินกันอย่างสนุกสนาน
เธอหันไปมองโจวเยว่เซินที่กำลังใช้มีดขนาดใหญ่ผ่าซีกหมูอย่างชำนาญ เขามีพละกำลังมหาศาล ทุกครั้งที่เงื้อมีดลงไปจะอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
ซือเนี่ยนยืนมองเขาทำงานเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเขาผ่าหมูเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินเข้าไปหา “ฉันทำน้ำซุปไว้ให้ทุกคนกินกับบะหมี่แล้วนะ ไปหาอะไรกินรองท้องก่อนเถอะ”
โจวเยว่เซินหันมาสบตาเธอ พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันไปบอกให้คนอื่นๆ เข้าไปตักบะหมี่ในบ้านกินได้เลย
ทุกคนที่มาช่วยงานต่างก็เป็นคนคุ้นเคยกันดี บางครั้งบางคราวก็มานอนค้างที่บ้านโจวอยู่บ้าง จึงไม่มีใครรู้สึกเกร็งหรือเขินอาย
แต่โจวเยว่เซินกลับยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ซือเนี่ยนมองซากหมูที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “นี่...จะเก็บไว้ที่บ้านทั้งหมดเลยเหรอคะ”
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอคงต้องเตรียมหาฟืนจำนวนมากมาทำหมูรมควันแล้ว เพราะด้วยสภาพอากาศแบบนี้ เนื้อหมูสดๆ คงเก็บไว้ได้ไม่นานแน่ การรมควันเป็นวิธีถนอมอาหารที่ดีที่สุดของคนในชนบท มันจะช่วยให้เนื้อหมูสามารถเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี
หมูรมควันเป็นของโปรดของเธอเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อนำไปผัดกับต้นกระเทียม ต้นหอม และซีอิ๊ว กินคู่กับน้ำแกงรสเปรี้ยวร้อนๆ เธอสามารถกินข้าวได้ถึงสองชามเต็มๆ
โจวเยว่เซินก้มลงมองเธอ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวล “เก็บไว้ที่บ้านครึ่งหนึ่งสำหรับจัดงานเลี้ยงครับ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง...ผมจะให้คนเอาไปส่งที่บ้านคุณ”
[จบบท]