บทที่ 109: โจวเยว่เซินถูกสั่งสอนเป็นครั้งแรก
ซือเนี่ยนถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอทวนคำถามด้วยความไม่แน่ใจ “นี่จะส่งไปบ้านฉันเหรอคะ”
โจวเยว่เซินที่กำลังง่วนอยู่กับการชำแหละเนื้อหมูเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ พลางพยักหน้ารับ “ใช่ครับ ที่บ้านคุณก็ต้องใช้เหมือนกัน”
คำตอบของเขาทำให้ซือเนี่ยนรู้ได้ในทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร ด้วยความที่พ่อกับแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแต่งงานของเธอมากขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างแน่นอน
แต่เมื่อนึกถึงฐานะทางบ้านของตัวเองแล้ว แค่มีเนื้อหมักเกลือตากแห้งไว้กินก็ถือว่าดีถมไปแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อหมูสดๆ มาจัดเลี้ยงได้กัน
ก่อนหน้านี้โจวเยว่เซินก็เคยส่งของไปให้ที่บ้านเธอไม่น้อยแล้ว ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้เขาจะยังนึกถึงเรื่องนี้อีก ความใจกว้างของเขาทำให้เธอรู้สึกเกรงใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ผู้ชายที่ทั้งใส่ใจและใจกว้างเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยหรือเปล่านะ
โจวเยว่เซินวางมีดแล่เนื้อในมือลงบนเขียงไม้ เขาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับรับรู้ได้ถึงความเกรงใจของเธอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว คุณอย่าคิดมากเลยนะ สินสอดที่ให้ไปก่อนหน้านี้มันเป็นของหลินซือซือ ถึงเราจะยังไม่ได้คืนมา แต่คุณก็ควรจะได้รับอะไรที่ดีกว่านี้ ส่วนของอย่างอื่น เดี๋ยวผมจะให้พี่ชายคุณช่วยกันยกไปส่งให้”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินเลี่ยงไปล้างมือที่อยู่ไม่ไกลนัก
ซือเนี่ยนได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาทอดมองแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ผู้ชายคนนี้ดูภายนอกเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจา แต่ความละเอียดอ่อนและความใส่ใจของเขากลับเป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงและเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
เธอเคยคิดมาตลอดว่าโจวเยว่เซินคงจะยุ่งอยู่กับงานจนหัวหมุน ไม่มีเวลามาขบคิดเรื่องแต่งงานให้วุ่นวายใจ เธอยังนึกภาพไปเองด้วยซ้ำว่างานแต่งคงจัดขึ้นแบบเรียบง่าย แค่เชิญญาติสนิทมิตรสหายมากินข้าวกันก็คงพอ และยังคิดไปอีกว่าเขาก็น่าจะเห็นด้วยกับความคิดนี้
แต่ตอนนี้เธอเพิ่งจะตระหนักได้ว่า คนที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย คือตัวเธอเองมาโดยตลอด
ความคิดนั้นทำให้ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในใจของซือเนี่ยน เธอยืนนิ่งอยู่กับที่เพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายอยู่เต็มแผ่นหลังและขมับของเขา เธอจึงรีบหมุนตัวเข้าไปในบ้าน แล้วกลับออกมาพร้อมกับน้ำแกงถั่วเขียวเย็นๆ แก้วหนึ่ง
“ดื่มหน่อยสิคะ”
โจวเยว่เซินยืดตัวขึ้นรับแก้วไปจากมือเธอ เขามองมันอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว เผยให้เห็นลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงอย่างน่ามอง
ซือเนี่ยนรอจนเขาดื่มเสร็จสรรพจึงเอ่ยชวน “ไปหาอะไรกินก่อนเถอะค่ะ”
โจวเยว่เซินมองตอบกลับมา แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของเธอ ทำให้ผิวที่ขาวเนียนอยู่แล้วยิ่งดูผุดผ่องขึ้นไปอีก ขนอ่อนละเอียดบนใบหน้ามองเห็นได้อย่างชัดเจน ขับให้เครื่องหน้าของเธอยิ่งดูงดงามคมคาย
เขาพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบตัวเธอแล้วพาเดินเข้าไปในบ้าน “คุณก็เข้ามาข้างในด้วยกันสิ แดดมันร้อน”
เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาในตัวบ้าน ก็พบว่ากลุ่มเพื่อนๆ ของโจวเยว่เซินกำลังยืนซดบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่แล้ว
ซือเนี่ยนเห็นดังนั้นจึงรีบทักท้วง “อ้าว ทำไมยืนกินกันแบบนั้นล่ะคะ รีบนั่งกันก่อนสิ”
ชายหนุ่มกลุ่มนั้นกินกันจนเหงื่อท่วมตัว พอได้ยินเสียงเธอจึงพากันหันมายิ้มแหยๆ “พวกเราตัวมอมแมมกันมาทั้งนั้นเลยครับพี่สะใภ้ แถมยังมีแต่กลิ่นเหงื่อด้วย บ้านช่องอุตส่าห์ทำความสะอาดไว้ซะเอี่ยมขนาดนี้ เดี๋ยวจะพาลทำให้เลอะเทอะไปเปล่าๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ ยืนกินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว”
อันที่จริง พวกเขาก็ไม่ได้แวะมาที่บ้านหลังนี้เสียนานแล้ว สมัยที่หัวหน้าโจวยังไม่แต่งงาน หากมีเรื่องไม่สะดวกก็จะมาขออาศัยนอนค้างที่นี่บ้างเป็นครั้งคราว แต่พอมีพี่สะใภ้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว พวกเขาซึ่งเป็นผู้ชายล้วนก็ไม่กล้ามารบกวนอีก
ใครจะไปคาดคิดว่าการกลับมาเยือนอีกครั้งในวันนี้ จะได้พบกับภาพที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
บ้านของโจวเยว่เซินเมื่อก่อนก็เป็นแค่บ้านหลังใหญ่ที่มีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน แต่สภาพโดยรวมก็ไม่ต่างจากบ้านคนอื่นๆ เท่าไหร่นัก คือทั้งใหญ่โตและเต็มไปด้วยฝุ่นเพราะขาดคนดูแล แถมยังดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา เด็กๆ เองก็ไม่ค่อยพูดจา ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูอึดอัดจนทุกคนที่มาพักได้แต่นอนแล้วรีบจากไปในตอนเช้า
แต่ภาพที่เห็นในวันนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
แม้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์โดยรวมจะยังคงเหมือนเดิม แต่ทุกซอกทุกมุมกลับถูกทำความสะอาดไว้อย่างหมดจด แม้กระทั่งพื้นซีเมนต์ก็ยังถูกขัดจนขึ้นเงา บนตู้วางโทรทัศน์มีผ้าลูกไม้สีขาวสะอาดคลุมทับไว้ดูหรูหราขึ้นมาทันตา ตู้เก็บของเก่าๆ ที่เคยใช้วางของจิปาถะก็ถูกคลุมด้วยผ้าลายเดียวกัน ภายในจัดวางแก้วน้ำที่ล้างจนใสสะอาดไว้อย่างเป็นระเบียบ มองดูเผินๆ คล้ายกับของตกแต่งราคาแพง
บนโต๊ะกินข้าวยังมีแจกันใบเล็กที่ปักดอกไม้ป่าสีสันสดใส ซึ่งปกติแล้วไม่มีใครเคยให้ความสนใจ แต่เมื่อถูกนำมาจัดวางแบบนี้กลับดูสวยงามน่ามองขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
บ้านทั้งหลังได้สลัดคราบความหม่นหมองอึมครึมทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงบรรยากาศที่แสนอบอุ่นและน่าอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนอิจฉามากที่สุดคงหนีไม่พ้นห้องครัว ที่ซึ่งขวดเครื่องปรุงต่างๆ ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เคาน์เตอร์ครัวถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม บนตู้กับข้าวยังมีโหลแก้วที่ดองหัวไชเท้าและกระเทียมไว้หลายใบ แค่มองก็ทำเอาน้ำลายสอ บรรยากาศที่น่าอยู่แบบนี้ ถ้าเป็นพวกเขาเองก็คงไม่อยากก้าวขาออกจากบ้านไปไหนเหมือนกัน
“พูดแบบนั้นได้ยังไงกันคะ รีบนั่งเลย ยืนกินแบบนี้มันดูไม่ดีเลยนะ หรือว่าบ้านหัวหน้าพวกคุณจะใจร้ายใจดำขนาดนั้น แค่กลัวบ้านสกปรกเลยไม่ให้นั่งกินข้าวกันดีๆ เรื่องแบบนี้ถ้าคนอื่นรู้เข้า พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันล่ะคะ” ซือเนี่ยนแกล้งทำหน้าบึ้ง พูดเสียงเข้ม
ทุกคนพอได้ฟังเหตุผลของเธอก็รู้สึกคล้อยตาม จึงยอมพยักหน้าแล้วหาที่นั่งกันแต่โดยดี
ซือเนี่ยนเดินเข้าครัวไปต้มบะหมี่ชามโตให้โจวเยว่เซิน ก่อนจะตักหัวไชเท้าดองและกระเทียมดองที่ทำไว้มาเป็นเครื่องเคียง ที่บ้านยังมีเหล้าเหลืออยู่ พอมีแขกผู้ชายมาเยอะๆ แบบนี้ การมีเหล้าไว้ต้อนรับถือเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
โจวเยว่เซินเดินตามเข้ามาในครัว เมื่อเห็นซือเนี่ยนกำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมอาหาร เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องไปเกรงใจเจ้าพวกนั้นหรอก พวกเขาอยากกินอะไรเดี๋ยวก็จัดการตัวเองได้ คุณไปพักผ่อนเถอะ”
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นก็หันกลับมาค้อนให้วงหนึ่ง “ทำอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ คนเขาอุตส่าห์มาลงแรงช่วยงานเราแท้ๆ แล้วฉันที่เป็นเจ้าบ้านจะให้นั่งเฉยๆ ได้เหรอ พวกคุณสนิทกันอาจจะไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ แต่ฉันเพิ่งจะย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน ขืนปล่อยให้คนอื่นรู้เข้า มีหวังได้โดนเอาไปนินทาเสียๆ หายๆ กันพอดี”
ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนที่ใส่ใจคำพูดของคนอื่นมากนัก แต่มารยาทพื้นฐานทางสังคมเธอก็ย่อมเข้าใจดี
นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเยว่เซินถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ต่อว่าซึ่งๆ หน้า เขาถึงกับนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองอย่างแก้เก้อ แล้วจึงขยับเข้าไปช่วยเธอแต่โดยดี
ซือเนี่ยนต้มบะหมี่ให้เขาชามใหญ่เป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าผู้ชายที่ต้องทำงานหนักทุกวันย่อมต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ปริมาณอาหารที่โจวเยว่เซินกินคนเดียวก็มากกว่าที่เธอกับลูกๆ ทั้งสามคนกินรวมกันเสียอีก
เธอปล่อยให้เขาจัดการยกชามบะหมี่ออกไปเอง ส่วนตัวเองก็เริ่มลงมือทำความสะอาดครัว
ในตอนนั้นเอง โจวเยว่หานก็วิ่งเข้ามาในครัว พอเห็นซือเนี่ยนกำลังจะล้างจาน เขาก็รีบปรี่เข้าไปหาแล้วเงยหน้าพูดด้วยน้ำเสียงสดใส
“คุณแม่ครับ เดี๋ยวผมล้างจานให้เอง”
พูดจบก็ไม่รอช้า พับแขนเสื้อขึ้นอย่างกระตือรือร้น
ซือเนี่ยนมองเจ้าตัวเล็กที่แสนจะน่ารักแล้วก็อดนึกในใจไม่ได้ว่า การทุ่มเทความรักให้เด็กคนนี้มันคุ้มค่าจริงๆ เธอไม่ปฏิเสธน้ำใจของเขา แต่เช็ดมือให้แห้งแล้วลูบศีรษะเขาเบาๆ ก่อนจะหันไปหยิบไม้กวาดเพื่อมากวาดพื้นในครัวที่เริ่มเปียกแฉะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเด็กๆ ได้
แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือ โจวเยว่ตงก็เดินถือไม้กวาดเข้ามาเสียก่อน เด็กชายมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาแล้วก้มหน้างุด พูดเสียงอ้อมแอ้ม “คือ... ผมมากวาดพื้นให้นะครับ”
สิ้นเสียงนั้น ใบหน้าเล็กๆ ของเขาก็แดงก่ำ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเลียนแบบน้องชาย เพียงแต่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระจริงๆ
ซือเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาแล้วลูบหัวเขาเบาๆ เป็นการตอบรับ
ไม่นานนัก ด้วยความช่วยเหลือจากเด็กๆ ทั้งสามคน ซือเนี่ยนก็จัดการเก็บกวาดทุกอย่างจนเรียบร้อย
หลังจากกินข้าวเสร็จ โจวเยว่เซินกับเพื่อนๆ ก็ออกไปจัดการเรื่องหมูต่อที่นอกบ้าน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านหลายคนที่พากันมามุงดูด้วยความสนใจ และเมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าเนื้อหมูครึ่งหนึ่งจะถูกส่งไปให้ที่บ้านตระกูลหลิน สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที บ้างก็อิจฉา บ้างก็ริษยา ต่างก็พากันซุบซิบไม่หยุด
ดูท่าว่าบ้านหลินจะได้ลูกเขยเป็นเหมืองทองคำจริงๆ เสียแล้ว หมูตัวใหญ่ขนาดนี้ ถึงจะแบ่งไปแค่ครึ่งตัว แต่สำหรับครอบครัวธรรมดาๆ แล้ว มันก็มากพอที่จะกินไปได้เกือบทั้งปีเลยทีเดียว
ซือเนี่ยนเพิ่งจะเดินพ้นประตูบ้านออกมา ท่ามกลางเสียงจอแจนั้นเอง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเบียดเสียดผู้คนเข้ามา เธอถักเปียสองข้างอย่างน่ารัก ก่อนจะส่งยิ้มกว้างมาให้แล้วทักทายอย่างเป็นกันเอง “พี่จ๊ะ บ้านพี่ฆ่าหมูเหรอ”
[จบบท]