บทที่ 110: สุดท้ายก็เป็นได้แค่คนในหมู่บ้าน
ซือเนี่ยนละสายตาจากน้องชายทั้งสองที่กำลังย่างเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วหันไปมองตามเสียงเรียกนั้น
ที่มาของเสียงคือหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เป็นใบหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในความทรงจำ ดูจากรูปร่างหน้าตาและสรีระแล้วอายุคงไม่ห่างจากเธอมากนัก อาจจะรุ่นราวคราวเดียวกัน
หญิงสาวคนนั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็เป็นชุดที่เห็นได้ทั่วไปตามชนบท คำถามจึงผุดขึ้นในใจของซือเนี่ยนทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่
ยังไม่ทันที่ซือเนี่ยนจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นก็ทำเมินเธอไปเสียอย่างนั้น แล้วหันไปพูดคุยกับน้องชายฝาแฝดของเธอที่กำลังจดจ่ออยู่กับการย่างเนื้อแทน
"เสี่ยวเฟิง เสี่ยวอวี่ พวกเธอก็มาอยู่ที่นี่กันเองเหรอเนี่ย เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งเดินผ่านหน้าบ้านพวกเธอมา แม่ของพวกเธอยังฝากฉันมาบอกอยู่เลยว่าถ้าเจอตัวให้รีบบอกให้กลับบ้านไปเดี๋ยวนี้"
หลินเฟิงกับหลินอวี่เงยหน้าขึ้นจากเตาไฟ พอเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งสองพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย "พี่รอง"
เมื่อได้ยินน้องชายเรียกแบบนั้น ซือเนี่ยนก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย "เธอคือ?"
"อุ๊ยตายจริง ดูฉันสิ ลืมแนะนำตัวไปซะสนิทเลย ฉันชื่อหลินเสวี่ย พ่อของฉันเป็นพี่ชายแท้ๆ ของพ่อเธอ ถ้าจะนับญาติกันจริงๆ ฉันก็มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่นั่นแหละ แถมอายุน้อยกว่าพี่ตั้งครึ่งปีแน่ะ"
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้เบาๆ "อ้อ... แล้วมีธุระอะไรรึเปล่า"
แววตาของหลินเสวี่ยสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่พอใจกับท่าทีเย็นชาของซือเนี่ยน แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายที่ตั้งใจมา เธอก็ต้องข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้
"พี่คะ คืออย่างนี้ เมื่อกี้ฉันแวะไปที่ฟาร์มมาว่าจะไปซื้อเนื้อหมู แล้วก็ได้ยินคนเขาพูดกันว่าที่บ้านพี่วันนี้ล้มหมูพอดี ฉันก็เลยคิดว่าจะแวะเข้ามาดูหน่อย อยากจะรบกวนพี่ช่วยเก็บเนื้อหมูสามชั้นสวยๆ ไว้ให้ฉันสัก 10 จินจะได้ไหม"
ตอนที่เธอไปถึงฟาร์ม เนื้อส่วนดีๆ อย่างพวกสามชั้นหรือสันคอถูกขายไปเกลี้ยงแล้ว ที่เหลืออยู่ก็มีแต่ส่วนที่ไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะกลับบ้านมือเปล่า แต่ระหว่างทางกลับได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าบ้านตระกูลโจวล้มหมู เรื่องนี้ทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ว่าลูกสาวแท้ๆ ของคุณอาที่เพิ่งกลับมาก็แต่งงานกับคนบ้านนี้นี่นา ความคิดนั้นทำให้เธอรีบเปลี่ยนเส้นทางแล้วตรงมาที่นี่ทันที
เธอเคยได้ยินเรื่องที่บ้านโจวส่งเนื้อหมูไปให้ที่บ้านหลินเมื่อคราวก่อนแล้วเหมือนกัน
ตัวเธอเองก็อายุน้อยกว่าซือเนี่ยนแค่ไม่กี่เดือน พอซือเนี่ยนได้แต่งงานกับครอบครัวที่ฐานะดีแบบนี้ เรื่องของเธอก็เลยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาของคนที่บ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่เด็กจนโต หลินซือซือมักจะได้รับสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนที่เก่งกว่า หรือหน้าตาที่สวยกว่า ในขณะที่เธอได้เรียนถึงแค่มัธยมต้นก็ต้องออกมา แต่หลินซือซือกลับได้เรียนต่อจนจบมัธยมปลาย การถูกเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกันเป็นเรื่องที่เธอต้องเจอมาตลอดชีวิต และเธอก็ไม่เคยเอาชนะหลินซือซือได้เลยสักครั้ง
พอมาตอนนี้กลับมีซือเนี่ยนโผล่มาอีกคน เธอจึงอยากจะมาเห็นกับตาตัวเองให้แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้จะวิเศษวิโสมาจากไหน
วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าซือเนี่ยน เธอยอมรับเลยว่าตกใจมาก ไม่เคยคิดว่าบนโลกนี้จะมีผู้หญิงที่สวยได้ถึงขนาดนี้ แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เธอคิดในใจว่าสวยแล้วอย่างไร สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องมาแต่งงานอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้ ไม่เห็นจะต่างอะไรกับพวกเธอเลยสักนิด
แต่ลึกๆ แล้วเธอก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้ ถึงแม้โจวเยว่เซินจะมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีและมีลูกติดเป็นพรวน แต่ฐานะทางการเงินของเขานั้นเป็นของจริง ไหนจะบ้านหลังใหญ่โตที่เธอเห็นอยู่นี่อีก เมื่อครู่เธอยังแอบได้ยินมาว่าหมูที่ล้มในวันนี้จะถูกแบ่งครึ่งหนึ่งส่งไปให้ที่บ้านคุณอาด้วยซ้ำ
เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้งสองครอบครัว การจะขอให้ซือเนี่ยนช่วยเก็บเนื้อหมูสามชั้นไว้ให้สักหน่อยคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก อีกอย่าง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดจะมาซื้อเนื้อที่นี่ เธอรู้ดีว่าที่ฟาร์มมีเนื้อส่วนดีๆ ไม่มากและมักจะถูกคนแย่งซื้อไปจนหมดก่อนเสมอ เพราะราคาถูกกว่าในตลาด โดยเฉพาะถ้าเป็นคนในหมู่บ้านซิ่งฝูด้วยแล้วยิ่งได้ราคาพิเศษ ถึงแม้คนจากหมู่บ้านอื่นอย่างพวกเขาจะต้องจ่ายแพงกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่า
ยิ่งมาตอนนี้ที่บ้านโจวได้ลูกสาวของคุณอามาเป็นสะใภ้ พวกเขาซึ่งเป็นญาติสนิทก็ควรจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นสิ การที่เธอแวะเวียนมาทำความรู้จักในวันนี้ ก็เพื่อปูทางไว้สำหรับอนาคต จะได้ให้พวกเขาช่วยเก็บเนื้อส่วนดีๆ ไว้ให้บ้าง เมื่อความคิดตกผลึก หลินเสวี่ยก็รู้สึกว่าคำขอของตัวเองนั้นสมเหตุสมผลทุกประการ
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "แล้วทำไมฉันต้องช่วยเธอเก็บเนื้อหมูสามชั้นไว้ตั้ง 10 จินด้วยล่ะ ทำไมเธอไม่ไปซื้อที่ฟาร์มเอง"
หมูหนึ่งตัวจะมีเนื้อสามชั้นอยู่แค่ประมาณ 20-30 จินเท่านั้น ส่วนที่เป็นสามชั้นแท้ๆ มีชั้นไขมันสลับกับเนื้ออย่างลงตัวยิ่งเป็นของหายากและมีราคาแพง ปกติแล้วต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเอ่ยปากขอถึง 10 จินด้วยน้ำเสียงราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งยังทำเหมือนสนิทสนมกันมานาน ถ้าคนอื่นมาได้ยินคงเข้าใจผิดว่าพวกเธอเป็นญาติที่รักใคร่กันมาก
สีหน้าของหลินเสวี่ยเจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบอธิบาย "ก็ที่ฟาร์มมันขายหมดแล้วนี่นา พอได้ยินว่าบ้านพี่ล้มหมูฉันเลยรีบมาดูนี่ไง บ้านพี่เลี้ยงหมูไว้ตั้งมากมาย แค่หมูสามชั้นไม่กี่ชิ้นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ยังไงเราก็เป็นญาติกันไม่ใช่เหรอคะ"
ซือเนี่ยนถอนหายใจออกมา "หมูตัวนี้ที่บ้านฉันจะเก็บไว้ใช้จัดงานเลี้ยง แค่ใช้กันเองยังแทบจะไม่พอ แล้วจะเอาที่ไหนไปให้คนอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เราเป็นญาติกันจริงๆ ก็ไม่เคยมีใครเขามาเดินดุ่มๆ เข้าบ้านคนอื่นเพื่อขอเนื้อกันแบบนี้นะ มันเป็นตรรกะแบบไหนกัน หรือว่าสมัยนี้การมาขอของกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว"
"พี่ นี่พี่พูดจากับฉันแบบนี้ได้ยังไง เราเป็นญาติกันนะ พ่อของฉันเป็นลุงแท้ๆ ของพี่ ในเมื่อพวกพี่จะส่งเนื้อให้บ้านคุณอาตั้งครึ่งตัวอยู่แล้ว แค่แบ่งหมูสามชั้นให้พวกเราแค่ 10 จินมันจะอะไรกันนักหนา พี่นี่มันขี้เหนียวจริงๆ"
"อ้อ จริงสิ ฉันได้ยินมาว่าพี่เป็นต้นเหตุทำให้พี่น้องตระกูลโจวเขาทะเลาะกันจนบ้านแตกไม่ใช่เหรอ ตอนแรกฉันก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่พอมาเจอเข้ากับตัวเองวันนี้ถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องจริง พี่ทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัวโจวยังไม่พอใจอีกเหรอ ถึงคิดจะมาทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัวหลินด้วย"
คำพูดนั้นทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มหันไปมองหน้าและซุบซิบกัน แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทุกคนจะรู้ดีว่าเป็นความผิดของฝ่ายโจวถิงถิง แต่การถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์กันไปเลยก็ดูจะเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไปสำหรับวิถีชีวิตของคนในชนบทที่มักจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นปกติ แต่สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่ดี
ซือเนี่ยนฟังจบก็หัวเราะออกมาเบาๆ "เรื่องที่พี่น้องบ้านโจวเขาบาดหมางกันมันเป็นเพราะโจวถิงถิงทำตัวเองต่างหาก เธอพาคนนอกเข้ามาหาเรื่องคนในบ้าน แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่าเป็นความผิดของเธอเอง ตอนนี้เธอเลยไม่มีหน้ากลับมาที่นี่อีก แล้วเรื่องนี้มันกลายเป็นการที่ฉันไปทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่"
"เธออย่ามากล่าวหาฉันมั่วๆ เรื่องของบ้านนั้นอย่างน้อยมันก็มีมูลเหตุ แต่เธอนี่สิ อยู่ๆ ก็โผล่มาที่บ้านฉันแล้วมาขอหมูสามชั้นไปฟรีๆ ตั้ง 10 จิน พอฉันไม่ให้ก็มากล่าวหาว่าฉันจะทำลายความสัมพันธ์ของครอบครัว"
"บ้านโจวอาจจะไม่ขาดแคลนเรื่องเนื้อก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราโง่ ขนาดเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบๆ ปี เวลาจะซื้อเนื้อเขายังต้องจ่ายเงิน แต่เธอนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ นอกจากจะมาขอของฟรีแล้วยังจะมาต่อว่าเจ้าของบ้านอีก หมูสามชั้น 10 จิน ถ้าคิดเป็นเงินก็สิบกว่าหยวนแล้วนะ ในยุคที่เงินเดือนเฉลี่ยของคนทั่วไปอยู่ที่ 30 หยวน เธอกล้าดียังไงมาขอเงินเดือนเกือบครึ่งเดือนของคนอื่นไปหน้าตาเฉย ไม่มีความละอายใจบ้างเลยเหรอ"
คำพูดของซือเนี่ยนทำให้ใบหน้าของหลินเสวี่ยซีดเผือดไปในบัดดล
ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น
"นั่นสิ ขนาดพวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันยังต้องจ่ายเงินซื้อเลย ผู้หญิงคนนี้โลภเกินไปแล้ว อยู่ๆ ก็มาขอหมูสามชั้นตั้ง 10 จิน กล้าขอจริงๆ"
"ใช่เลย ถึงจะเป็นญาติกัน แต่ซือเนี่ยนเขาก็เพิ่งกลับมาแล้วก็แต่งงานเลย ไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านหลินบ่อยนัก จะไปสนิทสนมอะไรกันขนาดนั้น ทำไมเขาต้องเก็บเนื้อไว้ให้ด้วย"
หลินเสวี่ยได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดถึงตัวเองแบบนั้นก็เริ่มอยู่ไม่สุข
"ฉะ ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไม่จ่ายเงิน อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ"
"ได้สิ งั้นฉันคิดให้ในราคาญาติสนิทเลยก็แล้วกัน 12 หยวนพอ เธอจ่ายเงินมาตอนนี้เลย เดี๋ยวฉันจะให้คนตัดเก็บไว้ให้ จะได้ไม่โดนใครเขาครหาว่าเราเป็นญาติกันแท้ๆ แต่กลับแล้งน้ำใจ" ซือเนี่ยนพูดพลางยิ้มมุมปาก
หลินเสวี่ยหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ที่จริงแล้วที่บ้านใช้ให้เธอมาซื้อเนื้อแค่ 2 จินเท่านั้น แต่พอได้ยินว่าจะมีการส่งหมูครึ่งตัวไปให้บ้านหลินฟรีๆ ความโลภก็เข้าครอบงำจนเผลอขอเพิ่มไปโดยไม่ทันคิดว่าตัวเองจะมีเงินจ่ายหรือไม่
เธออ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานสองนานก็ยังควักเงินออกมาไม่ได้ ความอับอายและความโกรธตีรวนกันอยู่ในอก จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพูดออกไปว่า "เงินน่ะฉันมีจ่ายอยู่แล้ว แต่เธอเอาเนื้อมาให้ฉันก่อนสิ แล้วเดี๋ยวฉันจะให้คนที่บ้านเอาเงินตามมาให้ทีหลัง มันจะเป็นอะไรไป"
[จบบท]