บทที่ 119: มือใหญ่นั้นโอบรอบเอวของเธอ
ก่อนหน้านี้หลิวกุ้ยฟางยังมีข้ออ้างเรื่องมาส่งข้าวให้แม่ได้ แต่ตอนนี้นอกจากจะไม่มีข้ออ้างแล้ว การที่เธอปรากฏตัวขึ้นที่ฟาร์มหมูในสภาพที่แต่งหน้าแต่งตัวมาอย่างดี ก็ทำให้เจตนาของเธอชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร
โจ่งแจ้งเสียจนน่ารำคาญ
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่น ความไม่พอใจฉายชัดขึ้นมาในแววตาที่แข็งกร้าว เขาไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาทำงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นสถานการณ์แบบนี้ก็ยิ่งทำให้หงุดหงิดเป็นเท่าทวี
บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงถนัดตา "มีธุระอะไรรึเปล่า?"
คำถามสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นั้น กลับทำให้ใบหน้าของหลิวกุ้ยฟางเห่อร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นส่ำ
คำพูดของย่าผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง...ท่านพูดถูก เธอโง่เขลาเบาปัญญาจริงๆ ที่ผ่านมามัวแต่ไปมองใครอยู่ก็ไม่รู้ ถึงได้มองข้ามผู้ชายที่ดีพร้อมอย่างโจวเยว่เซินไปได้
"พี่โจวคะ ฉันได้ยินมาว่าพี่ให้สินสอดซือเนี่ยนตั้งแปดพันหยวน แถมยังมีหมูอีกครึ่งตัวเลยเหรอคะ?"
โจวเยว่เซินยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีความคิดที่จะตอบคำถามของเธอแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องอธิบายให้คนนอกอย่างเธอฟัง ท่าทีเฉยเมยของเขาทำให้หลิวกุ้ยฟางต้องเม้มปากแน่น ความน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก
เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนแบบนี้...ถึงจะเย็นชา แต่ก็ไม่เคยเฉยเมยใส่กันถึงเพียงนี้
แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ แล้วก้าวเข้าไปหาเขาอีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ดูราวกับว่าข้อเสนอของเธอคือสิ่งที่เขาไม่ควรปฏิเสธ "พี่โจวคะ อย่าแต่งกับเธอเลย แต่งกับฉันดีกว่า ฉันขอแค่ห้าพันหยวนก็พอ ฉันรู้ว่าพี่ก็แค่อยากหาแม่ใหม่มาดูแลลูกๆ เท่านั้นแหละ พี่วางใจได้เลย ถ้าพี่แต่งกับฉันนะ ฉันจะดูแลพวกเขาอย่างดีที่สุดเลยค่ะ"
เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่าซือเนี่ยนเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองคงยังไม่ลึกซึ้งอะไรนักหรอก ขนาดผู้หญิงคนก่อนที่คบหากับเขามาเป็นปี พอแตะต้องลูกๆ ของเขาเข้าหน่อย โจวเยว่เซินยังส่งเข้าคุกไปโดยไม่ลังเล แล้วนับประสาอะไรกับซือเนี่ยนที่เพิ่งจะโผล่มาแค่ไม่กี่เดือน
ชายอีกคนที่กำลังจะก้าวขาออกจากห้องถึงกับสะดุดธรณีประตูแทบล้มหน้าคะมำ เขาหันกลับมามองหลิวกุ้ยฟางด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ไม่ใช่ว่าเขาตกใจที่เธออยากจะแต่งงานกับหัวหน้าโจว แต่เขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ว่าจะมีคนกล้าพูดจาไร้ยางอายแบบนี้ออกมาได้!
สินสอดตั้งห้าพันหยวน! นี่มันหน้าไม่อายสิ้นดี! ขนาดหลินซือซือที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเป็นถึงปัญญาชน เรียนจบมัธยมปลาย ยังได้สินสอดแค่สามพันหยวนเท่านั้น แต่นี่เป็นใครกัน เป็นแค่แม่ม่ายที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง หน้าตาก็ธรรมดา แถมชื่อเสียงในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แต่กลับกล้าเรียกเงินสูงถึงขนาดนี้!
ชายคนนั้นได้แต่ยืนอ้าปากค้าง มุมปากกระตุกไม่หยุด เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะอยู่ดูเรื่องสนุกต่ออีกสักหน่อย แต่พอสบเข้ากับสายตาคมกริบที่ตวัดมามองเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น เขาก็ถึงกับขนลุกซู่ รีบเผ่นแน่บออกไปจากตรงนั้นทันที ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ที่หัวหน้าของเขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาเมื่อต้องเจอกับเรื่องพิลึกพิลั่นเช่นนี้
โจวเยว่เซินจ้องมองใบหน้าของหลิวกุ้ยฟางที่กำลังวาดฝันสวยหรูอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่ากลัว
"แล้วเธอล่ะเป็นใคร ถึงได้กล้าเอาตัวเองไปเปรียบกับซือเนี่ยน?"
ใบหน้าของหลิวกุ้ยฟางพลันซีดเผือด เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีหน้าตาสะสวยเหมือนซือเนี่ยน แต่เรื่องงานบ้านงานเรือนเธอไม่เป็นสองรองใคร ทั้งทำอาหาร ทั้งทำงานหนัก เธอทำได้ทุกอย่าง แล้วทำไมเธอจะเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่เอาแต่สวยไปวันๆ อย่างซือเนี่ยนไม่ได้กัน
ไหนจะได้ยินมาอีกว่าผู้หญิงคนนั้นใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาโดยตลอด พอมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่เดือนก็ผลาญเงินของโจวเยว่เซินไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่!
ส่วนตัวเธอน่ะหรือ ทั้งประหยัดมัธยัสถ์ งานบ้านก็ทำได้ งานครัวก็ทำเป็น คนชนบทแต่งงานกันก็เพื่อหาคู่ชีวิตมาช่วยกันทำมาหากิน ไม่ใช่หาแจกันสวยๆ มาตั้งไว้ในบ้าน แล้วจะมีประโยชน์อะไร?
หลิวกุ้ยฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจ "พี่โจวคะ ฉันไม่ได้อยากจะทำลายความสัมพันธ์ของพวกพี่นะ แต่ฉันแค่รู้สึกว่าซือเนี่ยนเป็นคนในเมือง เคยอยู่สุขสบายมาตลอด จะทนลำบากอยู่บ้านนอกแบบนี้ได้ยังไงกันคะ ไม่แน่ว่าพอได้เงินไปแล้วก็อาจจะหนีไปเลยก็ได้ แต่ฉันไม่เหมือนกันนะ ถ้าฉันได้แต่งกับพี่ ฉันจะอยู่ดูแลพี่ไปตลอดชีวิตเลย! ถ้าพี่ยังคิดว่าสินสอดมันเยอะไป ฉันลดให้อีกก็ได้นะ"
ด้วยฐานะของโจวเยว่เซินแล้ว ต่อให้ลดเหลือสักสองสามพันเธอก็ยอม แค่ได้แต่งงานกับเขา เธอก็จะได้เป็นถึงนายหญิงเจ้าของฟาร์มหมู หลังจากนั้นจะต้องการอะไรก็ย่อมได้อยู่แล้ว แล้วจะมามัวนั่งเสียดายเงินเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ไปทำไมกัน
ระหว่างเงินสองสามพันกับแปดพันกว่า คนฉลาดย่อมมองออกว่าทางไหนมันคุ้มค่ากว่ากัน
แต่ไม่ว่าหลิวกุ้ยฟางจะวาดฝันไปไกลแค่ไหน โจวเยว่เซินกลับไม่แสดงท่าทีคล้อยตามแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาของเขากลับยิ่งทวีความเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งคนได้
"นั่นมันเรื่องของผม ถึงจะไม่มีซือเนี่ยน ผมก็ไม่มีวันชายตามองคุณ"
หลิวกุ้ยฟางถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนหน้าซีดเผือด "พี่โจว พี่พูดแบบนี้ได้ยังไงกัน ฉันไม่รังเกียจเลยนะที่พี่มีลูกติดถึงสามคน แล้วทำไมพี่ถึง..."
"ผมมีลูกสามคนก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องเก็บขยะทุกชิ้นที่เจอเข้าบ้าน เข้าใจไหม?"
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนการตบหน้าเธอฉาดใหญ่จนเซถลา เธอที่อุตส่าห์คิดมาตลอดว่านอกจากสถานะแม่ม่ายแล้ว คุณสมบัติด้านอื่นของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่กลับไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะถูกชายแก่ลูกสามอย่างโจวเยว่เซินหยามหยันจนไร้ค่าขนาดนี้ ความอัปยศอดสูที่ได้รับทำเอาเธอแทบจะหมดสติ
"งั้น...งั้นพี่บอกมาสิคะว่าต้องเท่าไหร่ถึงจะยอมพิจารณาฉัน พี่คงไม่โง่พอที่จะยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนั้นให้ซือเนี่ยน แทนที่จะเลือกแต่งกับฉันในราคาที่ถูกกว่าหรอกใช่ไหม?"
โจวเยว่เซินหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟ ก่อนจะคาบมันไว้ที่มุมปากอย่างไม่รีบร้อน ควันสีเทาจางๆ ลอยขึ้นบดบังความเย็นชาในแววตาของเขา
"ผมดูเหมือนคนที่จะเก็บขยะมือสองมารีไซเคิลรึไง?"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ปิดฝาปากกาลงช้าๆ ไม่แม้แต่จะชายตามองหลิวกุ้ยฟางที่ยืนตัวสั่นเทา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
เมื่อกลับถึงบ้าน บรรยากาศที่คึกคักและอบอุ่นก็เข้ามาแทนที่ความขุ่นมัวในใจของเขา ควันไฟและกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากหน้าต่างห้องครัว กลิ่นอายของชีวิตชีวาที่อบอวลอยู่ทั่วทุกแห่งหนทำให้แววตาที่เคยแข็งกร้าวของเขาอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
เขาเดินเข้าไปในบ้าน ก็พบกับเหล่าแม่บ้านในหมู่บ้านหลายคนที่กำลังขะมักเขม้นช่วยกันตกแต่งห้องนั่งเล่น บนบานหน้าต่างและประตูใหญ่ถูกประดับประดาไปด้วยสติกเกอร์มงคลสีแดงสดใส เสียงหัวเราะพูดคุยดังเคล้าคลอไปทั่วทั้งบ้าน สร้างบรรยากาศที่ต่างจากงานแต่งครั้งก่อนของเขาลิบลับ
โจวเยว่เซินก้าวเข้ามาในบ้าน ผู้คนต่างหันมาทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม
"คุณโจวกลับมาแล้วเหรอ!"
"วันนี้เสี่ยวโจวกลับเร็วนะ"
"ยินดีด้วยนะเสี่ยวโจว จะแต่งงานแล้ว ขอให้รักกันยืนยาวนะ"
"ขอบคุณครับ" เขารับคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พยักหน้าให้ทุกคนเล็กน้อยตามมารยาท
สายตาคมกวาดมองไปรอบบริเวณ แต่กลับไม่พบร่างของคนที่เขาตามหา
ทันใดนั้น หญิงมีอายุคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม "น้องเนี่ยนเพิ่งทำเสื้อเปื้อนไปน่ะจ้ะ ตอนนี้กำลังขึ้นไปเปลี่ยนเสื้ออยู่บนห้อง"
"ครับ ขอบคุณครับทุกคน ตามสบายเลยนะ" โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงไปยังชั้นสองทันที
ประตูห้องนอนไม่ได้ปิดสนิท เขามองเห็นซือเนี่ยนกำลังนั่งหันหลังให้เขาอยู่ที่หน้ากระจกเงา แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบร่างของเธอจนเกิดเป็นประกายสีทองอ่อนๆ ขับให้เธอดูงดงามราวกับภาพวาด มือเรียวกำลังบรรจงรวบผมขึ้นสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและแผ่นหลังที่บอบบาง
โจวเยว่เซินหยุดยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ
ซือเนี่ยนที่เพิ่งมัดผมเสร็จกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกิ๊บในกล่องเครื่องประดับ แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเงาสะท้อนของโจวเยว่เซินในกระจก เขาเดินเข้ามาเปิดกล่องเครื่องประดับของเธอออกอย่างถือวิสาสะ แสงสีทองของอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและนาฬิกาเรือนสวยของเขา
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยอะไรออกมา ฝ่ามือที่ร้อนระอุและแข็งแกร่งนั้นก็วางลงบนเอวของเธอ ความร้อนจากมือของเขาส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีนิลของเขาผ่านกระจกเงา เธอเห็นนิ้วมือหยาบกร้านของเขาหยิบกิ๊บมุกอันเล็กจิ๋วที่เธอใช้เป็นประจำขึ้นมาอย่างเบามือ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงในบัดดล
ครู่ต่อมา โจวเยว่เซินก็ก้มลงมองซอกคอขาวเนียนของเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"หันมาหน่อย"
[จบบท]