บทที่ 12: ชายร่างสูง 190 เซนติเมตร
ความจริงแล้วที่ฟาร์มหมูมีห้องพักสำหรับคนเฝ้ายามตอนกลางคืนอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะความเป็นห่วงลูกๆ ทั้งสามคน โจวเยว่เซินก็คงไม่จำเป็นต้องลำบากกลับมาที่บ้านเลยสักนิด
“เอ่อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ บ้านก็ออกจะใหญ่โต ไม่ได้คับแคบอะไรเลย” ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างกระอักกระอ่วนใจ
เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะหาโอกาสทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นได้อย่างไร หากเขาไม่กลับมานอนที่บ้าน แล้วเธอจะไปเรียนรู้นิสัยใจคอของเขาจากที่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือบ้านของเขาแท้ๆ ทำไมเขาต้องยอมย้ายออกไปเพียงเพราะคนนอกอย่างเธอกัน
ซือเนี่ยนไม่ใช่ผู้หญิงในยุคนี้ที่ยึดถือเรื่องศักดิ์ศรีเป็นใหญ่ การถูกผู้ชายเห็นร่างกายเพียงเล็กน้อยไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมารับผิดชอบชีวิตเธอเสียหน่อย
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับช้าๆ ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ”
***
อาจเพราะเมื่อคืนหัวถึงหมอนเร็วเกินไป ซือเนี่ยนจึงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เสียงกุกกักจากนอกห้องปลุกให้เธอตื่น หญิงสาวลุกขึ้นไปเปิดไฟและพบว่าข้างนอกยังมืดมิด โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานสองพี่น้องกำลังคลำทางในความมืดเพื่อออกไปโรงเรียนกันแล้ว
หมู่บ้านซิ่งฝูแห่งนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาและมีขนาดไม่เล็กเลย แบ่งการปกครองออกเป็นสามกองพลน้อย ซึ่งบ้านของโจวเยว่เซินก็ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของกองพลน้อยที่สาม
เนื่องจากในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียน เด็กๆ ทุกคนจึงต้องเดินทางไปยังโรงเรียนประถมจงซินที่อยู่ห่างออกไปถึง 8 กิโลเมตร ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเด็กๆ จากหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมด
เพียงแค่การเดินทางไปกลับก็กินเวลาเดินเท้าไปแล้วกว่า 2 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้เด็กๆ จึงต้องตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด
ตอนนี้นาฬิกาเพิ่งจะบอกเวลาตี 5 เท่านั้นเอง
ซือเนี่ยนยืนมองความมืดนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง ความง่วงก็จางหายไปจนหมดสิ้น เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องนอน
บ้านหลังนี้กว้างขวางก็จริง แต่กลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างน่าประหลาด แสงไฟสลัวๆ กับอากาศเย็นเยียบยามเช้า ทำให้บรรยากาศภายในบ้านปราศจากความอบอุ่น
เธอเดินผ่านห้องของโจวเยว่ตงและโจวเยว่หาน ด้วยความที่บ้านหลังนี้มีห้องนอนหลายห้อง เด็กชายทั้งสองจึงมีห้องเป็นของตัวเอง แต่บางครั้งก็จะสลับกันพาน้องสาวไปนอนด้วย
ประตูห้องของโจวเยว่ตงปิดสนิท แต่ห้องของโจวเยว่หานกลับเปิดแง้มไว้ เผยให้เห็นเตียงไม้ขนาดเล็กกะทัดรัดเพียงหนึ่งเตียง
ซือเนี่ยนกะขนาดด้วยสายตาแล้ว เตียงหลังนั้นคงยาวไม่เกิน 1.5 เมตร
เตียงที่เล็กขนาดนั้น โจวเยว่เซินจะนอนกับลูกๆ ได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกอึดอัด ก็ในเมื่อเมื่อวานนี้เท่าที่เธอลองกะขนาดตัวของเขาดูคร่าวๆ แล้ว เขาน่าจะสูงเกือบ 190 เซนติเมตรเห็นจะได้
ความคิดที่ว่าเธอกำลังยึดครองห้องนอนใหญ่ของเขาทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกละอายใจขึ้นมา เธอคิดว่าในเมื่อบ้านยังมีห้องว่างเหลืออีกตั้งหลายห้อง หากจำเป็นจริงๆ เธอย้ายไปนอนห้องรับแขกแทนก็ได้
แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินไปดูห้องรับแขกนั้นเอง ประตูห้องก็พลันถูกกระชากเปิดออกจากด้านใน
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันโดยไม่คาดคิด ต่างฝ่ายต่างชะงักงันไปชั่วครู่
ซือเนี่ยนถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ
“คุณ...คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
เธอเข้าใจมาตลอดว่าโจวเยว่เซินนอนค้างในห้องเดียวกับโจวเยว่ตง ถึงขนาดที่ตอนเดินผ่านหน้าห้องยังอุตส่าห์ย่องเท้าให้เบาที่สุด ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะมานอนในห้องรับแขก
เมื่อวานนี้เธอสำรวจห้องนี้แล้ว ข้างในไม่มีแม้แต่เตียงสักหลัง มีเพียงเสื่อผืนบางๆ ปูอยู่บนพื้นเท่านั้น คาดว่าคงเป็นที่นอนสำรองไว้สำหรับเวลาที่คนงานของเขาแวะมาพักค้างคืนเป็นครั้งคราว
โจวเยว่เซินกวาดสายตามองใบหน้านวลเนียนของเธอ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงช้าๆ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าจากอาการเมาค้างเมื่อคืน
“เมื่อคืนผมกลับมาดึกไปหน่อย กลัวว่าจะไปรบกวนเวลานอนของเสี่ยวตงกับคนอื่นๆ เลยมาอาศัยนอนที่นี่แทน แล้วทำไมคุณถึงตื่นเช้าขนาดนี้ครับ”
เวลานี้เพิ่งจะตี 5 ท้องฟ้าข้างนอกยังคงมืดสนิท
คำอธิบายของเขาทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม
“ฉันนอนเต็มอิ่มแล้วก็เลยตื่นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องมาลำบากนอนตรงนี้”
“ไม่เป็นไร นอนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน” โจวเยว่เซินสังเกตเห็นความรู้สึกผิดฉายชัดบนใบหน้าของเธอ มันดูจริงใจจนเขาอดที่จะเบือนหน้าหนีไม่ได้
“ผมต้องไปที่ฟาร์มหมูต่อแล้ว คุณนอนพักผ่อนอีกสักหน่อยก็ได้”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” ซือเนี่ยนรีบรั้งเขาไว้ “ในครัวน่าจะยังมีซาลาเปาที่ฉันนึ่งไว้เมื่อวาน คุณเอาไปทานเป็นมื้อเช้าได้นะคะ”
อันที่จริง โจวเยว่เซินได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยมาตั้งแต่ตื่นนอนแล้ว แต่เขายังนึกสงสัยอยู่ว่ากลิ่นหอมยามเช้านี้มาจากไหน เมื่อได้ฟังเธอพูดจึงกระจ่างใจในที่สุด
เขาเดินเข้าไปในครัว เปิดฝาซึ้งออกก็พบกับซาลาเปาร้อนๆ หลายลูกวางเรียงกันอยู่ กลิ่นหอมของเนื้อสับลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก
โจวเยว่เซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะประเมินเธอต่ำไปจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะทำอาหารเป็นด้วย ทั้งที่เขาคิดมาตลอดว่าเธอคงเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยต้องหยิบจับงานบ้านงานเรือนใดๆ มาก่อนเลยในชีวิต
เสียงปิดประตูหน้าบ้านแว่วมาให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงสุนัขเห่าดังมาจากชั้นล่าง ซือเนี่ยนรีบชะโงกหน้ามองลงไปจากหน้าต่างชั้นสอง ก็เห็นร่างสูงใหญ่ของโจวเยว่เซินยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง ส่วนเจ้าสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวที่เคยทำเมินเฉยใส่เธอ บัดนี้กลับทำตัวราวกับลูกสุนัขขี้ประจบ มันวิ่งเข้าไปคลอเคลียชายหนุ่มพร้อมกับแกว่งหางไปมาอย่างรวดเร็ว
โจวเยว่เซินยกมือขึ้นลูบหัวของมันเบาๆ เพียงเท่านั้น เจ้าสุนัขยักษ์ก็หมอบลงกับพื้นอย่างว่าง่าย
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าสุนัขตัวนี้จะเชื่องได้ถึงเพียงนี้
อาจเพราะสายตาที่จับจ้องของเธอมันชัดเจนเกินไป ชายหนุ่มที่อยู่ชั้นล่างจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอบนหน้าต่างอย่างพอดิบพอดี
ซือเนี่ยนหลบไม่ทัน ทำให้สายตาของเธอประสานเข้ากับนัยน์ตาสีนิลอันลุ่มลึกของเขาอย่างจัง
หัวใจของเธอกระหน่ำรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนีด้วยความประหม่า รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
นี่เธอเป็นอะไรไปกันแน่ แค่สบตากันเท่านั้น ทำไมต้องทำตัวมีพิรุธขนาดนี้ด้วย เดี๋ยวเขาก็ได้เข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนแปลกๆ กันพอดี
ซือเนี่ยนยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ อย่างหัวเสีย
พอรวบรวมความกล้าหันกลับไปมองอีกครั้ง ร่างของโจวเยว่เซินก็เดินจากไปไกลแล้ว เงาสีดำของเขาค่อยๆ กลืนหายไปกับท้องฟ้าที่ยังคงมืดสลัว
เมื่อนอนต่อไม่หลับ ซือเนี่ยนจึงลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน เธอเป็นคนรักความสะอาดอยู่แล้ว และในเมื่อต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ การทำให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด เธอลงมือถูพื้นจนเงาวับและเช็ดโซฟาจนขึ้นเงา แต่เนื่องจากบ้านหลังนี้ใหญ่โตกว้างขวางเกินไป เธอจึงทำได้แค่ห้องนอนของตัวเองกับห้องนั่งเล่นเท่านั้น
หลังจากนั้น ซือเนี่ยนก็เข้าครัวไปต้มโจ๊กเป็นอาหารเช้า
เมื่อกลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง เหยาเหยาก็ตื่นนอนแล้ว หนูน้อยกำลังนอนกอดหมอนข้างใบโปรดพร้อมกับใช้ปากเล็กๆ แทะเล่นอย่างเมามันจนหมอนชุ่มไปด้วยน้ำลาย
พอเห็นซือเนี่ยน หนูน้อยก็ยอมปล่อยหมอนข้างแล้วอ้าแขนป้อมๆ ทั้งสองข้างออก ส่งสัญญาณว่าอยากให้เธออุ้ม
เด็กน้อยอายุใกล้จะสองขวบเต็มทีแต่ยังพูดไม่ได้ กรณีเช่นนี้อาจเป็นไปได้สองอย่าง คือมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติ หรือไม่ก็ไม่มีใครคอยสอน
ซือเนี่ยนจึงตั้งใจว่าจะสอนให้หนูน้อยหัดพูด เธอจึงเริ่มพูดคุยกับเด็กหญิงด้วยจังหวะที่ช้าและชัดเจน แม้ว่าเหยาเหยาจะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
“พี่จ๋า”
“ย่ายา”
“พ่อจ๋า”
“อี๋อี๋”
“แม่จ๋า”
“หม่าม้า”
ซือเนี่ยนเบิกตากว้างด้วยความดีใจ “เก่งมากคะเหยาเหยา พูดอีกครั้งสิคะ แม่จ๋า”
แต่หนูน้อยกลับหัวเราะคิกคักอย่างเดียว ไม่ยอมเรียกคำว่าแม่ออกมาเป็นครั้งที่สอง
ดูท่าแล้วคงไม่ใช่เพราะพัฒนาการช้า แต่เป็นเพราะขาดคนสอนจริงๆ ซือเนี่ยนไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะเธอรู้ดีว่าเด็กๆ ตระกูลโจวล้วนแต่ฉลาดหลักแหลม ไม่นานเหยาเหยาก็คงพูดได้เอง
เวลาผ่านไปไม่นาน ท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มสว่างขึ้น
ซือเนี่ยนเปิดโทรทัศน์ดูแก้เบื่อ ซึ่งกำลังฉายรายการข่าวภาคเช้าพอดี แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามา ขับไล่ความอ้างว้างและเติมความอบอุ่นให้กับตัวบ้านได้เป็นอย่างดี
อากาศที่นี่บริสุทธิ์สดชื่นอย่างที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาตลอด 30 ปีในอนาคต ทุกครั้งที่สูดหายใจเข้าไปก็รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งกายและใจ
ซือเนี่ยนนำข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อคืนมาอุ่น แล้วราดด้วยน้ำหมูพะโล้หอมกรุ่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติที่หอมหวานชุ่มฉ่ำกระจายไปทั่วทั้งปาก เธอยังสอนให้เหยาเหยาหัดใช้ช้อนตักข้าวกินเอง ซึ่งหนูน้อยก็ฉลาดสมวัย เพียงไม่นานก็ทำตามได้อย่างคล่องแคล่ว
เธอนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ให้อาหารสุนัข แต่ก็ไม่รู้ว่าปกติแล้วมันกินอะไร ซ้ำยังทำอาหารสุนัขไม่เป็นอีกด้วย ด้วยความกลัวว่าถ้าปล่อยให้มันหิวจัดแล้วจะเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา เธอจึงตัดสินใจนำข้าวสวยไปคลุกน้ำแล้วยกออกไปให้
ข้างๆ กรงสุนัขมีชามเหล็กใบหนึ่งวางอยู่ ในนั้นเต็มไปด้วยขนสุนัขที่ร่วงหล่น
ซือเนี่ยนยังคงหวาดๆ เจ้าสุนัขตัวยักษ์ที่สูงเกือบเท่าเธอเวลามันยืนขึ้น เธอจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ยืนอยู่ห่างๆ แล้วใช้กิ่งไม้ยาวๆ เขี่ยชามข้าวของมันเข้ามาใกล้ตัว ก่อนจะล้างทำความสะอาดจนเอี่ยมแล้วจึงเทข้าวสวยร้อนๆ ลงไปให้
[จบบท]