บทที่ 123: ภาพบาดตา
คำพูดนั้นทำให้สองสามีภรรยาตระกูลซือชะงักไปชั่วครู่ แต่เมื่อเข้าใจความหมาย สีหน้าของทั้งคู่ก็พลันเปลี่ยนไปทันที
“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ รถคันนั้นมารับซือเนี่ยนอย่างนั้นเหรอ”
แม่หลินมองท่าทีตกใจของคนทั้งสองอย่างไม่เข้าใจนัก
พวกเธอเป็นคนชนบท น้อยครั้งที่จะเห็นใครใช้รถเก๋งมารับเจ้าสาว ส่วนใหญ่ก็ใช้แค่มอเตอร์ไซค์หรือไม่ก็จักรยาน บางคู่เดินเท้าไปก็ยังมีให้เห็น
ดังนั้นตอนที่โจวเยว่เซินขับรถมาถึง พวกเธอเองก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกัน
แต่การที่พวกเธอไม่ค่อยได้พบเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยนัก จะรู้สึกตื่นเต้นตกใจจึงเป็นเรื่องธรรมดา
ทว่าครอบครัวซือเองก็มีรถขับ แถมยังเป็นคนในเมืองอีกด้วย แค่เห็นรถยนต์ทำไมต้องทำท่าทางแปลกใจขนาดนั้น แล้วตอนนี้ทำไมถึงได้ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่ได้ยินไปได้
จางชุ่ยเหมยเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณ “คงไปเช่ามาล่ะมั้ง”
เรื่องนี้แม่หลินเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่เท่าที่รู้คือโจวเยว่เซินไม่มีรถแบบนี้แน่นอน เธอจึงตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “ก็น่าจะอย่างนั้นนะ”
คงไม่มีใครบ้าพอที่จะซื้อรถคันใหม่เอี่ยมเพื่อการแต่งงานโดยเฉพาะหรอก ใช่ไหม
เธอได้ยินลูกสาวเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้โจวเยว่เซินเพิ่งซื้อจักรยานคันใหม่ให้ ซึ่งก็เป็นยี่ห้อดังเสียด้วย
แค่ค่าใช้จ่ายในงานแต่งงาน ทั้งสินสอดทองหมั้นและของขวัญต่างๆ ที่ลูกเขยจัดหามาให้ก็น่าจะปาเข้าไปเป็นหมื่นหยวนแล้ว ถึงแม้เขาจะหาเงินเก่ง แต่ก็ควรเก็บเงินเอาไว้บ้าง ไหนจะลูกอีก 3 คนที่ต้องเลี้ยงดูอีก
เขาไม่น่าจะตัดสินใจซื้อรถในช่วงเวลานี้
แล้วก็เป็นไปตามคาด จางชุ่ยเหมยเบะปากอย่างไม่สบอารมณ์
เธอก็คิดอยู่แล้วว่าในแถบชนบทที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะมีปัญญาที่ไหนไปซื้อรถยนต์หรูๆ แบบนั้นมาขับได้ ที่แท้ก็แค่เช่ามาอวดคนอื่น
เหมือนคราวที่แล้วที่ไปบ้านเธอ ก็ยังอุตส่าห์ไปหานาฬิกาของปลอมมาใส่
มาคราวนี้ก็คงอยากจะรักษาหน้าตัวเอง เลยยอมทุ่มเงินเช่ารถมา
ช่างเป็นผู้ชายที่ทำอะไรไร้สาระสิ้นดี
แค่เลี้ยงหมูได้ไม่กี่ตัวก็หลงคิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจใหญ่โตไปแล้วหรือไง น่าหัวเราะจริงๆ
แค่ได้ฟัง จางชุ่ยเหมยก็รู้สึกอับอายแทนเสียแล้ว
ส่วนพ่อซือก็ได้แต่ขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาโจ่งแจ้งเท่าภรรยาของเขา
แม่หลินเห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดีจึงไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
เธอรู้ดีว่าครอบครัวซือดูถูกครอบครัวของเธอมาตลอด แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนใจเย็น ทำให้เธอไม่สามารถพูดจาไม่ดีตอบโต้กลับไปได้ จึงทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องคุยและเอ่ยปากชวนทั้งสองคนเข้าไปทานข้าวในบ้านด้วยกัน
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าคนทั้งสองจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล แต่กลับไม่ได้เจอหน้าคนที่ต้องการพบ ทำให้จางชุ่ยเหมยรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
เธอรู้สึกว่าซือเนี่ยนช่างเป็นลูกสาวที่เกิดมาเพื่อขัดโชคขัดลาภของเธอโดยแท้
ไม่อย่างนั้นทำไมไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ไม่เคยมีเรื่องไหนเป็นไปได้ด้วยดีเลยสักครั้ง
แต่เมื่อเธอหันไปเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นระคนชื่นชมของชาวบ้านที่มองมายังเธอ เหมือนกับว่าเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอก็พลันดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
จางชุ่ยเหมยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังโปรดสัตว์ “ช่างมันเถอะ ในเมื่อคนไปแล้ว พวกเราที่เป็นพ่อแม่บุญธรรมอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว ก็ควรจะตามไปส่งให้ถึงที่หน่อยแล้วกัน เดี๋ยวจะโดนชาวบ้านนินทาเอาได้ว่าครอบครัวซือเป็นพวกใจจืดใจดำ”
พูดจบเธอก็ไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะทำสีหน้าอย่างไร เธอหมุนตัวกลับขึ้นรถไปทันที
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็เพิ่งเคยเห็นหน้าค่าตาสามีภรรยาตระกูลซือเป็นครั้งแรก พอได้ยินคำพูดแบบนั้นเข้าก็รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แม้จะเป็นคนบ้านนอก แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ มีหรือจะฟังไม่ออกว่าในคำพูดของจางชุ่ยเหมยนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจและท่าทีที่หยิ่งผยอง
ยิ่งเมื่อครู่พวกเขาเห็นว่าแม่หลินอุตส่าห์เอ่ยปากชวนเข้าไปทานข้าวในบ้าน แต่คนพวกนั้นกลับไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ ทำให้ชาวบ้านที่รักพวกพ้องอยู่แล้วเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
“นี่มันอะไรกัน ครอบครัวซือทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ ไม่ให้เกียรติกันเลยสักนิด อย่างน้อยพวกคุณก็อุตส่าห์เลี้ยงดูลูกสาวให้พวกเขามาตั้งสิบกว่าปีนะ”
“นั่นสิ นี่ไม่ได้จะว่านะ แต่หลินซือซือนั่นดูก็รู้เลยว่าเป็นพวกเนรคุณ ตอนนี้เจอหน้าพวกคุณแท้ๆ ยังไม่คิดจะทักทายสักคำ เสียดายจริงๆ ที่เมื่อก่อนพวกคุณทุ่มเทให้เธอไปขนาดนั้น”
“ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าให้ส่งลูกชายเรียนหนังสือก็ไม่ยอมฟัง ดันทุรังขายสมบัติทุกชิ้นเพื่อส่งเสียให้เธอได้เรียนสูงๆ สุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ได้ใจของหมาป่ามาแทน”
ลึกๆ ในใจของแม่หลินเองก็รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ทำใจได้ในเวลาไม่นาน “จะยังไงก็ตาม อย่างน้อยพวกเขาก็ช่วยเลี้ยงดูเนี่ยนเนี่ยนให้ฉันมาตั้งสิบกว่าปีเหมือนกัน”
“ส่วนเรื่องของซือซือ ฉันไม่มีอะไรต้องโกรธหรอก นั่นเป็นการตัดสินใจของเธอเอง”
เมื่อได้ฟังเหตุผลของแม่หลิน ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ถึงแม้หลินซือซือจะทำตัวน่าโมโหไปบ้าง แต่โชคยังดีที่ซือเนี่ยนเป็นเด็กดีและน่ารักมาก
เธอเพิ่งจะย้ายกลับมาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้สึกประทับใจในตัวเธอเป็นอย่างมาก
เมื่อคิดดูแล้ว ครอบครัวหลินก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร
***
ภายในรถยนต์คันหรู
หลินซือซือไม่ได้รับรู้เลยว่าท่าทีเย็นชาของเธอได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่ารังเกียจของชาวบ้านไปแล้ว
ในสมองของเธอตอนนี้มีแต่ภาพของโจวเยว่เซินที่ขับรถยนต์คันโก้มารับเจ้าสาว
ในชาติที่แล้ว ตอนที่เธอแต่งงานกับเขา เธอยังต้องนั่งรถไถนาไปบ้านเจ้าบ่าวอยู่เลย
งานแต่งงานในครั้งนั้นไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เธอรู้สึกว่าตัวเองซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่มีความรู้และการศึกษาต้องมาแต่งงานกับชายแก่คราวพ่ออายุ 30 ปีเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง
ดังนั้นตลอดทั้งวันเธอจึงทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา และหลังจากที่ไปถึงบ้านของโจวเยว่เซินแล้ว เธอก็ไม่แม้แต่จะชายตามองแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลยแม้แต่น้อย
ส่วนครอบครัวของโจวเยว่เซินก็แค่จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้กับคนในละแวกนั้นตามธรรมเนียมเท่านั้น
มันเทียบไม่ได้เลยกับความยิ่งใหญ่ที่เธอเห็นในวันนี้
ภาพที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้ มันช่างบาดตาบาดใจเหลือเกิน
ครอบครัวของโจวเยว่เซินมีญาติพี่น้องไม่มากนัก ถึงแม้ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะค่อนข้างดี แต่ด้วยนิสัยเงียบขรึมของเขาและลูกๆ ที่มีนิสัยแปลกแยก ทำให้ปกติแล้วพวกเขาจะไม่จัดงานเลี้ยงอะไรใหญ่โต
หลินซือซือได้แต่ปลอบใจตัวเอง
มันคงไม่ได้ดีไปกว่างานแต่งของเธอเมื่อชาติที่แล้วสักเท่าไหร่หรอก
ครอบครัวซือขับรถตามเส้นทางที่รถรับตัวเจ้าสาวเพิ่งจากไป ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยเศษกระดาษจากประทัด ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถามทางจากใคร
อีกไม่นาน รถของพวกเขาก็แล่นมาถึงหมู่บ้านซิ่งฝู
เสาไม้ที่ปักอยู่ริมถนนตลอดทางเข้าหมู่บ้านถูกประดับประดาไปด้วยลูกโป่งสีแดงสดใส
ภาพที่เห็นทำให้สองสามีภรรยาตระกูลซือที่ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจอะไรถึงกับนิ่งอึ้งไป
ก็แค่การแต่งงานธรรมดาๆ ทำไมต้องทำให้มันยิ่งใหญ่เอิกเกริกขนาดนี้ด้วย
แถมยังเป็นการแต่งงานครั้งที่สองอีกต่างหาก
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินว่ามีใครจัดงานแต่งงานครั้งที่สองได้ยิ่งใหญ่และเปิดเผยขนาดนี้มาก่อน
จางชุ่ยเหมยไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกยินดี แต่ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาด้วยความหมั่นไส้ “ครอบครัวโจวนี่ก็ทำตัวเด่นเกินไปแล้วนะ แต่งงานครั้งที่สองแท้ๆ ยังจะจัดงานใหญ่โตขนาดนี้อีก ไม่รู้จักอายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง”
“ซือเนี่ยนถูกพวกเราเลี้ยงดูมาอย่างดี พอได้แต่งงานกับคนสวยขนาดนี้ก็คงจะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง อยากจะป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ล่ะสิ ช่างเป็นพวกบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกกว้างจริงๆ”
แม้ว่าจางชุ่ยเหมยจะไม่ค่อยชอบซือเนี่ยนเท่าไหร่นัก แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกสาวคนนี้ของเธอสวยมากจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการแต่งงานกับฟู่หยาง ป่านนี้ธรณีประตูบ้านของตระกูลซือคงถูกบรรดาชายหนุ่มจากบ้านพักทหารเหยียบจนพังไปแล้ว
โจวเยว่เซินเป็นแค่คนบ้านนอก อายุตั้ง 30 ปีแล้ว แถมยังเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง มีลูกติดอีกตั้ง 3 คน พอได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ทั้งสาวและสวยขนาดนี้ก็คงจะหลงระเริงน่าดู
ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกดูถูกผู้ชายคนนี้มากขึ้น
แต่เมื่อหลินซือซือได้ยินคำพูดเหล่านั้น สีหน้าของเธอก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธออีกแล้วว่าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนแบบที่จางชุ่ยเหมยพูดเลยแม้แต่น้อย
เพราะในชาติที่แล้ว เธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้จากเขาเลย
งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ หากจัดขึ้นในหมู่บ้านก็ถือได้ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างไม่ต้องสงสัย
และแน่นอนว่าใครก็ตามที่รู้จักโจวเยว่เซิน ต่างก็ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
จางชุ่ยเหมยไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของโจวเยว่เซิน เธอจึงคิดไปแบบนั้น
แต่มีเพียงเธอคนเดียวที่รู้ดีว่าการที่ผู้ชายคนนั้นสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากแล้ว
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง พ่อซือก็อุทานออกมาเบาๆ
“นั่นบ้านของใครกัน ในหมู่บ้านแบบนี้มีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ด้วยเหรอ”
ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่เขตหมู่บ้าน พ่อซือก็สังเกตเห็นบ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล เขาจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
จางชุ่ยเหมยหันไปมองตามด้วยความอยากรู้
เธอเองก็ไม่คิดว่าในสถานที่ห่างไกลแบบนี้จะมีคนสามารถสร้างบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ได้
หรือว่าจะเป็นบ้านของครอบครัวหมื่นหยวนที่เขาลือกันในหมู่บ้าน
เธอจ้องมองบ้านหลังนั้นเขม็ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อรถเคลื่อนเข้าไปใกล้มากขึ้น เธอก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบนบานหน้าต่างของบ้านหลังนั้น มีสติกเกอร์อักษร “ซังฮี้” ที่ใช้ในงานมงคลสมรสแปะอยู่
[จบบท]