บทที่ 130: รสจูบ
ซือเนี่ยนกำลังจะเอื้อมมือไปลองสัมผัสลิ้นชักปริศนานั้น แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เธอต้องชะงักและหันกลับไปมอง
โจวเยว่เซินเดินเข้ามาในห้อง ในมือของเขามีปิ่นโตอาหารอยู่ด้วย เขาวางมันลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ซือเนี่ยนมองตามปลายนิ้วที่หยาบกร้านแต่ทว่าเรียวยาวของเขา บนหลังมือปรากฏเส้นเลือดจางๆ บ่งบอกถึงความแข็งแรงของผู้เป็นเจ้าของ
“กินอะไรรองท้องหน่อยนะ”
อากาศในห้องคงจะอบอ้าวไปสักหน่อย เขาจึงปลดชุดเครื่องแบบทหารที่สวมทับอยู่ออก พับเก็บอย่างเป็นระเบียบแล้ววางไว้บนเตียง เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่อยู่ด้านใน เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อยก่อนจะพับมันขึ้นไปจนถึงข้อศอก กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดออก ทำให้เห็นแผงคอแกร่งและลำคอหนา ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองมาที่เธอขณะที่ก้าวเข้ามาใกล้
วันนี้ซือเนี่ยนอยู่ในชุดกี่เพ้าสีแดงสด บนมวยผมประดับด้วยปิ่นดอกไม้ที่ดูงดงามเข้ากัน ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มอย่างพอดี ขับเน้นให้เครื่องหน้าที่สวยงามอยู่แล้วยิ่งดูโดดเด่นสะดุดตา เพียงแค่เธอนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ก็ดูงดงามราวกับภาพวาดที่หาใดเปรียบ
เพียงชั่วพริบตา ร่างสูงใหญ่ของโจวเยว่เซินก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เขาโน้มตัวลง สอดแขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวบางของเธอแล้วรวบร่างเธอขึ้นมาอย่างง่ายดาย ซือเนี่ยนที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้แต่ปล่อยให้เขาอุ้มเธอมาวางไว้บนตักของเขา ก่อนที่เขาจะใช้มืออีกข้างประคองเอวเธอไว้ แล้วก้มหน้าลงมองใบหน้าด้านข้างของเธอที่กำลังขึ้นสีระเรื่อ
“เป็นอะไรไป” น้ำเสียงทุ้มของเขาเอ่ยถาม
แผ่นหลังบางของเธอแนบสนิทไปกับแผงอกที่กว้างและมั่นคงของเขา เสียงหัวใจของซือเนี่ยนเต้นไม่เป็นส่ำ เธอรีบเบนความสนใจของเขาด้วยการชี้ไปยังลิ้นชักที่ถูกล็อกกุญแจไว้
“เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งสังเกตเห็นลิ้นชักนั่นน่ะค่ะ มันล็อกอยู่ ของข้างในเป็นของคุณเหรอ”
โจวเยว่เซินปรายตามองตามที่นิ้วเรียวของเธอชี้ ดวงตาของเขาวูบไหวเล็กน้อย ก่อนที่ฝ่ามืออุ่นจะกดลงบนเอวคอดของเธอเบาๆ
“ใช่ ของผมเอง เอาไว้เก็บของเก่าๆ สมัยก่อน” เขาพูดพลางเหลือบมองเหรียญกล้าหาญที่ประดับอยู่บนชุดเครื่องแบบของเขา “ก็พวกของทำนองนี้แหละ”
“อ๋อค่ะ อย่างนี้นี่เอง” ซือเนี่ยนพยักหน้าเข้าใจ “ฉันก็ว่าทำไมไม่เคยเห็นของพวกนี้ที่บ้านเรามาก่อนเลย”
ฝ่ามือใหญ่ของเขายังคงวางอยู่ที่เดิม อากาศที่ร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ไออุ่นจากมือของเขาร้อนแรงขึ้นไปอีก
“แล้วคุณล่ะคะ ไม่กินข้าวเหรอ” ซือเนี่ยนรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อถูกเขามองด้วยสายตาแบบนั้น เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
โจวเยว่เซินยังคงกอดเธอไว้ในอ้อมแขน พลางส่งเสียงตอบในลำคอ “ผมเอาข้าวมาให้คุณ”
“ถ้างั้นคุณก็รีบลงไปข้างล่างเถอะ ฉันเห็นว่ามีแขกคนสำคัญมากันหลายคนแล้ว คุณแอบขึ้นมาแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอ”
ซือเนี่ยนเองก็ไม่ค่อยเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของงานแต่งงานในยุคนี้เท่าไหร่นัก แต่เธอก็เคยได้ยินมาบ้างว่าเจ้าสาวบางคนต้องทนหิวไปตลอดทั้งวัน ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่การที่โจวเยว่เซินยังนึกถึงเธอและอุตส่าห์เอาอาหารขึ้นมาให้ ก็ทำให้หัวใจของเธอพองโต
อันที่จริงซือเนี่ยนยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เพราะเพิ่งจะดื่มน้ำแกงร้อนๆ ที่โจวเจ๋อตงเอามาให้ไปเมื่อสักครู่นี้เอง
โจวเยว่เซินยังคงนิ่งเงียบไปชั่วครู่
ซือเนี่ยนจึงพูดต่อ “อ้อ แล้วก็คนบ้านซือคงเห็นคุณแล้วล่ะ ครอบครัวนี้หน้าเงินจะตาย พอเห็นคุณใส่ชุดแบบนี้ แถมยังรู้จักกับพวกผู้กำกับหลี่อีก ป่านนี้คงเปลี่ยนท่าทีไปแล้วล่ะ คุณไม่ต้องไปสนใจเขาหรอกนะคะ รีบลงไปเถอะ”
เขาพยักหน้ารับคำ แต่ร่างกายกลับไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่น้อย
ซือเนี่ยนถึงกับนิ่งไป
ทันใดนั้น มือใหญ่ของเขาก็เอื้อมไปดึงผ้าม่านหน้าต่างผืนหนาเข้ามาปิด ทำให้แสงสว่างจ้าจากภายนอกถูกบดบัง จนทั้งห้องตกอยู่ในความสลัว
หัวใจของซือเนี่ยนกระตุกวูบ และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ปลายนิ้วของเขาก็เชยคางมนของเธอขึ้น ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจะประทับลงมาบดเบียดริมฝีปากของเธออย่างเอาแต่ใจ
ซือเนี่ยนที่ยังคงนั่งอยู่บนตักของเขาถูกบังคับให้อยู่ในท่าที่ค่อนข้างอึดอัด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นท่าที่ชวนให้วาบหวามใจอย่างประหลาด แผ่นหลังของเธอแอ่นโค้ง เอวบางถูกดึงรั้งจนเหยียดตรง ขับเน้นให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่งดงาม มือใหญ่ของเขากระชับรอบเอวเธอแน่นขึ้นอีกนิด
รสจูบของเขาทั้งลึกซึ้งและหนักหน่วงจนเธอแทบจะหมดเรี่ยวแรงต่อต้าน เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เธอเริ่มรู้สึกเมื่อยที่ต้นคอ จึงยกมือขึ้นหยิกแขนของเขาเบาๆ เป็นเชิงประท้วง เขาจึงยอมผละริมฝีปากออกห่างอย่างอ้อยอิ่ง ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้ไปตามริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธออย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องมองลึกลงไปในดวงตาฉ่ำน้ำของเธอ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “วันนี้เหนื่อยรึเปล่า”
ซือเนี่ยนสบตากับเขา โชคดีที่เธอคุ้นเคยกับเขามาพอสมควรแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนช่วงแรกๆ เมื่อคืนเธอก็ได้นอนเต็มอิ่ม วันนี้ถึงจะตื่นเช้าแต่ก็ไม่ได้รู้สึกง่วง แถมเขายังขับรถไปรับเธอด้วยตัวเองอีก จะเหนื่อยได้อย่างไรกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความอ่อนเพลียสะสมอยู่บ้าง
เธอจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
มือที่โอบเอวเธออยู่ของโจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย เขายกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมีเลศนัย
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ โน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ตอนนี้ยังไม่เหนื่อย แต่เดี๋ยวกลางคืนก็จะเหนื่อยแล้ว กินเยอะๆ หน่อยนะ”
คำพูดของเขาทำให้ซือเนี่ยนเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก
บรรยากาศด้านล่างยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจ แต่ภายในห้องนี้กลับเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่คลอเคลียกันอยู่
เธอได้แต่กะพริบตาปริบๆ ภาพของเขาที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอดูชัดเจนและงดงาม
ลูกกระเดือกของโจวเยว่เซินขยับขึ้นลงช้าๆ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปมอบจูบที่ร้อนแรงให้เธออีกครั้ง
หลังจากที่ทั้งสองคนใช้เวลาส่วนตัวกันอยู่พักใหญ่ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ตามมาด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่ดังมาจากด้านนอก
โจวเยว่เซินจึงยอมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาใช้หลังมือเช็ดคราบลิปสติกที่เปรอะอยู่บนริมฝีปากของตัวเองลวกๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ภาพที่เห็นคือลูกชายคนรองของเขากำลังยืนอุ้มชามข้าวอยู่หน้าประตู โดยมีเด็กๆ อีกสี่คนยืนอยู่ข้างหลัง ทุกคนต่างก็แหงนหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาแป๋วแหวว
“พ่อ... พ่อมาทำอะไรที่นี่” โจวเจ๋อหานเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
โจวเยว่เซินเลิกคิ้วเล็กน้อย “เอาข้าวมาให้แม่หรือไง”
โจวเจ๋อหานพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “ครับ! แม่ยังไม่ได้กินข้าว ต้องหิวแน่ๆ” ในใจของเด็กน้อยกำลังรู้สึกภาคภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนเดียวที่นึกถึงแม่ ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
โจวเยว่เซินอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาใช้มือใหญ่ขยี้ผมของลูกชายเบาๆ “ดีมาก เข้าไปได้แล้ว แต่อย่าเสียงดังรบกวนแม่เขาล่ะ”
เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะประคองชามข้าวเดินเข้าไปในห้องอย่างร่าเริง
“แม่ครับ! แม่! ผมเอาข้าวมาให้...” แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นชามข้าวอีกใบที่วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว คำพูดที่เหลือจึงถูกกลืนหายลงไปในลำคอ
***
เมื่อโจวเยว่เซินเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว แววตาของแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยความนัยบางอย่าง
แต่เขากลับทำสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา หากไม่ใช่เพราะรอยลิปสติกสีแดงจางๆ ที่ติดอยู่บนปกเสื้อเชิ้ตของเขา ก็คงไม่มีใครเดาออกว่าเขาเพิ่งจะแอบหนีไปทำอะไรมา
ภาพนั้นบาดตาลึกเข้าไปในใจของหลินซือซือจนเธอต้องเบิกตากว้าง ปลายนิ้วสั่นระริกจนแทบจะคุมตะเกียบในมือไว้ไม่อยู่
ส่วนครอบครัวซือ เมื่อเห็นโจวเยว่เซินเดินกลับมา ก็รีบปรี่เข้ามาทักทายอย่างเอาอกเอาใจ
“พ่อหนุ่มโจว เอาข้าวไปให้ซือเนี่ยนเหรอจ๊ะ แหม ช่างเป็นคนดีจริงๆ เลยนะ ซือเนี่ยนของเราได้แต่งงานกับเธอนี่ถือเป็นโชคดีของลูกจริงๆ”
คำพูดนั้นทำให้โจวเยว่เซินชะงักฝีเท้า เขาหันไปมองครอบครัวซือด้วยสายตาที่เย็นชา ครอบครัวที่เคยทำท่าทีหยิ่งยโสใส่เขามาตลอด บัดนี้กลับมีท่าทีที่นอบน้อมจนน่าสมเพช
ความเย็นเยียบปรากฏขึ้นในแววตาของเขา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ “ผมเอาข้าวไปให้ภรรยาผม มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมถึงต้องเป็นโชคดีด้วยล่ะ ถ้าแค่เรื่องแค่นี้เรียกว่าโชคดีได้ล่ะก็... โชคดีที่พวกคุณพูดถึงมันคงจะหาง่ายเกินไปหน่อยมั้งครับ”
รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของพ่อและแม่ซือแข็งค้างในทันที
ผู้กำกับหลี่และคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจวเยว่เซินไม่อยากจะญาติดีกับคนบ้านนี้ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่พวกเขาอ้างว่าจะพาลูกสาวมาเยี่ยมพ่อแม่บุญธรรม ไม่ได้บอกว่าจะมาร่วมงานแต่ง ก็พอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ คงเป็นเพราะเมื่อก่อนไม่รู้ว่าโจวเยว่เซินเป็นใครมาจากไหนก็เลยดูถูก พอตอนนี้เห็นว่าเขามีตำแหน่งใหญ่โตก็เลยเปลี่ยนท่าที
ผู้กำกับหลี่เองก็ไม่เคยชอบหน้าคนบ้านซืออยู่แล้ว เพราะเคยมีเรื่องที่พวกเขาพยายามจะใช้เส้นสายฝากคนเข้าทำงาน พอมาเห็นท่าทีของโจวเยว่เซินในวันนี้ก็ยิ่งรู้สึกสะใจ
เขาหัวเราะในลำคอ “เอาน่าๆ ผู้กองซือรีบกินข้าวต่อเถอะ ส่วนพวกคุณน่ะ ไม่ใช่ว่าต้องรีบไปเยี่ยมพ่อแม่บุญธรรมของลูกสาวตัวจริงอยู่รึไง”
คำพูดนั้นดังพอที่จะทำให้ทุกคนในโต๊ะได้ยินกันทั่วหน้า พ่อแม่ซืออับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี คนอื่นๆ ในโต๊ะซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสนิทของบ้านโจวต่างก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
เมื่อครู่พวกเขายังแนะนำตัวเองว่าเป็นพ่อแม่บุญธรรมที่มาส่งตัวเจ้าสาวอยู่เลย แต่ตอนขบวนส่งตัวมากลับไม่เห็นแม้แต่เงา ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แล้วไหนจะหลินซือซือคนนั้นอีก หน้าไม่อายจริงๆ ตกลงหมั้นหมายกันแล้วก็หนีไปหน้าตาเฉย ตอนนี้ยังกล้ากลับมาที่นี่อีก
ทุกคนในโต๊ะต่างก็เบือนหน้าหนี ไม่มีใครอยากจะเสวนาด้วยอีก บรรยากาศที่เคยคึกคักกลับมาเงียบสงัดอีกครั้งเพราะการมาของครอบครัวซือ
มื้ออาหารนั้นผ่านไปอย่างยากลำบากสำหรับครอบครัวซือ พวกเขาโกรธจนแทบจะกระอักเลือด อย่างไรซือเนี่ยนก็เป็นลูกที่พวกเขาเลี้ยงดูมาสิบกว่าปี ลูกสาวได้แต่งงานกับคนใหญ่คนโตอย่างโจวเยว่เซิน พวกเขาก็ควรจะได้รับเกียรติในฐานะพ่อตาแม่ยายสิ แต่กลับถูกปฏิบัติอย่างไร้ค่าเช่นนี้!
จางชุ่ยเหมยทนไม่ไหวอีกต่อไป “ไป! ไปคุยกับยัยเด็กซือเนี่ยนให้รู้เรื่อง! ไปถามมันสิว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มันกล้าปิดบังพวกเรา มันอยากจะแข็งข้อแล้วใช่ไหม!”
ในความคิดของเธอ โจวเยว่เซินต้องมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าที่เห็น และซือเนี่ยนก็ต้องรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด แต่จงใจปิดบังพวกเขา!
[จบบท]