บทที่ 131: ซองแดงที่ไม่ได้เตรียมมา
ทำกันได้! ปล่อยให้พวกเขาต้องมาอับอายขายขี้หน้าผู้คนแบบนี้!
ความขุ่นเคืองสุมแน่นอยู่ในอกของสองสามีภรรยาตระกูลซือ
ทั้งคู่ลืมสนิทไปเลยว่าตอนที่ซือเนี่ยนอาสาจะพาไปแนะนำให้แขกเหรื่อรู้จัก พวกเขาเองนั่นแหละที่แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ครอบครัวซือทั้งสามคนก้าวฉับๆ เข้าไปในตัวบ้านของตระกูลโจวด้วยท่าทีเอาเรื่องเต็มที่ แต่ภาพที่เห็นในห้องนั่งเล่นกลับทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงักไป บ้านหลังนี้ถูกตกแต่งอย่างสวยงามในสไตล์ย้อนยุค โซฟาตัวใหญ่ดูหรูหรา ไหนจะโทรทัศน์กับวิทยุที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอีก ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหาเสียงของตัวเองเจอ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังเสียก่อน
“ซือเนี่ยนล่ะ ซือเนี่ยนอยู่ไหน”
พอหันกลับไปก็เจอกับฟู่เชียนเชียนในชุดสีสดใสที่เดินเคียงข้างมากับผู้ชายคนหนึ่ง
วินาทีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นหน้ากัน ทุกอย่างก็เหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่
“พวกคุณมาทำอะไรที่นี่” ฟู่เชียนเชียนที่เมื่อกี้ยิ้มแย้มอยู่แท้ๆ กลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาในพริบตา
เท่าที่เธอจำได้ ครอบครัวซือออกจะรังเกียจการแต่งงานของซือเนี่ยนกับผู้ชายบ้านนอกคนนี้เสียจนแทบไม่อยากจะนับญาติด้วยซ้ำ
แต่การที่พวกเขาโผล่มาที่บ้านตระกูลโจวในวันนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากจริงๆ
ฟู่เชียนเชียนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนพวกนี้จะหวังดีถึงขั้นลงทุนเดินทางมาร่วมงานแต่งของซือเนี่ยน
ฝ่ายพ่อแม่ซือที่ตั้งใจจะมาหาเรื่องซือเนี่ยนก็ถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอฟู่เชียนเชียนอยู่ที่นี่
เพราะก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของเธอกับซือเนี่ยนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดีอะไรกันนัก
“อ้าว นั่นเชียนเชียนนี่เอง มาได้ยังไงล่ะเนี่ย” พ่อซือฝืนยิ้มทักทายออกไป
ฟู่เชียนเชียนจ้องมองครอบครัวนี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
ในจังหวะนั้นเอง ซือเนี่ยนก็เดินลงมาจากชั้นบนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เธอปรี่เข้ามาหาครอบครัวของตัวเองด้วยท่าทีกระตือรือร้นเกินจริง พร้อมกับเปล่งเสียงที่ดังจนทุกคนต้องหันมามอง
“โอ๊ย คุณพ่อคุณแม่ มาก็มาสิคะ จะหอบของดีๆ มาเยอะแยะขนาดนี้ทำไมกัน เกรงใจจะแย่แล้วค่ะ”
แขกเหรื่อที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว
นั่นมันครอบครัวที่ทำท่าทำทางจองหองใส่ซือเนี่ยนอยู่หน้าประตูเมื่อกี้นี้ไม่ใช่หรือไง
ไหนบอกว่าจะมาส่งตัวเจ้าสาว แต่กลับมาตัวเปล่าเล่าเปลือย ในวันมงคลแบบนี้ยังพูดจาไม่เข้าหูอีก เมื่อครู่ทุกคนยังแอบซุบซิบกันอยู่เลยว่าพ่อแม่บุญธรรมของซือเนี่ยนนี่ช่างใจดำเสียจริง
แต่ตอนนี้ พอเห็นว่าข้างกายพวกเขามีคนเพิ่มมา แถมในมือยังเต็มไปด้วยข้าวของมากมายขนาดนั้น
หลายคนก็เริ่มคิดไปอีกทาง หรือว่าจะเป็นพวกปากร้ายแต่ใจดี บางทีพวกเขาอาจจะมองคนผิดไปก็ได้
ถ้าไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยซือเนี่ยนจริงๆ จะยอมหอบของขวัญมาให้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ
เสียงพูดคุยแผ่วเบาดังขึ้นรอบๆ “ดูไปดูมา ครอบครัวซือก็อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดก็ได้นะ”
“นั่นสิ เมื่อกี้ฉันยังว่าพวกเขาแรงไปอยู่เลย”
“ต้องขอโทษด้วยนะคะสหายตระกูลซือ พวกเราไม่คิดว่าพวกคุณจะตั้งใจมาขนาดนี้ ของที่เอามาก็ดูดีมีราคาไม่ใช่เล่นๆ เมื่อครู่นี้พวกเราอาจจะพูดจาไม่ดีไปบ้าง”
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นมิตรขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เออนะ ฉันว่าแล้ว คนที่เลี้ยงเด็กดีๆ อย่างซือเนี่ยนมาได้ จะเป็นคนใจไม้ไส้ระกำไปได้ยังไงกัน”
“ใจป้ำไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย ทั้งบุหรี่ เหล้า แล้วก็ขนมพวกนั้น ดูท่าจะแพงน่าดู!”
ผู้คนเริ่มทยอยกันเดินเข้ามารุมล้อม
ฟู่เชียนเชียนยืนนิ่งเป็นตอไม้ ของที่เธอเป็นคนซื้อมากับมือกลายเป็นของขวัญจากครอบครัวซือไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
หรือยัยซือเนี่ยนจะสติไม่ดี คิดไปเองว่าของที่เธอถืออยู่เป็นของที่พ่อแม่บุญธรรมเอามาให้กันแน่
ฟู่เชียนเชียนเหลือบมองครอบครัวซือทั้งสามคนที่ยังยืนมือเปล่าเหมือนเดิม ก่อนจะสบถในใจว่าหน้าด้านสิ้นดี แล้วตะโกนสวนขึ้นมาต่อหน้าทุกคนที่กำลังงุนงงไม่ต่างกัน “เดี๋ยวนะ อะไรคือพวกเขาเป็นคนให้ ของนี่ฉันซื้อมาเองต่างหาก ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพวกเขาสักนิด”
“อ้าว” รอยยิ้มของชาวบ้านที่อยู่รอบๆ แข็งทื่อไปในทันที
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฟู่เชียนเชียนสลับกับครอบครัวซือที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม
แล้วทุกคนก็ได้ยินฟู่เชียนเชียนพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “อ้าว คุณลุงคุณป้าซือนี่เอง มาส่งซือเนี่ยนแต่งงานทั้งที ไม่ได้เตรียมอะไรติดไม้ติดมือมาเลยเหรอคะ”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนกระจ่างแจ้งว่าฟู่เชียนเชียนไม่ได้มากับคนกลุ่มนี้
สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกดูแคลนอีกครั้ง
“อะไรกันเนี่ย สรุปว่าไม่ใช่พวกเขาให้หรอกเหรอ”
“ก็ว่าอยู่ ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามาก็ไม่เห็นถืออะไรมาสักอย่าง”
“ให้ตายเถอะ... อุตส่าห์รู้สึกผิดไปแวบหนึ่งที่ไปนินทาว่าร้ายพวกเขา”
“แต่งตัวซะดูดี แต่กลับมางานแต่งมือเปล่า ช่างกล้าจริงๆ”
คำพูดเสียดแทงเหล่านั้นทำให้พ่อแม่ซือรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องราวมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร
ก็แค่ตั้งใจจะเข้ามาสั่งสอนซือเนี่ยนสักหน่อย แต่ไหงกลายเป็นว่าตัวเองต้องมาตกเป็นเป้าให้ชาวบ้านรุมด่าอีกรอบได้
ซือเนี่ยนแกล้งเบิกตากว้าง ทำทีเป็นตกใจสุดขีดแล้วพูดเสียงดัง “อะไรนะคะ ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนให้หรอกเหรอคะ” เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรผิดไป
ประโยคเดียวของเธอทำให้สองสามีภรรยาที่กำลังจะอาละวาดถึงกับชะงักด้วยความอับอาย
ตอนที่ออกจากบ้านมา พวกเขาก็รีบร้อน แถมยังรู้สึกว่าการมางานแบบนี้มันน่าขายหน้า เลยตั้งใจแค่จะมาให้เห็นหน้าแล้วรีบๆ กลับไปเท่านั้น
ใครจะไปนึกว่าจะต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายไม่คาดฝันเยอะแยะขนาดนี้
เมื่อเห็นสายตานับสิบคู่ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียว ถ้ายังทำมึนไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปคงจะดูน่าเกลียดเกินไป
พ่อซือเลยต้องกัดฟันพูดแก้เกี้ยว “คือ...ของพวกนี้ไม่ใช่ของที่เราให้ก็จริง แต่พ่อกับแม่รู้ว่าลูกมาอยู่ที่นี่คงลำบาก ให้ของไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ให้เป็นเงินสดดีกว่า พ่อก็เลยเตรียมซองแดงมาให้”
เมื่อซือเนี่ยนได้ยินดังนั้น ก็แสร้งทำเป็นดีใจจนออกนอกหน้า “อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง หนูนึกแล้วว่าคุณพ่อคุณแม่รักหนูที่สุดในโลกเลยค่ะ แต่ว่า...ไม่ต้องใส่มาเยอะนะคะ ไม่อย่างนั้นหนูเกรงใจแย่เลย แค่ของที่เชียนเชียนให้มาตั้งเยอะตั้งแยะนี่หนูก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้วค่ะ”
มือของพ่อซือที่กำลังจะล้วงกระเป๋าหยุดกึก
เขาเผลอกัดฟันกรอด อดไม่ได้ที่จะหันไปค้อนให้ฟู่เชียนเชียนในใจ ทำไมต้องขนของมาให้มากมายขนาดนี้ด้วย
เดิมทีเขากะจะควักเงินออกมาสักร้อยหยวนเพื่อรักษาหน้าก็พอแล้ว แต่พออีกฝ่ายเล่นใหญ่ให้ของมาซะขนาดนั้น ถ้าเขาให้แค่ร้อยเดียวมีหวังได้โดนคนตราหน้าว่าขี้เหนียวแน่ๆ
เขาเลยหันไปกระทุ้งศอกใส่ภรรยาที่ยังยืนเหม่ออยู่ข้างๆ “มัวทำอะไรอยู่ ยังไม่รีบเอาเงินที่ฉันให้ไปถอนมาเมื่อวานเพื่อจะใส่ซองให้เนี่ยนเนี่ยนออกมาอีก”
จางชุ่ยเหมยยังตามสถานการณ์ไม่ทัน ทำไมอยู่ๆ เธอต้องมาเสียเงินอีกแล้ว
พอได้ยินสามีพูดแบบนั้น เธอก็เผลอหลุดปากสวนกลับไปทันที “เงินนั่นมันเอาไว้ให้ซือ...” แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี สามีก็รีบพูดแทรกขึ้นมาเสียงดัง
“ก็เงินที่ให้ไปถอนมาใส่ซองให้เนี่ยนเนี่ยนนั่นแหละ ถูกแล้ว”
ความจริงแล้ว เงินก้อนนั้นเป็นเงินค่าเรียนภาษาต่างประเทศของหลินซือซือต่างหาก ช่วงนี้ในเมืองกำลังฮิตเรื่องไปเรียนต่อเมืองนอก ใครๆ ก็พากันอวดว่าลูกสาวบ้านตัวเองกำลังจะได้ไปเรียนต่างประเทศ แต่หลินซือซือลูกสาวสุดที่รักของพวกเขากลับพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย
สองผัวเมียเลยลงความเห็นกันว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าคอร์สเรียนพิเศษให้ลูกสาว
ตอนแรกกะว่ามาร่วมงานแต่งให้มันจบๆ ไปแล้วจะเลยไปที่โรงเรียนสอนภาษาต่อ เธอเลยพกเงินสดติดตัวมาด้วย
แต่ใครจะคิดว่าสามีตัวดีจะฉวยเงินปึกนั้นไปจากมือเธอ แล้วดึงธนบัตรปึกหนาออกมาส่งให้ซือเนี่ยนหน้าตาเฉย
“เนี่ยนเนี่ยน เงินนี่พ่อให้ลูกนะ เก็บไว้ดีๆ ล่ะ ถ้าใช้ไม่พอก็บอกพ่อได้เลย”
ธนบัตรใบละสิบหยวนที่เพิ่งถอนออกมาจากธนาคารยังใหม่เอี่ยมเรียบกริบ ทั้งหมดมีถึงสามสิบใบ
ซือเนี่ยนยื่นมือออกไปรับมาถือไว้ “แบบนี้จะดีเหรอคะคุณพ่อ คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับหนูเกินไปแล้วค่ะ! เสี่ยวตง เสี่ยวหาน สือโถว พวกหนูรีบมานี่เร็ว คุณตาจะแจกซองแดงแล้ว”
เด็กๆ ที่อยู่แถวนั้นพอได้ยินคำว่าซองแดง ก็พากันวิ่งกรูกันเข้ามาล้อมครอบครัวซือเอาไว้ทันที
พ่อซืออยากจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาแป๋วแหววที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ บวกกับสายตาของคนรอบข้างที่จับจ้องอยู่ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกัดฟันควักเงินเพิ่ม
“เสี่ยวตงกับเสี่ยวหานใช่ไหม นี่ซองแดงจากคุณตานะ”
เขาจำใจยื่นธนบัตรใบละสิบหยวนให้เด็กชายทั้งสองคนไป
เด็กทั้งสองรับเงินมาแล้วมองหน้าผู้เป็นแม่ ซือเนี่ยนมองพ่อบุญธรรมที่สีหน้าเจ็บปวดเหมือนโดนเชือดแล้วก็แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เธอจึงหันไปพูดกับเด็กๆ ว่า “เสี่ยวตง เสี่ยวหาน รีบขอบคุณคุณตาสิลูก”
สองพี่น้องสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาพร้อมกัน “ขอบคุณครับคุณตา”
[จบบท]