บทที่ 141: ไอ้คนขี้งก
“ต้องขอบคุณพี่ใหญ่จริงๆ ที่วันนี้มีน้ำใจมาช่วย ไม่อย่างนั้นพวกเราคงทำงานแข่งกับเวลาไม่ทันแน่” อวี๋ตงอัดควันเข้าปอดอึกใหญ่ ก่อนจะพ่นออกมาพร้อมกับคำพูดที่เต็มไปด้วยความโล่งอก
โจวเยว่เซินทำงานได้เร็วเกินมนุษย์จริงๆ คนเดียวแต่ทำแทนคนอื่นได้หลายคน แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยให้เห็นเลยสักนิด สมแล้วกับที่เป็นคนเคยผ่านการฝึกทหารมาก่อน ความอดทนกับพละกำลังมันถึงได้ต่างจากคนธรรมดาอย่างพวกเขาราวฟ้ากับเหว ขนาดตอนที่ยังไม่ได้เป็นทหาร เขาก็ขึ้นชื่อเรื่องความขยันและความเร็วอยู่แล้ว พอปลดประจำการกลับมา ทุกอย่างเลยยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก จนใครต่อใครต่างก็พากันเรียกเขาลับหลังว่าไอ้ปีศาจ
ชายหนุ่มเช็ดคราบดินออกจากมือ รับมวนบุหรี่จากเพื่อนมาคาบไว้ที่มุมปาก อวี๋ตงโยนไฟแช็กตามมาให้ เขากำลังจะจุดไฟอยู่แล้วเชียว แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจกะทันหัน เขาละบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะหยิบกล่องอาหารส่วนของตัวเองแล้วเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องทำงาน
อวี๋ตงเหลือบมองตามหลังเพื่อนสนิทไป แววตาวาวขึ้นมาทันที คนอื่นอาจจะไม่ทันสังเกต แต่สายตาของเขาแหลมคมยิ่งกว่าเหยี่ยว พี่ใหญ่คิดจะแอบย่องไปกินของอร่อยคนเดียวน่ะสิ! พอคิดได้แบบนั้น เขาก็โยนบุหรี่ในมือทิ้งแล้วรีบเดินตามไปติดๆ
“พี่ใหญ่! นั่นของดีอะไรน่ะ ขอผมชิมหน่อยดิ”
เสียงของอวี๋ตงดังขึ้นไล่หลังโจวเยว่เซินที่เพิ่งจะถอดเสื้อกล้ามชุ่มเหงื่อออกพ้นตัว มือของอวี๋ตงไวเท่าความคิด เอื้อมไปหมายจะคว้ากล่องอาหาร แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกสายตาคู่หนึ่งตวัดมองปราม โจวเยว่เซินคว้ากล่องอาหารกลับไปวางไว้ห่างตัว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ราบเรียบปราศจากความเป็นมิตร “ไม่มีส่วนของนาย”
อวี๋ตงถึงกับลอบกลืนน้ำลาย แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เข้าใกล้ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของเนื้อที่โชยออกมา มันหอมไม่ต่างจากร้านซาลาเปาเจ้าดังที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อเช้าเลย แต่ให้ความรู้สึกว่าหอมยั่วน้ำลายยิ่งกว่า ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าเป็นของดีมีระดับแน่ๆ ยิ่งพี่ใหญ่แสดงท่าทีหวงขนาดนี้ ก็ยิ่งเป็นการการันตีว่าเป็นของดีแบบคูณสองเข้าไปอีก เขาพยายามต่อรองเสียงอ่อย “ผมขอลองชิมแค่คำเดียวเอง”
โจวเยว่เซินทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจแม้แต่น้อย
อวี๋ตงยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ “งั้นให้ผมดูหน่อยก็ได้ แค่ดูเฉยๆ”
ในที่สุดโจวเยว่เซินก็ยอมละสายตามามองเขาแวบหนึ่ง เป็นแววตาที่ว่างเปล่า แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ส่งสารมาอย่างชัดเจนว่าให้ไสหัวไปได้แล้ว
อวี๋ตงได้แต่เดินคอตกออกมาจากห้อง พลางบ่นอุบอิบกับตัวเองว่าพี่สะใภ้เป็นคนใจกว้างอย่างกับแม่น้ำ แต่ทำไมถึงมาได้สามีขี้เหนียวแบบนี้ก็ไม่รู้ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าวันนี้พี่สะใภ้จะทำของอร่อย เขาคงจะรีบแจ้นไปเยี่ยมถึงบ้านแต่เช้าแล้ว เผลอๆ อาจจะได้กินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่ด้วยซ้ำไป เฮ้อ…จะโทษใครได้นอกจากตัวเองที่หน้าบางเกินเหตุ คราวหน้าเห็นทีต้องทำตัวให้หน้าหนาขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า
เขาเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก สายตาก็พลันไปเห็นหลินเซียวกำลังนั่งหันหลังกินอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว กลิ่นหอมที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกอีกครั้ง อวี๋ตงตาวาวขึ้นมาทันที ใช่แล้ว! เขาลืมไปได้ยังไงว่าพี่ใหญ่จอมขี้งกคนนั้นยังอุตส่าห์เอามาเผื่อพี่ชายภรรยาของตัวเองด้วยอีกกล่อง!
ช่างเป็นคนที่เห็นพี่เมียดีกว่าเพื่อนจริงๆ จำได้ว่าต้องเอามาฝากพี่ชายภรรยา แต่กลับไม่ยอมแบ่งให้เพื่อนรักอย่างเขาได้ลิ้มลองแม้แต่ชิ้นเดียว มันน่าเจ็บใจนัก! แล้วไหนล่ะคำสัญญาที่ว่าเราเป็นพี่น้องร่วมสาบาน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน!
หลินเซียวเพิ่งจะย้ายมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน บวกกับนิสัยที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน เลยไม่ค่อยมีใครเข้าไปชวนคุยด้วยเท่าไหร่นัก ตอนนี้เขาก็เลยต้องนั่งกินอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียว
อวี๋ตงไม่รอช้า รีบปรี่เข้าไปหาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ “พี่หลิน กินไรอยู่อะครับ หอมมาเชียว”
อันที่จริงหลินเซียวอายุน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงพี่ชายแท้ๆ ของพี่สะใภ้ ขนาดพี่ใหญ่โจวยังต้องให้ความเกรงใจเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่ชาย’ เขาเลยไม่กล้าทำตัวตีเสมอ ขอเรียกตามพี่ใหญ่ไปด้วยคนแล้วกัน
หลินเซียวหันมามองต้นเสียง อ้อ! เป็นอวี๋ตง เพื่อนสนิทของน้องเขยนี่เอง ได้ยินว่าเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เมื่อได้ยินคำทักทาย เขาก็รีบปิดฝากล่องทันที ก่อนจะลุกขึ้นยืนตัวตรงแล้วตอบกลับไปซื่อๆ “ผมกินซาลาเปาอยู่ครับ”
อวี๋ตงอยากจะบ้าตาย ใครเขาไม่รู้กันล่ะว่านายกำลังกินซาลาเปาอยู่ กลิ่นมันหอมฟุ้งจนฉันเห็นภาพตั้งแต่เดินมานู่นแล้ว!
เขาพยายามข่มความรู้สึกอยากจะกระชากกล่องอาหารนั้นมา พร้อมกับตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อไป
“ซาลาเปาอะไรครับ หอมขนาดนี้ ให้ผมชิมหน่อยสิ ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย”
เขาประเมินในใจแล้วว่าคนซื่อๆ ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างหลินเซียวคงจะรับมือง่ายกว่าพี่ใหญ่จอมโหดเป็นไหนๆ อีกอย่างเขาไม่ได้ตะกละตะกลามขนาดนั้น ขอแค่ชิมคำเดียวให้ชื่นใจก็พอ มาทำงานแต่เช้าจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าหลินเซียวกลับมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของอวี๋ตง เขาก็หยิบแป้งปิ้งแห้งๆ แข็งๆ ออกมาหนึ่งแผ่นแล้วยื่นส่งให้
“ถ้าคุณยังไม่ได้กินข้าวเช้า เอานี่ไปสิครับ”
พูดจบ เขาก็กอดกล่องซาลาเปาไส้ซุปไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าแล้วเดินขึ้นรถไปทันที ที่จริงแล้วเขาเพิ่งกินไปแค่สองลูก ตอนแรกกะว่าจะชิมแค่ให้รู้รส แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้จนเขาเผลอกินเพิ่มไปอีกลูก ส่วนที่เหลือนั้นเขาตั้งใจจะเก็บกลับไปให้ภรรยา พ่อแม่ และน้องชายได้ลองชิม ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นฝีมือของน้องสาวสุดที่รัก เขาไม่มีวันยกให้คนอื่นง่ายๆ หรอก
อวี๋ตงที่ถูกยัดของไร้ค่าใส่มือได้แต่ยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก
***
หลังจากโจวเยว่เซินออกไปทำงานแล้ว ซือเนี่ยนก็ใช้เวลาอยู่กับการสอนเหยาเหยาให้หัดพูดอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานก็รู้สึกว่ามันน่าเบื่อเกินไป เธอจึงหันไปคว้าจอบแล้วเดินออกไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อเริ่มต้นภารกิจใหม่
เจ้าตัวเล็กเหยาเหยาก็ไม่ยอมน้อยหน้า แบกจอบอันจิ๋วของตัวเองเดินตามออกมาช่วยขุดดินอย่างแข็งขัน ไม่นานเหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่เจ้าตัวก็ยังคงสนุกสนานกับกิจกรรมใหม่นี้ไม่เลิก
พื้นดินบริเวณลานบ้านแห่งนี้ถูกผู้คนเหยียบย่ำมาเป็นเวลานานจนอัดแน่นเป็นดินแข็งๆ อย่าว่าแต่เด็กตัวเล็กๆ อย่างเหยาเหยาที่ขุดดินอยู่ตั้งนานยังถอนหญ้าออกมาได้ไม่กี่หย่อมเลย ขนาดซือเนี่ยนเองที่ออกแรงขุดอยู่พักใหญ่ก็ยังทำไปได้ไม่ถึงไหน จนฝ่ามือเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบไปหมด
เธอยืนนิ่งอยู่กลางลานบ้าน พลางนวดคลึงฝ่ามือที่เริ่มแดงก่ำของตัวเอง ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าความฝันที่จะมีสวนผักผลไม้เป็นของตัวเองนั้นดูจะไม่ง่ายอย่างที่จินตนาการไว้เลย แค่การเตรียมดินอย่างเดียว ด้วยความเร็วระดับนี้ของเธอคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเสร็จ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังมาจากทางหน้าประตูทำให้ซือเนี่ยนต้องหันไปมอง และก็เป็นไปตามคาด โจวเยว่เซินกลับมาแล้ว ในมือของเขายังมีหมูสามชั้นสดใหม่ชิ้นโตหิ้วมาด้วย ตั้งแต่เกิดเรื่องไม่คาดฝันของหลี่หมิงจวินขึ้น เขาก็เลือกที่จะยอมเหนื่อยเดินทางไปกลับด้วยตัวเอง ดีกว่าจะให้คนอื่นมาส่งของให้เหมือนเมื่อก่อน
ทันทีที่เห็นซือเนี่ยนยืนถลกขากางเกงกับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อพับ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาก็เดินตรงเข้ามาทันที สายตาคมกริบกวาดมองพื้นดินที่ถูกขุดจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ก่อนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่แล้วเอ่ยถามขึ้น “นี่ทำอะไรอยู่?”
พอเห็นหน้าเขา น้ำเสียงของซือเนี่ยนก็อ่อนลงโดยอัตโนมัติ “เมื่อวานฉันไปซื้อเมล็ดผักมา กะว่าจะปลูกผักกินเอง ไปตลาดทีไรก็ลำบากทุกที บ้านเราสวนก็กว้างดี เลยอยากจะพรวนดินดู ไม่นึกเลยว่าจะขุดยากขนาดนี้” พูดจบ เธอก็ทำหน้ามุ่ยพลางยื่นมือขาวเนียนทั้งสองข้างไปตรงหน้าเขาเหมือนเด็กขี้ฟ้อง “ดูสิ มือฉันเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย”
โจวเยว่เซินก้มลงมองฝ่ามือแดงๆ ของเธอ ก่อนจะใช้มือใหญ่ของเขากุมมือนุ่มนิ่มของเธอไว้แล้วขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น
“เด็กโง่เอ๊ย ขุดไม่ไหวก็ยังจะฝืนทำอีก” เขาตำหนิเสียงดุ แต่การกระทำกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เขานวดคลึงฝ่ามือให้เธอเบาๆ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบจอบที่วางอยู่ข้างๆ มาถือไว้เอง “เดี๋ยวผมทำเอง ไปนั่งพักไป”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย กำลังจะชักมือกลับ
โจวเยว่เซินที่นวดให้เธออยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ก้มหน้าลงจุมพิตที่หลังมือของเธออย่างรวดเร็ว สัมผัสที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบนั้นทำให้ขนตาของซือเนี่ยนสั่นระริก
เธอเดินเลี่ยงออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มกลับไปจดจ่ออยู่กับการพรวนดินเบื้องหน้า ทุกท่วงท่าการขุดของเขาเต็มไปด้วยพละกำลัง มัดกล้ามบนแผ่นหลังขยับเคลื่อนไหวอย่างน่ามอง แต่ละครั้งที่จอบถูกเหวี่ยงลงไปล้วนแต่ทรงพลังจนสามารถตักดินขึ้นมาได้ก้อนใหญ่ ใบหน้าด้านข้างของเขายังคงดูเย็นชาและเคร่งขรึมเช่นเคย
ซือเนี่ยนยืนมองภาพนั้นอยู่หลายวินาทีโดยไม่ละสายตา
[จบบท]