บทที่ 142: สภาพที่ไม่น่ามอง
ซือเนี่ยนเห็นเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ก็ตัดสินใจไม่เข้าไปรบกวนสมาธิ เธอหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะออกมาพร้อมกับซองเมล็ดพันธุ์ผักกาดขนาดเล็กในมือ
แปลงดินที่เห็นยังแห้งเกินกว่าจะลงเมล็ดได้ เธอจึงเริ่มจากการรดน้ำให้ทั่ว รอเวลาให้ผืนดินดูดซับความชุ่มชื้นเข้าไปจนทั่วถึง
ระหว่างนั้น โจวเยว่เซินก็มีเงยหน้าขึ้นมามองเธอเป็นระยะ
พื้นที่ที่ซือเนี่ยนเคยคิดว่าตัวเองต้องใช้เวลาขุดเป็นวันๆ กลับถูกจัดการจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวด้วยฝีมือของเขา ตอนนี้ตรงหน้าทางเข้าบ้านจึงมีแปลงดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ซือเนี่ยนอดทึ่งไม่ได้ เธอรีบเข้าไปในบ้านแล้วรินน้ำเย็นๆ มาให้เขาหนึ่งแก้ว ช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทำให้เธอรู้ว่าโจวเยว่เซินไม่ค่อยชอบของหวานเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับน้ำถั่วเขียวแล้ว เขาดูจะชอบดื่มน้ำเปล่าเย็นๆ มากกว่า
โจวเยว่เซินรับแก้วไปดื่มรวดเดียวจนหมด ซือเนี่ยนเผลอมองภาพนั้นนิ่ง
จากมุมที่เธอยืนอยู่ ทำให้เห็นโครงกรามและลำคอแกร่งของเขาได้อย่างชัดเจน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามจังหวะการดื่ม
เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอจึงลดแก้วลงแล้วก้มหน้ามอง ซือเนี่ยนรีบหลบสายตา ทำทีเป็นมองไปทางอื่นอย่างใจเย็น
"เดี๋ยวผมต้องกลับไปที่ฟาร์มหมูแล้ว ถ้ามีอะไรที่อยากให้ช่วยทำ ก็เดินไปหาผมที่นั่น หรือจะรอให้ผมกลับมาตอนเย็นก็ได้ เข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้วค่ะ" เธอพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เหยาเหยาที่ยืนเกาะขาเธออยู่ก็พยักหน้าตามเป็นลูกคู่
โจวเยว่เซินมองภาพของแม่ลูกที่อยู่ตรงหน้า แววตาที่เคยเรียบเฉยกลับฉายความอ่อนโยนออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขายื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวเบาๆแล้วอุ้มขึ้นมา ก่อนจะหันมามองซือเนี่ยนอีกครั้ง
สายลมพัดมาวูบหนึ่ง ทำให้ปอยผมของเธอปลิวมาปรกหน้า ซือเนี่ยนยกมือขึ้นปัดมันออกไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังภาพที่เขาอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนอย่างรักใคร่
"เดี๋ยวฉันไปอุ่นมื้อเที่ยงให้นะคะ คุณกินข้าวก่อนแล้วค่อยไปดีกว่า"
มุมปากของโจวเยว่เซินยกยิ้ม "อืม งั้นผมขอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"
เขาอุ้มเหยาเหยาเดินเข้าบ้านไป ซือเนี่ยนมองตามหลังเขาสักพัก ก่อนจะเดินตามเข้าไปในครัว
ปกติแล้วเธอจะทำอาหารเผื่อไว้สำหรับมื้อต่อไปเสมอ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำใหม่ แค่นำมาอุ่นก็พร้อมกินได้เลย
เมื่อซุปและกับข้าวถูกอุ่นจนร้อนได้ที่แล้ว แต่โจวเยว่เซินก็ยังไม่ลงมาสักที
เธอจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องของเขา ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากหน้าต่างปะทะเข้ากับใบหน้า ร่างสูงใหญ่ของโจวเยว่เซินยืนขวางประตูอยู่ เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ตอนที่อยู่ในครัว อากาศมันร้อน เธอจึงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดเพื่อคลายร้อน ซึ่งตอนนี้มันก็เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มของเธออยู่รำไร ผมที่รวบเป็นหางม้าสูงขับให้ใบหน้าที่งดงามของเธอดูโดดเด่นรับกับปอยผมที่เคลียอยู่ข้างแก้ม ดวงตาของเธอฉายแววอ่อนโยนยามที่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
โจวเยว่เซินจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะเอื้อมมาคว้าเอวของเธอแล้วรวบร่างเข้าไปในห้อง
ปัง!
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับแผ่นหลังของซือเนี่ยนที่ถูกดันจนชิดเข้ากับบานประตู
เธอสูดลมหายใจเข้าปอดแผ่วเบา เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา "เดี๋ยวก่อนค่ะ ข้าวเที่ยงพร้อมแล้วนะ"
"ยังไม่รีบ" เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงมาอย่างแนบแน่น
วงแขนแกร่งโอบรัดเอวของเธอให้แนบชิดกับร่างกายของเขามากขึ้น ขณะที่ริมฝีปากของทั้งสองยังคงพัวพันกันอย่างเร่าร้อน
ซือเนี่ยนรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นจากพื้น ก่อนที่แขนเรียวจะยกขึ้นโอบรอบคอของเขาตามสัญชาตญาณ
เธอสวมกระโปรงอยู่ และในท่านี้ ชายกระโปรงจึงถูกร่นขึ้นไปกองอยู่บนต้นขา
ฝ่ามือหยาบกร้านของเขาสัมผัสเข้ากับผิวเนียนละเอียดของเรียวขาเธอ ความร้อนจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านความรู้สึกซาบซ่านไปทั่วร่าง
เขาอุ้มเธอเดินตรงไปยังเตียงนอน ก่อนจะวางร่างของเธอลงบนผืนผ้านวมอย่างนุ่มนวล
รสจูบของเขายังคงดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน หน้าอกของเขาบดเบียดอยู่กับความนุ่มหยุ่นของเธอ มือใหญ่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อของเธอออกทีละเม็ด ก่อนจะซุกไซร้ใบหน้าลงไปกับทรวงอกอิ่ม
สายลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในห้องลงได้เลย
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป โจวเยว่เซินเดินลงมาจากชั้นบน
อาหารบนโต๊ะเย็นชืดไปหมดแล้ว เหยาเหยานั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาโดยไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น
เสียงฝีเท้าทำให้เด็กหญิงหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นพ่อ เธอก็รีบกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งเข้าไปหาพร้อมกับอ้าแขนรอให้เขาอุ้ม
"แม่~"
โจวเยว่เซินหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ สงสัยภรรยาเขาจะสอนให้ลูกเรียกเป็นอยู่คำเดียว
เขาก้มตัวลงอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ "เรียกพ่อสิลูก"
"แม่~" เหยาเหยายังคงกอดคอพ่อแน่น ดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรอยยิ้ม
โจวเยว่เซินใช้ปลายนิ้วหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเธอเบาๆ ไม่ได้พยายามจะแก้ไขให้เธอเรียกถูกอีก
เขาใช้แขนข้างหนึ่งอุ้มลูกสาว ส่วนมืออีกข้างก็ยกจานอาหารเข้าไปอุ่นในครัว
หลังจากจัดการป้อนข้าวให้ลูกสาวจนอิ่มแล้ว เขาก็ปล่อยให้เธอนั่งเล่นไป ส่วนตัวเองก็รีบจัดการอาหารมื้อเที่ยงที่เหลืออย่างรวดเร็ว
เมื่ออิ่มท้อง หนังตาก็เริ่มหย่อน เหยาเหยานั่งสัปหงกอยู่กับที่
โจวเยว่เซินเห็นดังนั้นจึงอุ้มเธอขึ้นไปบนห้องนอน
บนเตียงกว้าง ร่างอรชรของซือเนี่ยนกำลังหลับสนิทอยู่ใต้กองผ้าห่ม เธอคงจะเหนื่อยมากจนไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีคนเข้ามาในห้อง
จนกระทั่งเขาวางเหยาเหยาลงนอนข้างๆ นั่นแหละ เธอถึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เมื่อเห็นลูกสาว เธอก็ขยับตัวเว้นที่ให้ แล้วเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเนือยๆ "คุณไม่ไปทำงานต่อเหรอ"
โจวเยว่เซินก้มลงมองใบหน้าหวานยามหลับใหลของเธอ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยตอบอะไร เธอก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
เขาจัดผ้าห่มให้แม่ลูกอย่างเบามือ ก้มลงปัดปอยผมออกจากใบหน้าของซือเนี่ยน แล้วประทับจูบลงบนแก้มเนียนใส ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
***
ณ บ้านพักในตัวเมือง
บรรยากาศการพูดคุยระหว่างตระกูลฟู่และตระกูลซือเป็นไปอย่างจริงจัง ประเด็นหลักคือการกำหนดวันแต่งงาน
เรื่องราวทั้งหมดมีต้นสายปลายเหตุมาจากครั้งก่อนที่หลินซือซือไปดูแลฟู่หยางที่กำลังเมาหนักจนไม่ได้สติ แล้วจู่ๆ เธอก็วิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านตระกูลฟู่ในสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่น่ามอง
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วบริเวณบ้านพักข้าราชการอย่างรวดเร็ว
ผู้คนต่างปักใจเชื่อว่าฟู่หยางอาศัยความเมามายบังคับขืนใจหลินซือซือ
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่แล้ว และเรื่องทำนองนี้อาจจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในสังคมที่ยังคงเคร่งครัดเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ ประกอบกับสภาพของหลินซือซือในวันนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนอดที่จะคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลไม่ได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตระกูลฟู่ต้องตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์
จากเรื่องที่ควรจะเป็นมงคล กลับกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้พวกเขาต้องเสียหน้าไปด้วย อีกทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความผิดของลูกชายตัวเองจริงที่เมาจนขาดสติ และไม่ว่าจะมองมุมไหน ฝ่ายหญิงก็ย่อมเป็นฝ่ายที่เสียหายมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเดินทางมาเจรจาด้วยตนเอง
แน่นอนว่าทางตระกูลซือย่อมยินดีเป็นที่สุด
หลังจากที่ได้ไปเยือนบ้านตระกูลโจวในครั้งนั้น และได้เห็นว่าโจวเยว่เซินที่พวกเขาเคยดูแคลนมาตลอดไม่ใช่คนธรรมดา พอกลับมาถึงบ้าน พ่อของซือก็พยายามสืบเสาะเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเป็นการใหญ่
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแรง
ตอนแรกเขาคิดว่าการที่โจวเยว่เซินรู้จักกับคนระดับผู้กำกับหลี่และผู้บังคับบัญชาจาง ทั้งยังสวมเครื่องแบบทหาร ย่อมต้องมีตำแหน่งใหญ่โตไม่ธรรมดา แต่เมื่อสืบลึกลงไปก็พบว่า โจวเยว่เซินเคยเป็นทหารจริง แต่ก็ได้ปลดประจำการมาหลายปีแล้ว ส่วนสาเหตุที่บุคคลเหล่านั้นไปร่วมงาน ก็เป็นเพียงเพราะเคยสังกัดหน่วยเดียวกันในอดีตเท่านั้น
ความจริงข้อนี้ทำให้เขาผิดหวังอย่างหนัก
เมื่อนึกถึงเงินจำนวนมากที่ต้องเสียไปในวันนั้น พ่อของซือก็โมโหจนนอนไม่หลับไปหลายคืน ผมของเขาดูขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่โชคยังดีที่เรื่องการแต่งงานของลูกสาวแท้ๆ อย่างหลินซือซือลงเอยด้วยดีในที่สุด ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกโล่งอกไปได้บ้าง
แม้จะผิดหวังกับเรื่องของลูกสาวบุญธรรม แต่เมื่อพิจารณาจากบ้านที่ตระกูลโจวอาศัยอยู่ ก็น่าจะพอมีฐานะอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้กำกับหลี่และคนอื่นๆ ถึงแม้โจวเยว่เซินจะไม่ใช่บุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างที่เขาคาดหวังไว้ แต่ในอนาคตก็น่าจะพอช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เมื่อคิดได้ดังนี้ ความขุ่นเคืองในใจของเขาก็เบาบางลง
หลินซือซือนั่งอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเอียงอาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกำหนดวันแต่งงานอย่างกระชั้นชิด
แต่เนื่องจากฟู่หยางกำลังจะเดินทางไปประจำการที่หน่วยทหารในไม่ช้านี้ จึงไม่มีเวลาพอที่จะจัดพิธีแต่งงานได้ ทางตระกูลฟู่จึงตัดสินใจให้ทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสกันไว้ก่อน แล้วค่อยจัดงานฉลองมงคลสมรสชดเชยให้หลังจากที่ฟู่หยางกลับมา
ภาพงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ของซือเนี่ยนผุดขึ้นมาในความคิดของหลินซือซือ แม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่เธอก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้
อย่างไรก็ตาม แค่ได้จดทะเบียนสมรส เธอก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฟู่อย่างสมบูรณ์แล้ว
[จบบท]