บทที่ 150: เสียงที่คุ้นเคย
ซือเนี่ยนรู้สึกชาไปทั้งตัว เธอเผลอกระตุกมุมปากให้กับภาพตรงหน้า นี่เป็นอีกครั้งที่อาการอึดอัดใจแทนคนอื่นของเธอกำเริบขึ้นมา
หญิงสาวตัดสินใจเบือนหน้าหนีจากหลินซือซือ สายตาของเธอทอดมองลงไปยังกลุ่มคนที่อยู่เบื้องล่างอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะจงใจเมินเฉยต่อสายตาของครอบครัวฟู่ที่จับจ้องมา แล้วเริ่มกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่น่าฟัง
"Dear leaders, dear parents, and classmates, good morning everyone! sincerely thank you for taking the time out of your busy schedule to participate in this event......" (เรียนท่านผู้นำที่เคารพ ท่านผู้ปกครองที่รัก และเพื่อนนักเรียนทุกคน สวัสดีตอนเช้าค่ะ! ขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริงที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมงานในครั้งนี้.....)
เมื่อประโยคแรกจบลง ทุกอย่างรอบตัวก็พลันเงียบสงัดราวกับเวลาได้หยุดเดิน
การแนะนำตัวของหลินซือซือที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ดูด้อยค่าลงไปในพริบตา
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงคือภาษาอังกฤษที่ไหลลื่น สำเนียงที่เป็นธรรมชาติ และบุคลิกที่สงบนิ่งของเธอ มันดูราวกับว่าภาษาอังกฤษคือภาษาแม่ของเธอเอง
ไม่ต้องพูดถึงคนในที่นี้ที่พอจะฟังภาษาอังกฤษออก แม้แต่คนที่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่คำเดียว แค่ได้ยินสำเนียงก็รับรู้ได้ถึงความสามารถอันโดดเด่นของหญิงสาวบนเวทีคนนี้ พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าเธอนั้นเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอย่างหาตัวจับได้ยาก
ถึงแม้ทุกคนจะเคยผ่านการเรียนภาษาต่างประเทศมาบ้าง แต่คนที่จะสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้กลับมีน้อยคนนัก
น้ำเสียงของเธอไพเราะน่าฟังอย่างบอกไม่ถูก การใช้ภาษาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ประกอบกับการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านถ้อยคำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้สุนทรพจน์ของเธอมีชีวิตชีวา
นี่ต่างหากคือการกล่าวสุนทรพจน์ที่แท้จริง ไม่ใช่การท่องจำบทพูดมาอย่างไร้จิตวิญญาณ
ทุกคนในที่นั้นต่างตกอยู่ในภวังค์
คุณนายเจิ้งถึงกับอ้าปากค้างด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อสายตาตัวเอง "ซือเนี่ยนพูดภาษาอังกฤษได้ดีขนาดนี้เชียวเหรอ"
เธอพอจะรู้มาบ้างว่าซือเนี่ยนเป็นเด็กเรียนดี แต่ก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเก่งกาจถึงขั้นนี้
พ่อของฟู่หยางซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าตกใจไม่ต่างกัน
ไม่กี่นาทีก่อน เขายังชื่นชมว่าหลินซือซือทำได้ดี แต่เมื่อได้ฟังซือเนี่ยนพูด เขาก็ได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า อะไรคือความแตกต่างที่ราวกับอยู่คนละโลก
ฟู่หยางจ้องมองซือเนี่ยนนิ่งงัน ภาพของหญิงสาวที่เขาเคยตีค่าว่าเป็นเพียงของสวยงามไร้ประโยชน์ซ้อนทับกับภาพตรงหน้า
ถึงแม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าเธอเรียนเก่ง แต่เขาก็ไม่เคยให้ความสนใจ
ในสายตาของเขา ซือเนี่ยนไม่เคยมีอะไรโดดเด่นนอกไปจากรูปลักษณ์ภายนอก
แต่หลังจากที่เธอเดินจากชีวิตเขาไป เขากลับค่อยๆ ค้นพบว่า แท้จริงแล้วเธอคือผู้หญิงที่เปล่งประกายอยู่เสมอ
เพียงแต่ในอดีต เขาเลือกที่จะมองไม่เห็นมันเอง...
ณ ขณะนี้ ทุกสายตาในสนามล้วนจับจ้องไปที่ซือเนี่ยนเพียงผู้เดียว
หากผู้หญิงคนหนึ่งมีเพียงความงาม อาจนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงามนัก
แต่หากเธอมีความงามควบคู่ไปกับความสามารถ นั่นเปรียบเสมือนการถือไพ่เหนือกว่าใครในทุกๆ ด้าน
ไม่เพียงแต่ผู้ชมเท่านั้นที่ตะลึงงัน แม้แต่หัวหน้าแผนกเองก็ยังตกตะลึงไม่แพ้กัน
นี่...นี่คือไพ่ใบสำคัญที่ผู้จัดการเฉินเก็บซ่อนเอาไว้อย่างนั้นสินะ!
ในวินาทีแรกที่ได้ยินเสียงของซือเนี่ยนดังขึ้น หลินซือซือก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
ในชาติก่อน เธอเคยได้ยินซือเนี่ยนกล่าวสุนทรพจน์ แต่ครั้งนั้นเป็นเพราะมีการเตรียมตัวมาอย่างดี มีการซักซ้อมอยู่เบื้องหลังนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะออกมาสมบูรณ์แบบได้
อีกทั้งครั้งนั้นก็ไม่ได้ดูเก่งกาจถึงเพียงนี้ อย่างไรเสียซือเนี่ยนก็อายุเท่ากันกับเธอ ต่อให้เรียนเก่งกว่าก็คงไม่ทิ้งห่างกันมากนัก
หลินซือซือยอมรับมาตลอดว่าเธอและซือเนี่ยนมีความแตกต่างกัน แต่เธอก็ปลอบใจตัวเองเสมอว่า ขอเพียงแค่พยายามให้มากขึ้นอีกสักหน่อย เธอก็จะสามารถไล่ตามซือเนี่ยนได้ทันอย่างแน่นอน
ทว่าในตอนนี้ เพียงแค่ซือเนี่ยนเอ่ยปากพูด หลินซือซือก็ตระหนักได้ในที่สุดว่า ช่องว่างระหว่างพวกเธอนั้นได้ขยายกว้างออกไปจนกลายเป็นหุบเหวที่เธอไม่มีวันข้ามผ่านไปได้
ต่อให้เธอมีเวลาอีกสิบปี เธอก็ไม่กล้ารับประกันกับตัวเองได้เลยว่าจะสามารถทำได้อย่างซือเนี่ยนในวันนี้
ความมั่นใจที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยมเมื่อครู่ ถูกคำพูดของซือเนี่ยนบดขยี้จนไม่เหลือซาก ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าในหัวสมอง
จนกระทั่งถึงลำดับของเธอ เธอก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาได้
หลังจากที่ผู้คนเบื้องล่างเริ่มตั้งสติได้จากความตกตะลึง สายตาทุกคู่ก็เริ่มจับจ้องมาที่เธอ
เมื่อเห็นว่าเธอยืนเงียบอยู่นาน ผู้คนก็เริ่มรู้สึกแปลกใจและเริ่มหันไปซุบซิบกัน
"เป็นอะไรไปน่ะ"
"ทำไมเธอไม่ยอมพูดอะไรเลยล่ะ"
"สงสัยจะลืมบทพูดมั้ง"
"ดูไปดูมาแล้ว เธอไม่ค่อยเหมือนคนที่จะมากล่าวสุนทรพจน์เลยนะ..."
หลินซือซือถูกพิธีกรที่ยืนอยู่ข้างๆ ใช้ข้อศอกกระทุ้งเบาๆ เธอจึงได้สติกลับคืนมา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าผู้คนเบื้องล่างต่างมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
เธอรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที เพิ่งจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตัวเองได้เผลอใจลอยไป
สัญชาตญาณทำให้เธอรีบหันไปมองปฏิกิริยาของคนในครอบครัวฟู่
และก็เป็นไปตามที่คิด พวกเขากำลังขมวดคิ้วมองเธอด้วยความผิดหวัง
เธอรีบอ้าปากพูด แต่ด้วยความตื่นตระหนกทำให้เธอลืมบทพูดไปจนหมดสิ้น "ไอ.....ไอ...."
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความประทับใจ แต่เป็นเพราะความรู้สึกอึดอัดที่แผ่กระจายไปทั่ว
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของหัวหน้าแผนกพลันซีดเผือด
เขามองหลินซือซือด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เมื่อครู่ยังดูปกติดีอยู่เลย แต่ทำไมตอนนี้ถึงกลับลืมบทพูดไปได้
เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาที่อาจารย์ใหญ่ส่งมาให้ เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง และรีบส่งสัญญาณให้พิธีกรแก้ไขสถานการณ์
พิธีกรจึงส่งไมโครโฟนคืนให้กับซือเนี่ยน
ซือเนี่ยนไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกไปกับความผิดพลาดของหลินซือซือ เธอรับช่วงต่อบทพูดที่หลินซือซือยังไม่ได้กล่าวออกมาได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
เสียงของเธอไพเราะราวกับเสียงบรรเลงของเปียโน ทั้งนุ่มนวลและก้องกังวาน
เสียงของเธอล่องลอยไปทั่วทั้งบริเวณ ดังก้องสะท้อนไปทั่วสนามกว้าง
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านหลังโรงอาหารของโรงเรียน
รถบรรทุกคันใหญ่คันหนึ่งกำลังจอดเทียบอยู่หน้าประตูหลัง
โจวเยว่เซินในชุดเสื้อกล้ามสีเทาคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปาก ก้าวลงมาจากรถแล้วใช้มือข้างหนึ่งเปิดประตูท้ายรถบรรทุกออก
หลินเซียวเดินเข้าไปยกเนื้อหมูลงจากรถ ขณะที่พนักงานของโรงอาหารก็รีบเดินเข้ามาช่วย
"พวกพี่มาก็ดีแล้ว ผมนึกว่าจะไม่ทันซะแล้วสิ วันนี้เบื้องบนเขาสั่งมาเลยนะว่ามีแขกคนสำคัญมา ให้เตรียมของดีๆ หน่อย"
พนักงานคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
อวี๋ตงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "มีผู้ใหญ่มาตรวจโรงเรียนเหรอครับ"
"อ๋อ ไม่ใช่หรอก พอดีที่โรงเรียนเขามีกิจกรรมน่ะสิ พวกผู้ใหญ่เลยมากันเต็มเลย แถมยังเชิญผู้ประกาศข่าวจากในเมืองมาพูดด้วยนะ! คนเยอะแยะไปหมด พวกพี่ไม่เห็นหรอก! ถ้าผมไม่ต้องทำกับข้าวนะ ผมไปยืนฟังแล้ว นั่นน่ะผู้ประกาศข่าวเชียวนะ ผมเคยได้ยินแต่เสียงในวิทยุ เขาว่ากันว่าตัวจริงสวยมากเลยล่ะ"
คำพูดนั้นทำให้อวี๋ตงถึงกับชะงัก "ผู้ประกาศข่าวเหรอครับ"
เขานึกถึงครั้งที่ไปร่วมงานแต่งงานของโจวเยว่เซิน เขาได้ยินฟู่เชียนเชียนพูดว่าทั้งเธอและพี่สะใภ้ต่างก็ทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว
มันจะบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของอวี๋ตง เขารีบหันไปมองโจวเยว่เซินที่ยืนพิงรถสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในใจของเขากู่ร้อง: อยากไปดู อยากไปดูให้เห็นกับตา!
ดังนั้น เมื่อหลินเซียวผู้ซื่อตรงและไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกเขาขนของลงจากรถเสร็จและกำลังจะก้าวขึ้นรถ เขาก็รีบเดินเข้าไปขวาง "พี่หลิน พี่ขับรถมาทั้งเช้า เหนื่อยแล้วล่ะน่า มาๆ ผมขับให้เอง"
หลินเซียวทำหน้าประหลาดใจ "คุณขับรถเป็นด้วยเหรอ"
เขาเห็นอวี๋ตงติดตามพวกเขาไปทุกที่ แต่ไม่เคยเห็นเขาขับรถเลยสักครั้ง เลยนึกว่าเขาขับไม่เป็น
อวี๋ตงตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ "เป็นสิ แค่ปกติผมไม่ได้ทำหน้าที่นี้ พวก เลยไม่รู้กัน"
พูดจบเขาก็รีบปีนขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับทันที กลัวว่าถ้าชักช้าจะพลาดโอกาสสำคัญ
หลินเซียวเหลือบมองไปทางโจวเยว่เซินตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ว่าอะไร ตัวเองจึงเดินไปนั่งที่เบาะหลัง
โจวเยว่เซินก้าวขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ เขาพาดแขนไว้ที่ขอบหน้าต่าง ปล่อยให้ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งออกจากปลายนิ้ว
เส้นเลือดบนหลังมือของเขาปูดโปนขึ้นเล็กน้อย รับกับนิ้วมือที่เรียวยาว
เมื่อเห็นว่าทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว อวี๋ตงก็ไม่รอช้า รีบเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของโรงเรียนทันที
[จบบท]