บทที่ 164: เป็นที่รัก
"ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละค่ะแม่ หลิวตงตงจำทุกคำพูดของหลินซือซือได้หมดจด แต่ดันจำไม่ได้ว่าวันนั้นฝนเริ่มตกหนักตอนไหน แถมยังไม่เอะใจเลยสักนิดว่าจริงๆ แล้วหลินซือซือออกจากบ้านไปตอนบ่าย ไม่ใช่ตอนเช้าอย่างที่อ้าง"
สิ้นคำพูดของซือเนี่ยน ทั้งพ่อหลินและแม่หลินต่างก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ความตกใจแล่นปราดจนขนลุกซู่
"เนี่ยน... ลูกกำลังจะบอกว่า... เงิน 3,000 นั่น เกี่ยวข้องกับซือซือจริงๆ อย่างนั้นเหรอ" แม่หลินถามเสียงสั่น ไม่กล้าจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
"แม่คะ แม่เลี้ยงหลินซือซือมากับมือ เขาเป็นคนยังไง นิสัยใจคอแบบไหน สนิทกับใครหรือไม่สนิทกับใคร เรื่องพวกนี้แม่น่าจะรู้ดีกว่าหนูนะคะ" ซือเนี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
คำพูดนั้นสะกิดใจแม่หลินอย่างจัง... ใช่สิ ถ้าหลินซือซือสนิทสนมกับหลิวตงตงถึงขนาดนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลย แล้วต่อให้สนิทกันจริง ทำไมหลิวตงตงถึงจำไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ ว่าเพื่อนมาหาตอนเช้าหรือตอนบ่ายกันแน่ ที่สำคัญที่สุดคือ ทำไมต้องโกหกเพื่อช่วยหลินซือซือด้วย
หรือว่า... เรื่องเงิน 3,000 ที่หายไปทั้งหมด จะเป็นละครฉากใหญ่ที่หลินซือซือสร้างขึ้นมาเอง
ความคิดนี้ทำให้แม่หลินรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ความไว้ใจที่เคยมีให้เด็กสาวที่เลี้ยงดูมาพังทลายลงในพริบตา
"ความจริงทั้งหมดใกล้จะปรากฏแล้วค่ะแม่ แต่เราต้องรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด" ซือเนี่ยนกล่าวสรุป
หลินซือซือฉกฉวยเงินก้อนนั้นไปอย่างเลือดเย็น ผลักไสให้เธอต้องจำใจแต่งงานกับโจวเยว่เซิน แล้วยังทิ้งตราบาปให้ครอบครัวหลินที่ชุบเลี้ยงเธอมานานนับสิบปีต้องเผชิญกับคำครหาและเรื่องเดือดร้อนไม่จบสิ้น มีหรือที่ซือเนี่ยนจะยอมปล่อยให้คนแบบนั้นลอยนวลไปง่ายๆ
"แม่คะ... เราไปสถานีตำรวจกันเถอะ"
***
ณ บ้านพักตระกูลซือ
หลังจากพิธีหมั้นหมายผ่านพ้นไป บรรยากาศในบ้านก็คึกคักไปด้วยการเตรียมงานวิวาห์ การได้เกี่ยวดองกับตระกูลฟู่ทำให้สถานะทางสังคมของตระกูลซือในแวดวงบ้านพักทหารยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด แขกเหรื่อต่างแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย
พ่อและแม่ซืออารมณ์ดีเป็นพิเศษ พวกเขามอบเงินก้อนโตให้หลิวตงตงเพื่อจัดเตรียมอาหารคาวหวานต้อนรับแขกเหรื่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง การมีคนคอยดูแลงานบ้านงานครัวทำให้สองสามีภรรยามีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะพาหลินซือซือออกไปจับจ่ายซื้อของสำหรับงานแต่ง
หลังจากทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย หลิวตงตงก็ตักซุปใส่ปิ่นโตอย่างดี จากนั้นจึงกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อแปลงโฉม เธอหยิบชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาสวมใส่ แล้วยืนสำรวจตัวเองหน้ากระจกเงา พลางลอบมองทรงผมใหม่ของตัวเองแล้วกัดริมฝีปากอย่างตื่นเต้น
หลิวตงตงเป็นหญิงสาวที่ฉลาดและปรับตัวเก่ง แม้จะมาจากชนบท แต่เธอก็ช่างสังเกตและเรียนรู้ได้เร็ว เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง เธอมักจะคอยจับตามองสไตล์การแต่งตัวของผู้คน พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็จะนำไปลงทุนกับเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเอง จนในที่สุดก็เจอแนวทางที่ใช่
แต่การได้พบกับซือเนี่ยนในวันนี้ ทำให้เธอได้ประจักษ์แก่ใจว่า "ความงามที่แท้จริง" นั้นเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างลงไป เธอทุ่มเงินซื้อเสื้อผ้าที่เหมือนกับชุดที่ซือเนี่ยนใส่ไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งยังไปยืดผมดัดลอนของตัวเองให้กลายเป็นผมตรงสลวยแบบเดียวกัน สไตล์นี้ช่างขับให้เธอดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอจัดผมเผ้าให้เข้าที่อีกเล็กน้อย ก่อนจะถือปิ่นโตบรรจุซุปร้อนๆ เดินออกจากบ้านไป
เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ฟู่หยางเลิกงานและกำลังจะกลับถึงบ้านพอดี
รถเก๋งคันหรูของลุงหลิวเลี้ยวเข้ามาในเขตรั้วบ้านพักอย่างช้าๆ
ลุงหลิวเหลือบมองนายน้อยผ่านกระจกมองหลังอย่างเป็นห่วง หลายวันมานี้ฟู่หยางเอาแต่โหมฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงราวกับคนเสียสติ ทุกวันที่กลับมาจึงมีแต่สภาพอิดโรยและเหนื่อยล้า เหมือนมีเรื่องหนักใจที่ระบายออกมาไม่ได้ สีหน้าก็บึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาจนเขาไม่กล้าเอ่ยปากถาม
"ลุงหลิว มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ" ฟู่หยางลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงห้วน เขาไม่ชอบสายตาที่มองมาราวกับว่าเขาเป็นแก้วบางๆ ที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เขาเบนสายตากลับไปอย่างหงุดหงิด แต่แล้วจู่ๆ ก็มีบางอย่างสะดุดตา ทำให้เขาต้องเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่รู้ตัว
แผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด...
"จอดรถ!"
ลุงหลิวเหยียบเบรกทันทีตามคำสั่ง
เมื่อมองตามสายตาของนายน้อยไป ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเรียบง่ายกำลังถือปิ่นโตเดินอยู่ริมทาง แวบแรกที่เห็น... ช่างคล้ายกับคุณหนูซือเนี่ยนเหลือเกิน
ภาพในอดีตย้อนกลับมาในความคิดของลุงหลิว... เมื่อก่อนเขามักจะเห็นซือเนี่ยนมายืนรออยู่ตรงนี้เสมอ เธอจะกะเวลาเลิกงานของฟู่หยางได้อย่างแม่นยำ และปรากฏตัวพร้อมกับซุปหรือของว่างในมือ แต่ฟู่หยางกลับทำเมินเฉย ไม่เคยแม้แต่จะทักทาย
แต่แล้วลุงหลิวก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป คุณหนูซือเนี่ยนแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว จะกลับมาที่นี่อีกทำไมกัน
เมื่อพิจารณาดูดีๆ แม้จะดูคล้ายกันในตอนแรก แต่รูปร่างและบุคลิกกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่นานเขาก็จำได้ว่าเธอคือแม่บ้านคนใหม่ของตระกูลซือ คนที่เคยเอาซุปบำรุงกำลังมาส่งให้แทนนายหญิงของเธอ แต่การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปในวันนี้ทำให้เขาเกือบจำไม่ได้
ฟู่หยางเองก็คงจะรู้ตัวแล้วเช่นกัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสียงรถที่หยุดกะทันหันทำให้หลิวตงตงหันกลับมามอง เมื่อเห็นรถคันที่คุ้นเคยจอดอยู่ เธอก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
หญิงสาวกำสายปิ่นโตไว้แน่น แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ครั้งก่อนที่มาส่งของ รถคันนี้ก็แค่ขับผ่านไปโดยไม่หยุดมอง แต่ครั้งนี้... กลับจอดลงตรงหน้าเธอ
หลิวตงตงสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำใจให้สงบแล้วเดินเข้าไปหา
"สหายฟู่ สวัสดีค่ะ ฉันเอาซุปมาส่งให้คุณตามที่คุณซือซือสั่งค่ะ ได้ยินว่าช่วงนี้คุณทำงานหนัก ฉันเลยแอบใส่สมุนไพรบำรุงเลือดลมเพิ่มเข้าไปเป็นพิเศษ..."
เธอพูดไปได้แค่นั้นก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบที่มองมา เธอจึงรีบก้มหน้าลงด้วยความประหม่า
ฟู่หยางหรี่ตามองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ปิ่นโตในมือ "ที่ผ่านมา... เป็นฝีมือเธอทั้งหมดเลยสินะ"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ! คุณซือซือเธอแค่ไม่ค่อยถนัดเรื่องเข้าครัว ฉันก็เลยช่วยนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเองค่ะ ซุปนี่เธอเป็นคนตั้งใจตุ๋นเองกับมือนะคะ ฉันแค่คอยดูไฟให้เท่านั้น สหายฟู่... ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดเลยนะคะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ ถือซะว่าวันนี้คุณไม่เห็นฉันก็แล้วกันนะคะ" หลิวตงตงรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
"เดี๋ยว" ฟู่หยางละสายตากลับมา พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "วางซุปไว้ตรงนั้นแหละ"
ดวงตาของหลิวตงตงเปล่งประกายแห่งความยินดีขึ้นมาทันที เธอไม่กล้าเอ่ยถามอะไรอีก รีบวางปิ่นโตลงแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ท่าทีดีใจจนออกนอกหน้าแบบนั้น... ช่างเหมือนกับซือเนี่ยนในวันวานไม่มีผิด
ครั้งหนึ่งเมื่อเขาอารมณ์ดี ก็เคยยอมรับของที่ซือเนี่ยนเอามาให้ เธอก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจแบบนี้ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา แล้ววิ่งหนีไปอย่างเขินอาย...
ฟู่หยางเหม่อมองตามแผ่นหลังของเธอไปจนลับสายตา
ลุงหลิวได้แต่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ...
***
กว่าซือเนี่ยนจะกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มแล้ว
การได้ขี่จักรยานกลับบ้านทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ทั้งตะกร้าหน้ารถและเบาะหลังต่างก็เต็มไปด้วยข้าวของที่เธอซื้อมาจากในเมือง
แม้ชาวบ้านจะรู้ดีว่าซือเนี่ยนเป็นคนใช้เงินเก่ง แต่ทุกครั้งที่เห็นเธอหอบของพะรุงพะรังกลับมา ก็อดที่จะทึ่งและนึกเสียดายไม่ได้ ทำไมตอนนั้นพวกเขาถึงไม่ฉวยโอกาสให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงานกับโจวเยว่เซินบ้างนะ ต่อให้ไม่มีลูก แต่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายแบบนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว แต่กว่าจะคิดได้... ก็สายเกินไปเสียแล้ว
บริเวณหน้าประตูบ้านตระกูลโจว โจวเจ๋อหานในสภาพเนื้อตัวมอมแมมนั่งยองๆ อยู่ คอยชะเง้อคอมองไปตามทางเป็นระยะ ข้างกายเขามีสือโถวซึ่งสูงเพียงแค่ไหล่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ เด็กชายก็อยู่ในสภาพมอมแมมไม่ต่างกัน
โจวเจ๋อตงที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาเห็นน้องชายและเพื่อนในสภาพนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาจัดระเบียบเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านของตัวเองอีกครั้ง ลูบดอกไม้กระดาษสีแดงเล็กๆ ที่กลัดอยู่บนอกเสื้อเบาๆ เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเข้าที่แล้ว จึงหยิบไม้กวาดมาเริ่มทำความสะอาดลานบ้าน
โจวเจ๋อหานกับสือโถวนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนม้านั่งอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้น เสียงล้อจักรยานที่บดกับพื้นดินก็ดังแว่วมา เด็กน้อยทั้งสองก็รีบไถลตัวลงจากม้านั่งราวกับปลาไหลแล้ววิ่งตรงไปยังต้นเสียงทันที
ซือเนี่ยนเพิ่งจะเข็นจักรยานเข้ามาในรั้วบ้าน เด็กๆ ก็พากันกรูเข้ามาล้อมเธอไว้
"แม่กลับมาแล้ว!"
"น้ากลับมาแล้ว!"
"จ้า... ทำไมออกมานั่งเล่นกันอยู่ข้างนอกล่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเย็นกันอีกเหรอ"
โจวเจ๋อหานเบะปากทำท่าจะร้องไห้ "ผมเป็นห่วงแม่จนกินข้าวไม่ลงเลย"
ท่าทางน่าเอ็นดูของลูกชายทำให้ซือเนี่ยนอดที่จะยิ้มไม่ได้ เธอลูบหัวเขาเบาๆ "แหม... เสี่ยวหานของแม่นี่ช่างใส่ใจจริงๆ เลยนะ"
สือโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที "ยังมีผมด้วยนะน้า! ผมก็เป็นห่วงน้าเหมือนกัน ย่าเรียกให้กลับไปกินข้าวผมยังไม่ยอมไปเลย"
ซือเนี่ยนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เธอมองเด็กน้อยทั้งสองสลับกับโจวเจ๋อตงที่ยืนถือไม้กวาดอยู่ไม่ไกล "ที่เลี้ยงมาไม่เสียแรงจริงๆ เลยนะพวกเราน่ะ หิวกันแล้วใช่ไหม"
เด็กทั้งสองรีบจูงมือเธอคนละข้างไปยังกะละมังที่วางอยู่บนพื้น แล้วชี้ให้ดูผลงานของพวกเขา
"แม่ดูสิ! ปลาที่ผมกับพี่จับมาได้ล่ะ!"
สือโถวรีบเสริม "ผมก็ช่วยจับด้วยนะ!"
ซือเนี่ยนก้มลงมองปลาตัวเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือในกะละมังด้วยความประหลาดใจ นี่มันของดีเลยนี่นา!
โจวเจ๋อหานสูดน้ำมูกเสียงดังฟืดฟาด แล้วเงยหน้ามองซือเนี่ยนด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง "แม่ครับ คืนนี้เรากินปลาเผากันดีไหม"
ซือเนี่ยนยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าทันที "ได้เลย! คืนนี้แม่จะทำปลาอร่อยๆ ให้กินกันถ้วนหน้าเลย!"
เธอพูดพลางหันไปหาโจวเจ๋อตง "เสี่ยวตง ไปตักน้ำมาเติมในกะละมังให้แม่หน่อยนะลูก"
พูดจบ สายตาของเธอก็พลันไปสะดุดกับดอกไม้สีแดงที่ติดอยู่บนอกเสื้อของเขา "เอ๊ะ... นั่นดอกอะไรน่ะ"
โจวเจ๋อตงยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ "ครูให้ผมเป็นหัวหน้าห้อง แล้วก็ให้ดอกไม้นี่มาเป็นรางวัลครับ"
ซือเนี่ยนมองท่าทางขรึมๆแต่ก็แอบชำเลืองมองเธออย่างลุ้นๆ ของลูกชายแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ "แสดงว่าเสี่ยวตงของแม่ต้องเก่งมากแน่ๆ เลยใช่ไหม คุณครูถึงได้เลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง"
โจวเจ๋อตงก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย เขาจ้องมองปลายเท้าของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบเสียงเบา "ครับ"
[จบบท]