บทที่ 17: อดีตของชายวัยกลางคน
ซือเนี่ยนระบายรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “แหม เกรงใจจังเลยค่ะ การได้ทำอาหารให้คุณถือเป็นเกียรติของฉันเลยนะคะ”
ใช่แล้ว การเอาใจผู้ชายมันจะเสียหายตรงไหนกัน ขอโทษทีเถอะ เมื่อกี้นี้ฉันอาจจะเผลอเสียงดังกับคุณไปหน่อย ก็ใครจะไปคิดว่าเขาจะให้เงินเยอะขนาดนี้ แม้แต่ในอนาคตที่เธอจากมา วันเดียวเธอยังหาเงินเท่านี้ไม่ได้เลย
ขอแค่ไม่ต้องลำบากปากกัดตีนถีบ จะให้เป็นคนเห็นแก่เงินบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเธอทำให้ชายหนุ่มอมยิ้มอย่างขบขัน เขาเพียงส่งเงินให้โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา
ซือเนี่ยนโบกมือลาพลางส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่เบ่งบานยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ
มือของเธอสั่นระริกขณะกำเงินปึกใหญ่เอาไว้ในมือ แม้เมื่อครู่จะไม่กล้านับต่อหน้าเขา แต่เพียงแค่ปรายตามองก็พอจะเดาได้ว่ามีไม่ต่ำกว่าหลายร้อยหยวนเป็นแน่
นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าผู้ชายใจกว้างในตำนาน คำอธิษฐานที่เธอเคยแอบไปแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ว่า ‘ขอให้เจอผู้ชายสายเปย์’ จะเป็นจริงแล้วใช่ไหม
ซือเนี่ยนเดินออกมาจนไกลลิบ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เธอจึงค่อยๆ หยิบเงินออกมานับ ธนบัตรต้าถวนเจี๋ยทั้งเก่าและใหม่ปึกใหญ่ในมือมีความหนาพอๆ กับเงินเกือบหมื่นหยวนในยุคที่เธอจากมา
ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเห็นลุงข้างบ้านซึ่งทำงานในโรงฆ่าหมูพกเงินเต็มกระเป๋าตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องจริง แม้แต่เงินทอนเขาก็ยังยกให้เธอทั้งหมด ช่างเป็นคนที่ใจกว้างอะไรอย่างนี้
ซือเนี่ยนนับเงินในมือด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทั้งหมดเป็นเงิน 670 หยวน!
ความรู้สึกของการเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนคงเป็นเช่นนี้เอง ในยุค 80 เงินจำนวน 600 กว่าหยวนสามารถซื้อของได้มากมายมหาศาล มิน่าเล่าเขาถึงยอมจ่ายค่าสินสอดหลายพันหยวนโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา ในแถบชนบทนี้ เขาคงถูกจัดว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งเลยทีเดียว
แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง เรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่าป้าหลิวคนนั้นยักยอกเงินของเขาไปมากขนาดไหน
…
ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์
หลังจากซือเนี่ยนกลับไปแล้ว เหล่าคนงานก็พากันกรูเข้ามาล้อมโจวเยว่เซินเพื่อสอบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่ใหญ่ เป็นไงบ้าง คุยกันรู้เรื่องไหม!”
“พี่ใหญ่นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ซ่อนคนสวยขนาดนี้ไว้ ไม่กลัวพวกเราแย่งหรือไง”
“เร็วเข้าพี่ ให้พวกเราดูหน่อยว่าพี่สะใภ้เอาอะไรอร่อยๆ มาให้ เมื่อกี้นี้นั่งอยู่ใกล้ๆ กลิ่นหอมฟุ้งจนท้องร้องไปหมดแล้ว”
โจวเยว่เซินไม่ได้สนใจคำพูดหยอกล้อเหล่านั้น เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ซือเนี่ยนเคยนั่งก่อนจะเปิดปิ่นโตออก
ภายในปิ่นโตมีกับข้าว 3 อย่างอัดแน่นอยู่เต็มพิกัด กลิ่นหอมกรุ่นของหมูพะโล้ที่ยังคงมีควันร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาแตะจมูก น้ำแกงสีเข้มข้นมีไขมันลอยเป็นประกายวาววับ ชวนให้น้ำลายสอ ส่วนกับข้าวอีก 2 อย่างแม้จะเป็นเพียงผัดผัก แต่ก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมัน ดูสดใหม่น่ารับประทาน ข้าวสวยเองก็หุงขึ้นหม้อเรียงเม็ดสวยงามส่งกลิ่นหอมกรุ่น
ทุกคนที่เพิ่งจะอิ่มหนำจากมื้อกลางวันไปหมาดๆ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ดวงตาที่เบิกกว้างจ้องมองไปยังปิ่นโตนั้นแทบจะสลักคำว่า ‘อิจฉาตาร้อน’ เอาไว้บนใบหน้า
“โห หมูพะโล้! นี่พี่สะใภ้ทำเองจริงๆ เหรอเนี่ย หมูพะโล้หน้าตาแบบนี้ผมเคยกินแต่ในร้านอาหารของรัฐเท่านั้นนะ จานหนึ่งตั้งหลายหยวน แพงก็แพง แถมยังดูไม่น่ากินเท่านี้เลย”
“คงไม่ใช่ฝีมือป้าหลิวหรอกน่า กับข้าวของป้าหลิวน่ะทั้งจืดชืดทั้งขี้เหนียว เห็นแล้วพาลจะหมดอารมณ์กินข้าว”
“ก็มีแต่พี่ใหญ่นี่แหละที่ไม่เรื่องมาก กินได้หมดทุกอย่าง เนื้อดีๆ ต้องมาเสียรสชาติเพราะป้าหลิวแท้ๆ”
“นั่นสิ โชคดีจริงๆ ที่พี่สะใภ้มาแล้ว ต่อไปนี้พี่ใหญ่ของเราจะได้กินของอร่อยๆ กับเขาสักที”
ดวงตาของโจวเยว่เซินทอดมองต่ำลง เขานึกถึงซาลาเปาไส้เนื้อเมื่อเช้า เป็นฝีมือของเธอไม่ผิดแน่ ซือเนี่ยนไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปจ้างวานใครมาทำอาหารเพื่อหลอกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเพิ่งย้ายมาใหม่และยังไม่รู้จักใครเลยสักคน
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เหมือนกับที่ได้ยินมาเลยสักนิด
เมื่อซือเนี่ยนกลับถึงบ้าน ก็พบว่าเด็กน้อยทั้งสองหลับใหลอยู่บนโซฟา
ป้าจางกำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ข้างๆ พอเห็นเธอเดินเข้ามาจึงรีบลุกขึ้น “กลับมาแล้วเหรอ พอดีป้าเห็นเด็กๆ หลับไป จะอุ้มสือโถวกลับก่อนก็เกรงใจ เลยนั่งรออยู่นี่แหละ ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว พวกเราก็ขอตัวก่อนนะ”
ซือเนี่ยนเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณมากนะคะป้าที่ช่วยดูแลเด็กๆ พอดีฉันเสียเวลาไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรหรอก ปกติเยว่เซินเขาก็ใจดีกับพวกเราตลอด ขายเนื้อให้ในราคาถูกๆ พวกเราถึงได้มีเนื้อกินกัน การช่วยดูหลานๆ ให้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ซือเนี่ยนสัมผัสได้ว่าแม้ภายนอกโจวเยว่เซินจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาเป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของผู้คนไม่น้อย
อย่างน้อยที่สุด นิสัยใจคอของเขาก็คงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
แต่ถ้าเขาเป็นคนดีขนาดนี้ ทำไมภรรยาเก่าถึงได้ขอหย่ากับเขากันนะ เรื่องลูกติด 3 คน เธอก็น่าจะรู้และยอมรับได้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ไม่น่าจะใช่เหตุผลของการเลิกรา
ซือเนี่ยนอดรนทนความสงสัยไม่ไหวจึงเอ่ยถามขึ้น “ป้าจางคะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ ไม่ทราบว่าภรรยาเก่าของคุณโจวหย่ากับเขาด้วยเหตุผลอะไรเหรอคะ”
ป้าจางชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด “จริงด้วยสิ เธอยังไม่รู้เรื่องนี้สินะ”
ซือเนี่ยนนิ่งไปเล็กน้อย พลางนึกถึงสีหน้าบึ้งตึงของโจวเยว่เซินเมื่อครั้งที่มีคนเอ่ยถึงภรรยาเก่าของเขา “ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยเล่าให้ฉันฟังสักหน่อยได้ไหมคะ”
ป้าจางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง “มันไม่ใช่ความลับอะไร บอกเธอไปก็คงไม่เป็นไร ตอนที่สองคนนั่นหย่ากันน่ะ กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปทั้งหมู่บ้านเลย”
“ผู้หญิงคนนั้นน่ะ มันไม่ใช่คนเลยสักนิด” ป้าจางถอนหายใจยาว “ตอนก่อนจะแต่งเข้ามาก็พูดคุยตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าเยว่เซินมีลูก 3 คนและจะไม่คิดมีลูกเพิ่มอีก ซึ่งเธอก็ตอบตกลง”
“เธอก็คงเห็นแล้วว่าบ้านของเยว่เซินใหญ่โตขนาดไหน ในรัศมีร้อยลี้แถบนี้มีแค่บ้านเขาหลังเดียวเท่านั้น แถมยังมีฟาร์มขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เลี้ยงหมู แต่ยังชำแหละขายเองด้วย ได้ยินมาว่าตลาดสดทั้งในตัวเมืองและตัวอำเภอต่างก็มารับเนื้อจากที่นี่ทั้งนั้น เขาเป็นผู้ประกอบการรายย่อยรุ่นแรกๆ ที่สร้างตัวจนร่ำรวย”
“นังผู้หญิงคนนั้นคงจะหน้ามืดตามัวไปแล้ว พอเห็นว่าบ้านของเยว่เซินร่ำรวยขนาดนี้ ตอนแรกๆ ก็ทำตัวดี ดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดี ทุกคนต่างก็ชมว่าเธอเป็นคนดี ใครจะไปคาดคิดว่าเธอจะคิดชั่วช้าได้ขนาดนั้น เธอคงคิดไปเองว่าที่เยว่เซินไม่อยากมีลูกอีกเพราะต้องการจะยกมรดกทั้งหมดให้กับลูกๆ ของเขา”
“เธอคงวางแผนว่าถ้าเด็กทั้งสามคนเกิดเป็นอะไรไป เยว่เซินก็คงจะยอมมีลูกกับเธอ เธอเลยแอบเอายาพิษใส่ลงไปในอาหารของเด็กๆ แล้วให้ลูกคนรองกินเข้าไป โชคยังดีที่ลูกคนโตไปเห็นเข้าเสียก่อน ไม่อย่างนั้นป่านนี้ลูกคนรองคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
“พอเรื่องแดงขึ้นมา เธอก็ยังปากแข็งไม่ยอมรับผิด จนกระทั่งเยว่เซินไปตามหาคนที่ขายยาฆ่าแมลงให้เธอมาเป็นพยานยืนยัน เธอนั่นแหละถึงได้ยอมจำนนต่อหลักฐาน ถึงแม้ว่าเด็กจะรอดมาได้ แต่เยว่เซินก็โกรธจัด เขาจัดการส่งเธอเข้าคุกทันที โดนตัดสินจำคุกไปหลายปี จนป่านนี้ก็ยังไม่พ้นโทษออกมา”
“ทีนี้เธอคงเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมผู้ชายที่ทั้งรวยทั้งดีอย่างเยว่เซินถึงไม่มีใครยอมแต่งงานด้วย ก็เพราะเรื่องของภรรยาเก่าคนนั้นนั่นแหละ ทำให้ทุกคนรู้กันทั่วว่าเยว่เซินตั้งใจจะไม่มีลูกอีกจริงๆ ใครจะอยากมาลำบากเลี้ยงลูกคนอื่นโดยที่รู้ว่าในอนาคตสมบัติทั้งหมดก็จะตกเป็นของเด็กๆ ไม่ใช่ของตัวเอง”
“เรื่องมันก็เลยคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้”
“เด็กๆ น่ะน่าสงสารจะตายไป พวกเขาเป็นเด็กดีและว่านอนสอนง่าย แต่กลับเกือบจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง”
“ป้าไม่ได้ตั้งใจจะเล่าเรื่องน่าเศร้านี้ให้เธอฟังนะ แต่แค่อยากจะบอกว่า ขอเพียงแค่เธอดีกับเด็กๆ เยว่เซินก็จะดีกับเธออย่างแน่นอน”
เรื่องราวที่ได้ฟังทำให้ซือเนี่ยนตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เธอนึกย้อนไปถึงท่าทีแข็งกร้าวของลูกชายคนโตเมื่อคืน ตอนที่เธอบังคับให้ลูกคนรองกินข้าว ที่แท้ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่เอง
ความหวาดกลัวที่แม่เลี้ยงคนก่อนสร้างไว้มันฝังรากลึกเกินไป ทำให้เด็กน้อยต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมาเพื่อปกป้องน้องชาย
ตอนนั้นเธอยังคิดว่าเขาเป็นเด็กที่อ่อนไหวเกินเหตุ แถมยังแอบโมโหเขาอยู่ลึกๆ แต่เมื่อมาคิดดูอีกที สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดก็เป็นเพียงสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเองและน้องชายเท่านั้นเอง
[จบบท]