บทที่ 173: ใช่...ก็เพราะว่าเป็นคุณ
"เนี่ยนเนี่ยน นี่ลูกจะไปงานนั้นจริงๆ เหรอ" แม่หลินเอ่ยถามขึ้น ในใจของเธอตอนนี้ไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนบ้านซือหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ยิ่งกับหลินซือซือด้วยแล้ว ก็มีแต่ความผิดหวังล้วนๆ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจแทนลูกสาว หลินซือซือคนนั้นกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้ชายที่เคยเป็นคู่หมั้นของลูกเธอแท้ๆ แต่กลับหน้าด้านหน้าทนส่งคำเชิญมาให้ถึงที่ ไม่รู้เลยว่าในใจของหล่อนคิดอะไรอยู่กันแน่
แม่หลินไม่อยากให้ลูกสาวต้องไปเผชิญหน้ากับภาพบาดตาบาดใจแบบนั้นเลยสักนิด มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินกว่าหัวอกคนเป็นแม่จะทนเห็นได้
ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการนับเงินในมือ เธอหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนหรือที่เรียกกันว่าต้าถวนเจี๋ยออกมาปึกหนึ่งแล้วเก็บมันลงกระเป๋าอย่างเรียบร้อย เมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นแม่ เธอก็หันมายิ้มให้ "ไปสิคะ ทำไมจะไม่ไปล่ะคะแม่"
ในเมื่อเจ้าภาพอุตส่าห์ออกปากเชิญเป็นการส่วนตัวขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่อยากจะขัดศรัทธา ที่สำคัญคือเธอยังเฝ้ารอที่จะได้ดูฉากสนุกๆ ในงานนั้นอยู่เหมือนกัน ถึงต่อให้ไม่มีใครมาชวน ซือเนี่ยนก็ตั้งใจว่าจะไปปรากฏตัวในงานอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะไม่ได้ไปแค่คนเดียว แต่อาจจะยกโขยงกันไปทั้งบ้านหลินเลยด้วยซ้ำ
ท่าทีสบายๆ ของลูกสาวทำให้แม่หลินยิ่งรู้สึกสับสนเข้าไปใหญ่ นี่คู่หมั้นของลูกกำลังจะไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นนะ ทำไมลูกสาวของเธอยังดูมีความสุขได้ขนาดนี้กัน
ช่วงบ่ายของวันนั้น โจวเยว่เซินก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาล ในมือของเขาหอบหิ้วทั้งผลไม้และของกินมาฝากมากมาย
จังหวะนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ซือเนี่ยนเปิดประตูห้องพักออกมาเพื่อจะไปกดน้ำร้อนพอดี ทั้งสองจึงได้สบตากันอย่างจัง
โจวเยว่เซินมองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ "คุณแม่เป็นยังไงบ้าง"
"อาการท่านดีขึ้นแล้วค่ะ แต่คุณหมอบอกว่าต้องนอนพักที่นี่เพื่อรอดูอาการอีกสักพัก" ซือเนี่ยนตอบกลับไปตามจริง
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับรู้ เขาเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วยื่นถุงผลไม้ในมือส่งให้เธอ "คุณเอาผลไม้ไปเก็บก่อน ส่วนแก้วน้ำส่งมาให้ผม เดี๋ยวผมไปกดน้ำร้อนให้เอง"
ซือเนี่ยนไม่ได้ปฏิเสธ เธอรับถุงผลไม้มาไว้ในมือแล้วยื่นแก้วเปล่าส่งให้เขา "ค่ะ"
จังหวะที่ยื่นแก้วให้ ปลายนิ้วของทั้งสองคนก็บังเอิญสัมผัสกันเข้าพอดี โจวเยว่เซินเหลือบสายตาขึ้นมองเธออีกครั้ง
แต่ซือเนี่ยนกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉยเป็นปกติ เธอไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมที่แค่โดนตัวนิดโดนตัวหน่อยก็ต้องหน้าแดงก่ำอีกต่อไปแล้ว
หญิงสาวหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย ทิ้งให้โจวเยว่เซินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นประมาณสองวินาที เขาจ้องมองแผ่นหลังบางของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา จากนั้นจึงหันหลังเดินตรงไปยังห้องกดน้ำ
การแต่งตัวของเขาในวันนี้ดูแตกต่างไปจากทุกที ในที่สุดเขาก็ไม่ได้สวมแค่เสื้อกล้ามสีขาวตัวเก่งเหมือนเช่นเคย บนข้อมือแกร่งปรากฏนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ดูโดดเด่นสะดุดตา
ร่างสูงใหญ่ของเขายืนกดน้ำร้อนอยู่ในห้องเล็กๆ ศีรษะก้มลงเล็กน้อย เผยให้เห็นสันกรามคมคายและแววตาที่ดูเย็นชาเฉียบคม โครงหน้าด้านข้างของเขาช่างสมบูรณ์แบบจนทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น รวมไปถึงพวกนางพยาบาลต้องพากันเหลียวหลังกลับมามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"นี่พ่อหนุ่ม ฉันจำเธอได้นะ ผู้หญิงที่เมื่อวานมีเรื่องกับคนอื่นนั่นใช่น้องสาวของเธอรึเปล่า หน้าตาสวยหยาดเยิ้ม แถมยังใจกล้าไม่เบาเลยนะ ถ้าเป็นคนอื่นเจอเรื่องแบบนั้นคงไม่มีใครกล้าทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ"
โจวเยว่เซินหันไปตามเสียงเรียก ก็พบว่าเป็นคุณยายท่าทางช่างพูดคนหนึ่งที่อยู่ในชุดผู้ป่วย คุณยายกำลังส่งยิ้มมาให้เขาอย่างเป็นมิตร ในมือที่เหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งของเธอนั้นกำลังถือแก้วน้ำใบหนึ่งที่สั่นน้อยๆ อยู่
ชายหนุ่มขยับตัวหลีกทางให้คุณยายได้กดน้ำสะดวกขึ้น "ครับ เธอเป็นคนกล้าหาญมาก"
เรื่องทำนองนี้สำหรับคนที่อยู่ในหมู่บ้านถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่คนที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ได้กลับมีแค่ซือเนี่ยนเพียงคนเดียวเท่านั้น อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ขนาดโจวเยว่เซินเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของเธอในวันนั้นไม่น้อย
และแน่นอนว่าเขาก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอทุกอย่าง
ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนรอบข้าง โจวเยว่เซินก็เอ่ยประโยคถัดมา "แต่ว่า เธอไม่ใช่น้องสาวของผมหรอกครับ เธอเป็นภรรยาของผม"
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องกดน้ำไปทันที โดยไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของใครต่อใครที่ได้ยินประโยคนั้นเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครๆ จะเข้าใจผิด โจวเยว่เซินอายุก็ปาเข้าไปสามสิบแล้ว รูปร่างสูงใหญ่ดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวและสุขุมเยือกเย็น ในขณะที่ซือเนี่ยนเพิ่งจะอายุสิบแปดปีเท่านั้น อยู่ในวัยที่กำลังผลิบานสดใส รูปร่างก็บอบบางน่าทะนุถนอม ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยังดูเป็นเด็กสาวอยู่เลย คงไม่มีใครเชื่อว่าคนสองคนที่ดูแตกต่างกันขนาดนี้จะเป็นสามีภรรยากัน
โจวเยว่เซินกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยอีกครั้ง
เขาเห็นซือเนี่ยนกำลังนั่งปอกส้มพลางพูดคุยอยู่กับแม่หลิน เสียงของเธอหวานใสน่าฟัง ท่านั่งที่สง่างามและแผ่นหลังที่เหยียดตรงทำให้เธอดูงดงามไปทั้งตัว โครงหน้าด้านข้างที่สวยงามราวกับภาพวาดรับกับแพขนตายาวงอนที่ขยับไหวอยู่เป็นระยะ ช่างดูคล้ายกับปีกของผีเสื้อที่กำลังขยับปีกอย่างแช่มช้อย
ส่วนพ่อหลินกำลังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อพักสายตาอยู่เงียบๆ โจวซุ่ยซุ่ยถูกส่งตัวกลับไปก่อนแล้ว เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แถมยังมีคนไข้เข้าออกตลอดทั้งวัน ที่นั่งสำหรับญาติก็มีไม่มากพอ การมาเฝ้าไข้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อย
อีกอย่างพรุ่งนี้ก็ต้องไปตั้งแผงขายของแล้ว ในเมื่อตอนนี้แม่หลินยังช่วยงานไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยให้โจวซุ่ยซุ่ยไปจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง จะให้หยุดทำมาหากินเพียงเพราะเรื่องป่วยไข้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้
และด้วยความที่พ่อหลินเองก็มีปัญหาเรื่องขา ทำให้ไม่สามารถช่วยงานอะไรได้มากนัก การมาช่วยเฝ้าไข้ที่นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
การมาเยี่ยมของลูกสาวและลูกเขยในวันนี้ทำให้แม่หลินรู้สึกชื่นใจและก็แอบเขินอยู่ไม่น้อย
ทั้งสองคนนั่งคุยอยู่กับเธอพักใหญ่ แต่เพราะความเป็นห่วงเด็กๆ ที่บ้าน พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว แม่หลินจึงรีบเร่งให้ทั้งสองคนเดินทางกลับ
ก่อนกลับเธอยังกำชับอีกว่า "ต่อไปนี้พวกลูกสองคนไม่ต้องลำบากเอาข้าวมาส่งแล้วนะ พ่อกับแม่หาคนช่วยจัดการเรื่องอาหารให้แล้ว เดี๋ยวต่อไปจะไปกินที่โรงอาหารของโรงพยาบาลแทน ราคาถูกจะตายไป"
"เดินทางมาส่งข้าวไกลๆ แบบนี้ มันเหนื่อยแย่เลย"
สุดท้ายซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินก็ต้องยอมเดินทางกลับแต่โดยดีท่ามกลางเสียงบ่นด้วยความเป็นห่วงของแม่หลิน
ซือเนี่ยนเดินตามหลังชายหนุ่มออกมาจากตึกผู้ป่วย แต่เมื่อไม่เห็นรถบรรทุกคันเก่งของเขาจอดอยู่ เธอก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา "รถของคุณล่ะคะ แล้วนี่คุณมาที่นี่ยังไง"
โจวเยว่เซินเหลือบมองเธอเล็กน้อย "ตอนเช้าผมขับรถไปส่งของในตัวเมือง เลยจอดทิ้งไว้ที่นั่น พี่ชายของคุณต้องไปหัดขับรถทุกวัน เดี๋ยวรอให้เขาเลิกฝึกแล้วค่อยขับกลับมาเอง"
ซือเนี่ยนเข้าใจในทันที แต่ในใจกลับรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก "โจวเยว่เซิน ทำไมคุณถึงต้องดีกับครอบครัวของฉันขนาดนี้ด้วย"
ต้องไม่ลืมว่าการสอบใบขับขี่ โดยเฉพาะใบขับขี่รถบรรทุกนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เลย แต่โจวเยว่เซินไม่เพียงแต่จะสนับสนุนให้พี่ชายของเธอไปเรียน แต่ยังใจดีถึงขนาดทิ้งรถของตัวเองไว้ให้เขาได้ฝึกซ้อมอีกด้วย เขารู้อยู่เต็มอกว่าพี่ชายของเธอเป็นคนประหยัดขนาดไหน ประเภทที่ว่ายอมเดินเป็นชั่วโมงๆ เพื่อประหยัดเงินแค่ไม่กี่หยวนก็ยังทำมาแล้ว เขาเลยยอมลำบากนั่งรถโดยสารกลับมาเอง
ผู้ชายคนนี้ภายนอกอาจจะดูเย็นชาและใจแข็ง แต่เนื้อแท้ข้างในกลับเป็นคนที่จิตใจดีกว่าใครทั้งหมด
ซือเนี่ยนถึงกับเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่หนังสือบรรยายเกี่ยวกับตัวเขาเอาไว้เสียแล้ว ทำไมในนั้นถึงได้เขียนว่าเขาเป็นคนที่เข้าถึงยากและมีนิสัยเย็นชาได้ถึงขนาดนั้นกันนะ
โจวเยว่เซินถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่คาดคิดว่าซือเนี่ยนจะเอ่ยถามคำถามนี้ออกมา
เขาก้มหน้าลงเพื่อสบตากับเธอตรงๆ ท่ามกลางแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของซือเนี่ยน ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปาก "ก็เพราะว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของคุณ"
พูดจบเขาก็เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดเรียบเรียงคำพูด ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด "และคุณ...คือภรรยาของผม"
ซือเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ
"เป็นเพราะฉันเหรอคะ"
โจวเยว่เซินพยักหน้าช้าๆ "ใช่ เพราะเป็นคุณ"
ขากลับในวันนั้น ทั้งสองคนใช้จักรยานของซือเนี่ยนเป็นพาหนะ
ซือเนี่ยนนั่งซ้อนท้ายโดยมีอ้อมแขนโอบรัดรอบเอวที่แข็งแกร่งของชายหนุ่มเอาไว้
โจวเยว่เซินมีรูปร่างที่สูงใหญ่ ทำให้การขี่จักรยานเป็นเรื่องที่ดูสบายๆ สำหรับเขา แม้ว่าจะมีซือเนี่ยนนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้เขาสักนิด
ครั้งนี้ซือเนี่ยนไม่ได้รู้สึกเขินอายเหมือนครั้งแรกที่ได้นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเขาอีกแล้ว เธอโอบกอดแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเอาไว้อย่างเต็มใจ ดวงตาคู่สวยสอดส่ายมองไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างสนอกสนใจ
ในตัวตำบลมีผู้คนสัญจรไปมาค่อนข้างคึกคัก ร้านรวงขายของกินก็มีให้เห็นอยู่มากมาย ซือเนี่ยนมองซ้ายมองขวาเพื่อมองหาของอร่อยๆ ติดไม้ติดมือกลับไปฝากเด็กๆ ที่บ้าน
ทันใดนั้นสายตาของเธอก็พลันไปสะดุดเข้ากับกลุ่มเด็กๆ ที่กำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ เธอจึงรีบดึงชายเสื้อของโจวเยว่เซินเบาๆ
"โจวเยว่เซิน ฉันอยากได้อันนั้นค่ะ"
จักรยานจอดลง ซือเนี่ยนกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว
โจวเยว่เซินก็ลงจากรถตามมา เขาเข็นจักรยานเดินเคียงข้างไปกับเธอ
เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นคุณลุงคนหนึ่งกำลังตั้งแผงขายขนมน้ำตาลปั้นอยู่
ซือเนี่ยนจ้องมองฝีมือการทำขนมของคุณลุงอย่างทึ่งๆ ขนมแต่ละชิ้นถูกปั้นออกมาอย่างมีชีวิตชีวาจนน่าเหลือเชื่อ เธอหันไปพูดกับเขา "ตั้งแต่เสี่ยวหานเริ่มฟันขึ้น ฉันก็ไม่ค่อยได้ให้เขากินของหวานอีกเลย อยากจะซื้อไปฝากเขาสักหน่อย"
เจ้าตัวเล็กกลัวอาการปวดฟันเป็นที่สุด ถึงขนาดที่ว่าบางครั้งซือเนี่ยนนึกสงสารจนต้องแอบยื่นลูกอมให้สักเม็ดสองเม็ด แต่เด็กน้อยที่ปกติจะตะกละตะกลามก็ยังสามารถอดทนอดกลั้นปฏิเสธได้ ทำได้เพียงแค่มองน้องสาวกินตาละห้อยอย่างน่าสงสาร
ซือเนี่ยนคิดในใจว่าถ้าซื้อขนมนี้กลับไปฝากเสี่ยวหาน เขาจะต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ
เธอจึงหันไปถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ "โจวเยว่เซิน เสี่ยวหานเกิดปีอะไรเหรอคะ"
โจวเยว่เซินใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ปีเสือ เกิดช่วงปลายเดือนธันวาคม"
"แล้วเสี่ยวตงกับเหยาเหยาล่ะคะ"
"เสี่ยวตงปีมะโรง ส่วนเหยาเหยาปีมะแม"
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับรู้ เธอหันไปพูดกับคุณลุงคนขายขนม "คุณปู่คะ หนูเอาสามลายนี้ค่ะ"
"ได้เลยจ้ะ!"
การที่ผู้ใหญ่สองคนมายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กๆ ทำให้พวกเขาดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง "คุณ...คือสหายโจวใช่ไหมคะ"
ทั้งสองคนหันไปมองพร้อมกัน ก็พบว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวๆ 27-28 ปี
ในมือของเธอกำลังจูงเด็กชายอายุประมาณสิบขวบอยู่ ดูท่าแล้วก็น่าจะพาลูกมาซื้อขนมน้ำตาลปั้นเหมือนกัน
[จบบท]