บทที่ 190: จุดสิ้นสุด
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการทำงานในครัวของโจวซุ่ยซุ่ย เธอจึงรีบเช็ดไม้เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนจะสาวเท้าออกไปเปิดประตูให้แขกที่มาเยือนโดยไม่ให้ต้องรอนาน
“ใครมาคะ”
แต่พอประตูเปิดออก เธอกลับต้องยืนนิ่งเป็นหุ่นไปชั่วครู่ ภาพที่เห็นทําให้เธอประมวลผลแทบไม่ทัน
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหลินซือซือ
การปรากฏตัวของพวกเขานับว่าน่าแปลกใจแล้ว แต่สภาพของทั้งสองคนกลับน่าตกใจยิ่งกว่า
ภาพของพ่อซือและแม่ซือในตอนนี้ช่างแตกต่างกับครั้งก่อนที่มาบ้านหลินอย่างสิ้นเชิง จากคนที่เคยวางท่าสูงส่งและมองคนอื่นด้วยสายตาดูแคลน ตอนนี้กลับดูทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ไม่รู้ว่าช่วงที่ผ่านมาต้องไปเผชิญกับเรื่องราวอะไรมา ถึงได้มีสภาพแก้มตอบ ซูบผอม ราวกับแก่ชราลงไปเป็นสิบปี
โจวซุ่ยซุ่ยชะเง้อมองออกไปนอกรั้วก็ไม่เห็นรถยนต์จอดอยู่เหมือนคราวก่อน ในมือของทั้งสองมีเพียงข้าวของพะรุงพะรัง
เธอเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม “พวกคุณมาหาใครหรือคะ”
พ่อซือและจางชุ่ยเหมยรับรู้ได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและคำถามของโจวซุ่ยซุ่ย ความรู้สึกละอายใจก็แล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้า
ภาพจำในครั้งก่อนที่มาเยือนบ้านตระกูลหลินยังคงชัดเจน วันนั้นพวกเขายังแสดงท่าทีรังเกียจและดูแคลนคนบ้านนี้อยู่เลย แต่มาวันนี้กลับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือถึงประตูบ้าน เพื่อเอาอกเอาใจคนที่เคยดูถูก
สำหรับคนอย่างพวกเขาทั้งสอง นี่คือการหยามเกียรติกันอย่างที่สุด
แต่สถานการณ์ในตอนนี้บีบคั้นจนไม่อาจแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ พ่อซือจึงเอ่ยถามด้วยท่าทีลำบากใจ “พ่อแม่บุญธรรมของซือซืออยู่บ้านไหมครับ”
หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาพยายามวิ่งเต้นให้ตำรวจช่วยไกล่เกลี่ยคดีความ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงอย่างเดียวคือคู่กรณีปฏิเสธที่จะยอมความ และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
แม้แต่ตระกูลฟู่และตัวฟู่หยางเองที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ความจริงแล้ว หากเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมขนาดนี้ ด้วยอำนาจและเส้นสายของตระกูลซือ การจะพาตัวหลินซือซือออกมาจากที่คุมขังย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
แต่โชคร้ายที่เรื่องนี้ดังกระฉ่อนไปไกลจนคนรู้กันทั่ว ทั้งบ้านพักทหารต่างก็เอาเรื่องนี้ไปพูดกันสนุกปาก
พ่อซือเองก็ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกตัวไปตำหนิ แม้ตามหลักการแล้วหลินซือซือจะเติบโตที่ชนบทมาตลอดสิบกว่าปี ความรับผิดชอบของเขาในฐานะพ่อจึงอาจไม่เต็มร้อย แต่ในฐานะนายทหารระดับสูง การที่คนในครอบครัวก่อเรื่องอื้อฉาวจนถึงขั้นอาจต้องรับโทษจำคุก ถือเป็นจุดด่างพร้อยร้ายแรงในประวัติการรับราชการของเขา
ตอนนี้กองทัพถึงขนาดส่งคนมาจับตาดูการจัดการเรื่องนี้ของเขาอย่างใกล้ชิด
นั่นหมายความว่าทุกช่องทางถูกปิดตาย พ่อซือไม่สามารถใช้เส้นสายที่มี หรือแม้แต่จะนำของกำนัลไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงฟู่เพื่อขอความช่วยเหลือได้อีกต่อไป
แต่ตระกูลซือมีลูกสาวอยู่เพียงคนเดียว เป็นแก้วตาดวงใจที่เฝ้ารอคอยมานานหลายปี เขาจะทนยืนมองชีวิตของเธอพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
เพื่อรวบรวมเงิน 3000 หยวนไปคืนให้ได้ พ่อซือถึงกับจำใจต้องขายรถยนต์คันโปรดของตัวเอง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาสองสามีภรรยากินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมจนดูแก่ลงไปนับสิบปี
ทั้งคู่รู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ หลังจากนอนคิดไม่ตกมาหลายคืน ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินทางมายังบ้านตระกูลหลิน
แม้จะไม่รู้ว่าที่ผ่านมาครอบครัวนี้ปฏิบัติต่อลูกสาวของพวกเขาอย่างไร แต่เมื่อคำนึงถึงระยะเวลา 18 ปีที่เลี้ยงดูซือซือมา มันย่อมต้องมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ยิ่งตอนนี้ซือเนี่ยนได้กลับมาคืนดีและยอมรับพ่อแม่ตระกูลหลินแล้ว พวกเขาจึงคาดหวังว่าหากพ่อแม่ตระกูลหลินยอมอ่อนข้อให้ ทางฝั่งซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินก็คงจะไม่ต่อต้านจนเกินไป
ด้วยความคิดนี้ ทั้งสองจึงเดินทางมาที่นี่ จากประสบการณ์ครั้งก่อนที่ได้พบเจอ พ่อแม่ตระกูลหลินดูเป็นคนซื่อๆ น่าจะพูดจาหว่านล้อมได้ไม่ยาก
“ใครมากันจ๊ะ”
แม่หลินเดินออกมาจากในบ้าน พอเห็นหน้าแขกทั้งสองก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “พวกคุณมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า”
พ่อซือยังไม่ทันได้อ้าปากพูด จางชุ่ยเหมยก็โผเข้าไปจับมือแม่หลินราวกับคนเสียสติ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ “สหายหลิน ได้โปรดช่วยซือซือด้วยเถอะค่ะ”
แม่หลินตกใจจนพูดจาติดขัด “ซือซืองั้นหรือ ซือซือเป็นอะไรไป”
“ก็ซือเนี่ยนน่ะสิ ยัยนั่นจะทำร้ายซือซือ มันตั้งใจจะให้ลูกสาวฉันติดคุกให้ได้ ฮือๆ ลูกสาวที่น่าสงสารของฉัน”
จางชุ่ยเหมยนึกถึงภาพลูกสาวที่เพิ่งได้กลับบ้านมาใช้ชีวิตสุขสบายไม่ถึงครึ่งปีก็ต้องมาถูกจับตัวไป ภาพที่หลินซือซือคุกเข่ากอดขาเธอพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นยอมรับผิดและอ้อนวอนขอความช่วยเหลือยังคงติดตาตรึงใจ ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบแหลกสลาย
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ลูกสาวทำลงไปนั้นเป็นเรื่องผิด แต่เธอก็อดที่จะเข้าอกเข้าใจไม่ได้ เพราะใครกันจะยอมรับได้ที่ชีวิตอันสวยหรูของตัวเองถูกคนอื่นแย่งชิงไปนานถึง 18 ปี
ลูกสาวของเธอแค่ถูกสภาพแวดล้อมในชนบทหล่อหลอมให้ทำผิดพลาดไปบ้างเท่านั้น มันไม่ควรจะร้ายแรงถึงขั้นต้องติดคุกติดตะราง
แม่หลินยังไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักนิด ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากตัวเมือง ข่าวคราวต่างๆ จึงยังเดินทางมาไม่ถึงหมู่บ้าน เรื่องที่หลินซือซือก่อขึ้นจึงมีเพียงซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินเท่านั้นที่รู้ คนในหมู่บ้านยังไม่มีใครระแคะระคาย
เธอยังคงยืนงงอยู่ “คุณพูดว่าอะไรนะ ทำไมเนี่ยนเนี่ยนต้องทำร้ายซือซือด้วย”
จางชุ่ยเหมยสวนกลับมาทันควัน “ก็เพราะมันยังเจ็บใจที่ซือซือกลับไปทวงฐานะของตัวเองคืนมา จนทำให้มันต้องซมซานกลับมาอยู่ชนบทแบบนี้ไงล่ะ ถึงได้หาเรื่องทำร้ายลูกสาวฉัน”
“ฉันรู้ว่าการที่ซือซือเอาเงิน 3,000 หยวนของพวกคุณไปเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่เราก็บอกแล้วว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ ซือซือเองก็สำนึกผิดแล้ว ทำไมถึงยังต้องใจไม้ไส้ระกำกับแกให้ถึงตายด้วย”
“ซือเนี่ยนต้องเป่าหูพวกคุณ ใส่ร้ายซือซือเสียๆ หายๆ แน่ พอซือซือเดือดร้อน พวกคุณถึงได้ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนใช่ไหม”
“คิดดูให้ดีนะ พวกคุณเลี้ยงดูแกมาตั้ง 18 ปี ซือซือเองก็รักและเคารพพวกคุณเหมือนพ่อแม่แท้ๆ มาตลอด ทำไมถึงต้องโหดร้ายกับแกได้ลงคอ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของซือเนี่ยนด้วย”
น้ำเสียงของจางชุ่ยเหมยแหลมสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะระบายความโกรธแค้นทั้งหมดที่มีต่อซือเนี่ยนมาลงที่แม่หลิน
แม่หลินกับซือเนี่ยนมีเค้าหน้าที่คล้ายคลึงกันหลายส่วน มันเป็นเรื่องน่าแปลกที่หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างมีใบหน้าที่กร้านแดดและเต็มไปด้วยริ้วรอย แต่แม่หลินกลับยังคงความงดงามและมีเสน่ห์บางอย่างที่ชวนมอง
ใบหน้านั้นแม้จะร่วงโรยไปตามวัย แต่ก็ยังดูงดงามกว่าคนส่วนใหญ่ แม้กระทั่งตัวเธอเองที่ประโคมครีมบำรุงราคาแพงมาตลอดชีวิตก็ยังเทียบไม่ได้
ความคิดนี้ยิ่งทำให้จางชุ่ยเหมยรู้สึกขุ่นเคืองใจมากขึ้น
ในตอนแรกแม่หลินยังคงสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เมื่อได้ยินคำพูดของจางชุ่ยเหมยที่ทุกประโยคล้วนแต่กล่าวโทษและใส่ร้ายลูกสาวของเธอ สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ความจริงแล้วเรื่องเงิน 3,000 หยวนที่หายไปนั้น เธอเริ่มสงสัยมาได้สักพักแล้ว ทั้งการมาเยือนของตำรวจในวันนั้น ประกอบกับคำพูดของลูกสาวที่ทำให้เธอได้ฉุกคิด มันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจลึกๆ อยู่ในอก
แม่หลินไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา เพียงแต่ที่ผ่านมาเธอเลือกที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด
เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กที่เธอทุ่มเทความรักและเลี้ยงดูมากับมือจะสามารถทำร้ายพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น
แม้ว่าพฤติกรรมของหลินซือซือในช่วงหลังจะทำให้พวกเขาผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็ไม่เคยปริปากตำหนิหลินซือซือให้ใครฟังแม้แต่ครึ่งคำ
แต่ในวันนี้ จางชุ่ยเหมยกลับมายืนต่อว่าลูกสาวแท้ๆ ของเธออยู่ฉอดๆ ทั้งที่ความจริงแล้วหลินซือซือคือคนที่ขโมยเงินไป แต่กลับมาโทษว่าลูกสาวของเธอเป็นคนรังแก
มันช่างเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี
“หลินซือซือขโมยเงิน 3,000 หยวนไปใช่ไหม” น้ำเสียงของเธอราบเรียบจนน่าประหลาดใจ
จางชุ่ยเหมยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตามองด้วยสีหน้าดูแคลน “แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปได้ ซือเนี่ยนไม่ได้เล่าอะไรให้พวกคุณฟังเลยหรือไง”
แม่หลินหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “แต่ละวันเนี่ยนเนี่ยนต้องดูแลลูกๆ ไหนจะเรื่องอาหารการกินอีก เธอจะเอาเวลาที่ไหนมาเล่าเรื่องพวกนี้ให้เราฟัง ถ้าวันนี้คุณไม่พูด ฉันก็คงไม่รู้หรอกนะว่าเงินก้อนนั้นเป็นฝีมือของหลินซือซือจริงๆ ตอนที่เงินหายน่ะ ฉันยังเป็นคนปลอบใจแกอยู่เลย”
ภาพในวันนั้นย้อนกลับมาในความคิด ตอนที่รู้ว่าเงินหาย หลินซือซือร้องไห้ฟูมฟายราวกับจะขาดใจ
แม่หลินทนเห็นภาพนั้นไม่ไหว จึงได้แต่ปลอบใจว่าไม่เป็นไร
เธอยังให้เงินหลินซือซือติดตัวไปเที่ยวในเมือง เพราะกลัวว่าแกจะคิดสั้นทำอะไรโง่ๆ ลงไป
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ เธอก็ได้ตระหนักว่าตัวเองถูกลูกเลี้ยงคนนี้ปั่นหัวจนกลายเป็นตัวตลกมาโดยตลอด
หลังจากเหตุการณ์นั้น ชีวิตของทั้งครอบครัวก็เหมือนถูกภูเขาลูกมหึมากดทับจนหายใจแทบไม่ออก
สามีของเธอก็ดูแก่ลงไปนับสิบปีภายในคืนเดียว ลูกชายต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินมาใช้หนี้
ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังไม่วายถูกชาวบ้านนินทาว่าร้ายไปทั่ว ไม่ว่าลูกชายทั้งสองและลูกสะใภ้จะเดินทางไปไหน ก็มักจะถูกผู้คนชี้นิ้วพูดถึงในทางเสียหายอยู่เสมอ
มีเพียงแม่หลินคนเดียวเท่านั้นที่รู้ซึ้งแก่ใจว่าช่วงเวลาอันแสนยากลำบากนั้น ครอบครัวของเธอต้องกัดฟันสู้กันมาอย่างไร
แต่ตอนนี้จางชุ่ยเหมยกลับมาพูดปัดความรับผิดชอบง่ายๆ ว่าทั้งหมดเป็นเพราะซือเนี่ยนอย่างนั้นหรือ
ซือเนี่ยนทำอะไรผิดกัน เธอถูกสลับตัวไปตั้งแต่แรกเกิด ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผู้ใหญ่อย่างพวกเขา จะไปโทษเด็กได้อย่างไรกัน
ซ้ำร้าย เรื่องเงิน 3,000 หยวนที่หลินซือซือก่อไว้ เธอก็ยังต้องมารับผิดชอบ คนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องนี้ก็คือลูกสาวของเธอต่างหาก
จางชุ่ยเหมยถึงกับหน้าชาไป พูดอะไรไม่ออก
คำพูดของแม่หลินที่ว่า ‘เงินก้อนนั้นเป็นฝีมือของหลินซือซือจริงๆ’ มันไม่ต่างอะไรกับฝ่ามือที่มองไม่เห็น แต่กลับฟาดลงบนใบหน้าของเธออย่างแรง
เธอเป็นคนที่ถือตัวและหยิ่งในศักดิ์ศรีมาทั้งชีวิต แต่ในวันนี้กลับต้องมายืนให้หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งพูดจาถากถางใส่
สีหน้าของเธอในตอนนี้จึงดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“หลินซือซือขโมยเงินไป 3,000 หยวน ซึ่งมันไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยนะคะ คุณในฐานะแม่ก็น่าจะรู้ดีว่าเพราะเงินก้อนนี้ ซือเนี่ยนต้องเจอกับอะไรมาบ้าง พวกคุณที่เป็นพ่อแม่บุญธรรมน่าจะรู้ดีกว่าฉันเสียอีก แล้วพวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาโทษแกกัน”
“จริงอยู่ที่เนี่ยนเนี่ยนอาจจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายแทนที่ซือซือมาตลอด 18 ปี แต่นั่นเป็นสิ่งที่แกเลือกเองได้หรือคะ เราทั้งสองครอบครัวต่างหากที่เป็นคนสลับลูกกัน เราคือคนที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กสองคน แล้วทำไมตอนนี้ถึงต้องมาโทษเนี่ยนเนี่ยนด้วย”
จางชุ่ยเหมยถูกต้อนจนจนมุม อับจนหนทางที่จะโต้เถียงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “นั่นมันก็เป็นความผิดของพวกคุณนั่นแหละ ถ้าพวกคุณสั่งสอนลูกมาดีๆ ซือซือจะมีนิสัยขี้ขโมยแบบนี้ติดตัวมาได้ยังไง”
“ครอบครัวของเราไม่เคยคดโกงใคร เราไม่เคยลักขโมยของของใคร ลูกชายคนโตของฉันต้องสละโอกาสเรียนหนังสือของตัวเองเพื่อน้อง เพื่อส่งเสียให้หลินซือซือได้เรียนมัธยมปลาย ลูกชายสองคนเล็กของฉันเพิ่งจะได้เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เมื่อปีที่แล้ว แกมีการศึกษาสูงกว่าคนทั้งบ้านเสียอีก แล้วคุณจะมาบอกว่าเราสั่งสอนแกมาไม่ดีได้อย่างไร”
“คุณลองไปถามคนในหมู่บ้านหลินดูสิว่ามีลูกสาวบ้านไหนที่ใช้ชีวิตสุขสบายไปกว่าหลินซือซือบ้าง”
จางชุ่ยเหมยทำท่าจะเถียงกลับ แต่ก็ถูกพ่อซือรั้งแขนไว้ก่อน
เขาหันมาพูดกับแม่หลินด้วยท่าทีลำบากใจ “คุณแม่ของเนี่ยนเนี่ยน ชุ่ยเหมยเขาแค่เป็นห่วงลูกจนร้อนใจ เลยพูดจาอะไรไม่ทันได้คิด คุณอย่าไปถือสาเขาเลยนะครับ”
“เรื่องอื่นผมไม่ขออะไรมาก เงิน 3,000 หยวนนั่น เราจะหามาคืนให้พวกคุณครบทุกบาททุกสตางค์ ขอแค่พวกคุณยอมให้ทางรอดกับซือซือสักทางเถอะครับ แกเพิ่งจะอายุ 18 ปี ถ้าต้องติดคุกขึ้นมาจริงๆ ชีวิตนี้ของแกก็จบสิ้นแล้ว”
“ขอโทษด้วยนะคะ เรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรพวกคุณไม่ได้จริงๆ”
ใครจะไปคาดคิดว่าคนที่ดูเหมือนจะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ อย่างแม่หลิน จะตอบปฏิเสธกลับมาอย่างหนักแน่นและไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คราวนี้ถึงคราวที่พ่อซือจะต้องยืนนิ่งเป็นหุ่นไปบ้าง
เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ทำไมล่ะครับ ซือซือก็เหมือนลูกสาวของคุณคนหนึ่งไม่ใช่หรือ ทำไมถึงใจร้ายกับแกได้ลงคอ ปล่อยให้แกเผชิญชะตากรรมโดยไม่คิดจะช่วยเหลือเลย”
“สหายซือ คุณเป็นห่วงลูกสาวของคุณ ฉันเองก็เป็นห่วงลูกสาวของฉันเหมือนกัน ทำไมฉันต้องทำให้ลูกสาวของตัวเองต้องลำบากใจเพื่อลูกสาวของคุณด้วยล่ะคะ”
แม่หลินตอบกลับด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง
“เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของหลินซือซือตั้งแต่แรก ตอนที่แกตัดสินใจทำเรื่องแบบนั้นลงไป ก็น่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร แกไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้กฎหมายเสียหน่อย”
“คุณบอกว่าเนี่ยนเนี่ยนทำลายชีวิตของแก แต่โทษของแกอย่างมากก็แค่ติดคุกปีสองปี แต่ลูกสาวของฉัน สิ่งที่ถูกทำลายไปคือความสุขทั้งชีวิตของแกเลยนะคะ”
ความจริงแล้วซือเนี่ยนได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาได้สักพักแล้ว
ในตอนแรกเธอก็แอบเป็นห่วงว่าแม่หลินจะรับมือกับสถานการณ์ไม่ไหว หรืออาจจะใจอ่อนยอมความไปในที่สุด
แต่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอก็ถึงกับต้องประหลาดใจ
ไม่คาดคิดเลยว่าคำพูดที่เด็ดเดี่ยวเช่นนี้จะออกมาจากปากของคนที่มีนิสัยอ่อนโยนอย่างแม่หลินได้
เธอยืนฟังอยู่เงียบๆ ภายในบ้าน ดวงตาฉายแววอบอุ่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ความดีที่เธอพยายามทำเพื่อครอบครัวหลินมาโดยตลอด มันไม่ได้สูญเปล่าจริงๆ
ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มส่งผลแล้ว
“ส่วนของขวัญที่พวกคุณเอามา เราไม่ขอรับไว้ เชิญพวกคุณสองคนกลับไปได้แล้วค่ะ”
แม่หลินรู้สึกว่าคนที่เดือดร้อนจากเรื่องนี้มากที่สุดไม่ใช่ครอบครัวของเธอ แต่เป็นซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซิน
ตอนนี้ซือเนี่ยนแต่งงานออกเรือนไปแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งนั้น
อีกอย่าง คนที่แจ้งตำรวจมาสืบสวนเรื่องนี้ตั้งแต่แรกก็คือลูกสาวของเธอเอง ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของครอบครัวหลิน
ลูกสาวอุตส่าห์ทำเพื่อพวกเขาขนาดนี้ แล้วจะให้เธอหันกลับไปปล่อยตัวหลินซือซืออย่างนั้นหรือ ถ้าทำแบบนั้น พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนเนรคุณ
ดังนั้น ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ต่อให้หลินซือซือจะต้องถูกประหารชีวิต เธอก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกเด็ดขาด
ความรักความผูกพันที่เธอเคยมีให้กับหลินซือซือในฐานะลูกเลี้ยง ได้ถูกการกระทำของเจ้าตัวทำลายลงจนหมดสิ้นแล้ว
แม่หลินเอ่ยปากไล่แขกอย่างไม่ไว้หน้า ไม่ได้เกรงใจในฐานะของคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
พ่อซือและแม่ซือหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคือง สีหน้าของทั้งสองคนดูไม่ได้อย่างยิ่ง
ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ซือเนี่ยนก็เดินออกมาจากในบ้านพอดี
การปรากฏตัวของเธอทำให้ทั้งสองคนถึงกับยืนนิ่งไป
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
พ่อซือและแม่ซืออุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
เมื่อครู่พวกเขายังยืนนินทาว่าร้ายซือเนี่ยนอยู่เลย แต่เจ้าตัวกลับยืนฟังอยู่ตรงนั้นโดยไม่ยอมออกมา นี่มันจงใจจะปล่อยให้พวกเขาขายหน้าชัดๆ
ในใจของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง กำลังจะหาเรื่องต่อว่า
แต่แล้วดวงตาของซือเนี่ยนก็แดงก่ำขึ้นมาเสียก่อน น้ำตาหยดใสร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม “คุณลุงซือ คุณไม่อยากเห็นหน้าฉันเหรอคะ ถึงฉันจะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลซือ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันก็รักและเคารพพวกคุณจากใจจริง พวกคุณเลี้ยงดูฉันมา 18 ปี ฉันไม่เคยทำอะไรให้พวกคุณต้องผิดหวังเลยนะคะ”
พ่อซือถึงกับพูดไม่ออก “ลุงไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่เรื่องของซือซือ…”
ซือเนี่ยนยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างน่าสงสาร “เรื่องของหลินซือซือ พวกคุณทุกคนโทษว่าเป็นความผิดของฉัน แต่คนที่ขโมยเงินไปคือเธอจริงๆนี่คะ ฉันไม่ใช่ว่าจะให้อภัยเธอไม่ได้ แต่เรื่องนี้มันดังไปไกลแล้ว มีคนรู้เห็นมากมายว่าเธอขโมยเงิน แล้วคนอื่นๆ ล่ะคะ พอพวกเขารู้ว่าหลินซือซือขโมยเงินแต่กลับไม่ถูกจับกุม แถมยังถูกปล่อยตัวออกมาง่ายๆ พวกคุณคิดว่าคนอื่นเขาจะมองเรื่องนี้ยังไงคะ”
พ่อซือและแม่ซือยังคงตามไม่ทัน “หมายความว่ายังไง”
สีหน้าของซือเนี่ยนพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “พวกเขาจะมองว่าตระกูลซือใช้อำนาจบาตรใหญ่ หลินซือซืออาศัยเส้นสายของครอบครัวเลยไม่ต้องติดคุก ฐานะของพวกคุณยิ่งเปราะบางอยู่ด้วย ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะพากันครหาว่าพวกคุณใช้อำนาจในทางมิชอบ คุณลุงเองก็กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งไม่ใช่หรือคะ ถ้าหากเรื่องนี้แดงขึ้นมา คู่แข่งของคุณต้องฉวยโอกาสนี้เล่นงานคุณแน่ๆ อายุของคุณก็ไม่น้อยแล้ว การจะได้เลื่อนตำแหน่งแต่ละครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ ถ้าต้องมาพังทลายลงเพราะเรื่องนี้ อนาคตของตระกูลซือคงไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอีก”
พ่อซือและแม่ซือถึงกับยืนนิ่งไป เมื่อได้สติ ใบหน้าก็พลันซีดเผือด
หลายวันที่ผ่านมาเขามัวแต่วิ่งเต้นเรื่องคดีจนหัวหมุน ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปสนิท
พอซือเนี่ยนพูดขึ้นมาถึงได้นึกขึ้นได้
“แต่ว่า…”
ซือเนี่ยนพูดเสียงดังขึ้น “ถ้าหากเรื่องนี้พวกคุณให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ ไม่ใช้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ยึดมั่นในความเที่ยงธรรม ทางกองทัพก็คงไม่มีอะไรจะตำหนิพวกคุณได้”
“ถึงแม้ซือซือจะต้องติดคุก แต่โทษอย่างมากก็แค่ปีสองปีเท่านั้น แต่กลับแลกมาด้วยโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งของคุณพ่อ ฉันคิดว่าเรื่องนี้ไม่ขาดทุนเลยนะคะ”
ดวงตาของพ่อซือเป็นประกายขึ้นมาทันที
จางชุ่ยเหมยเองก็เงียบไปอย่างใช้ความคิด
เมื่อหลินซือซือรู้ข่าวว่าพ่อแม่ตระกูลหลินปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ ใบหน้าของเธอก็พลันเขียวคล้ำ โกรธจนแทบกระอักเลือดออกมา
เธอคาดหวังว่าเมื่อพ่อแม่ตระกูลหลินรู้เรื่องของเธอแล้ว จะต้องใจอ่อนและทนไม่ได้ที่จะเห็นเธอต้องติดคุกอย่างแน่นอน
แต่ไม่คิดเลยว่าขนาดพ่อแม่แท้ๆ ของเธอยอมบากหน้าไปขอร้องด้วยตัวเอง พวกเขาก็ยังคงใจแข็งไม่ยอมช่วย
ซือเนี่ยนไปเป่าหูอะไรพวกเขาเข้ากันแน่
“ซือซือ ลูกไม่ต้องกังวลนะ เราจัดการเรื่องเส้นสายไว้ให้หมดแล้ว ถึงลูกจะเข้าไปข้างใน ก็จะไม่ลำบากหรอก ไม่นานก็ได้ออกมาแล้ว”
จางชุ่ยเหมยพยายามปลอบใจ
แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลินซือซือก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป เธอระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“อะไรนะ! พวกคุณจะไม่ช่วยหนูเหรอ พวกคุณทนเห็นหนูติดคุกได้ลงคอเหรอ พวกคุณยังมีความเป็นคนอยู่ไหม หนูเป็นลูกสาวคนเดียวของพวกคุณนะ!”
[จบบท]