บทที่ 196: ความนัยของโจวถิงถิง
ซือเนี่ยนพูดจบก็เมินใบหน้าที่บิดเบี้ยวราวกับผ้าขี้ริ้วของโจวถิงถิงไปอย่างสิ้นเชิง เธอหันไปหาเด็กน้อยสองคนที่ยังยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ
"ไปลูก ไปทำการบ้านกันได้แล้ว เรื่องหยุมหยิมพวกนี้ปล่อยให้อาเล็กของพวกลูกจัดการก็พอ ดูสิ อาเล็กขยันขันแข็งขนาดนี้ พวกลูกต้องเอาเป็นแบบอย่างนะ รู้มั้ย"
พอสิ้นเสียง เด็กน้อยทั้งสองก็เหมือนเพิ่งโหลดข้อมูลเสร็จสิ้น ทั้งคู่ประสานเสียงกันดังลั่น "ขอบคุณครับอาเล็ก!"
เจ้าคนรองที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ตอนนี้กลับยิ้มร่าเริงสดใสยิ่งกว่าพระอาทิตย์ยามเช้า เขาตะโกนใส่เต็มเสียง "ถ้าอาเล็กจะล้างบ้านให้พี่ต้าหวงแล้วล่ะก็ รบกวนช่วยทำความสะอาดคอกของพวกเสี่ยวไป๋ด้วยเลยนะครับ พวกมันโตกันหมดแล้ว อึแต่ละทีก้อนเบ้อเริ่มเลย คุณแม่บอกว่าถ้าไม่เก็บทุกวัน กลิ่นจะคลุ้งไปสามบ้านแปดบ้านเลย"
ไม่พูดเปล่า เขายังแถมด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตาใส่โจวถิงถิงไปหนึ่งชุดใหญ่ไฟกะพริบ
โจวถิงถิงแทบจะล้มทั้งยืน ความโกรธมันจุกอยู่ที่อกจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
เธอสะบัดหน้าพรืดไปจ้องซือเนี่ยนเขม็ง ปากอ้าๆ หุบๆ เหมือนอยากจะพ่นไฟออกมา แต่พอเจอสายตาที่พราวไปด้วยรอยยิ้มของซือเนี่ยนเข้า ความกล้าทั้งหมดก็หดหายไป เหลือแต่ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
หญิงสาวได้แต่กัดฟันกรอด สูดหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองในใจว่าช่างมันเถอะ แค่ยอมเหนื่อยหน่อย แลกกับการได้อยู่ที่นี่ต่อไป ยังไงก็ดีกว่าถูกเฉดหัวส่งกลับไปแบบหมาจนตรอก
และที่สำคัญ โจวถิงถิงมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าพี่ใหญ่มาเห็นสภาพของเธอตอนนี้ เขาจะต้องโมโหซือเนี่ยนจนบ้านแตกแน่นอน แค่คิดถึงตรงนี้ อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
ซือเนี่ยนไม่คิดจะใส่ใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จยังไง ในเมื่อมีคนอาสามาเป็นทาสรับใช้ เธอก็ยินดีจะนั่งกระดิกเท้ารับตำแหน่งนายหญิง เธออุ้มโจวซีเหยาเดินขึ้นชั้นบนไปนอนอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์
ภายในห้องน้ำ โจวเยว่เซินกำลังเก็บกวาดผลงานชิ้นเอกของเขาอยู่ ห้องน้ำของบ้านหลังนี้กว้างขวางมาก ตอนแรกมันโล่งโจ้งจนแทบจะวิ่งเล่นได้ มีแค่อ่างล้างหน้าเก่าๆ สองใบวางทิ้งไว้ แต่พอซือเนี่ยนก้าวเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป บนชั้นวางของที่เพิ่งติดตั้งใหม่ มีขวดแก้วสวยๆ วางเรียงกันเป็นตับ ทั้งแชมพู สบู่อาบน้ำ ครีมนวดผม สารพัดจะสรรหามา
ห้องน้ำนี้ออกแบบมาอย่างดี มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่ตรงทิศทางลมพอดี แค่เปิดออก ลมเย็นๆ ก็พัดเข้ามาทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก ซือเนี่ยนยังเพิ่มความน่ารักด้วยการไปหาผ้าม่านโปร่งสีขาวสะอาดตามาติดไว้ แล้วผูกด้วยริบบิ้นรูปผีเสื้อ เวลาลมพัดโชยเข้ามา ผ้าม่านก็จะพริ้วไหวเบาๆ มองแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชมภาพวาดทิวทัศน์ชนบทอันเงียบสงบไม่มีผิด
เขาจัดการลากอ่างอาบน้ำไม้ไปตั้งไว้ตรงกลางห้อง ใต้พื้นมีรูระบายน้ำที่ทำไว้เป็นพิเศษ แค่ดึงจุกยางออก น้ำทั้งหมดก็จะไหลทิ้งไปเอง ทำให้การทำความสะอาดกลายเป็นเรื่องง่าย และด้วยความเป็นห่วง เขายังอุตส่าห์ทำบันไดไม้เล็กๆ สองขั้นวางไว้ข้างอ่างเพื่อป้องกันไม่ให้ใครลื่นล้ม
อ่างอาบน้ำใบนี้ขนาดกำลังพอดี สำหรับคนเดียวถือว่ากว้างขวางสบายตัวเลยทีเดียว แต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของมันคือน้ำหนักที่มหาศาล ชนิดที่ว่าต่อให้ซือเนี่ยนกินข้าวเพิ่มอีกสิบจานก็คงยกไม่ขึ้น
โจวเยว่เซินจัดการขัดถูทุกซอกทุกมุมจนห้องน้ำกลับมาสะอาดเอี่ยมอ่อง เขากำลังจะเดินออกไปก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก พอหันไปก็เห็นซือเนี่ยนอุ้มลูกสาวเดินยิ้มแฉ่งเข้ามา เขาจึงกวักมือเรียกเธอ
"โห คุณทำขั้นบันไดเล็กๆ ไว้ด้วยเหรอคะเนี่ย" ซือเนี่ยนร้องออกมาอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นผลงานชิ้นใหม่
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะช้อนตัวโจวซีเหยาไปอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแรงของเขา "คุณลองขึ้นไปเหยียบดูสิ ว่ามันแข็งแรงพอไหม"
ซือเนี่ยนไม่รอช้า เธอพยักหน้าหงึกหงักแล้วก้าวเท้าขึ้นไปบนบันไดไม้ ลองขย่มตัวเบาๆ เพื่อทดสอบความแข็งแรง มือใหญ่ของเขาวางประคองอยู่ที่ต้นแขนของเธออย่างนุ่มนวล มือของโจวเยว่เซินร้อนผ่าว อาจเป็นเพราะเพิ่งยกของหนักมา เส้นเลือดบนแขนของเขานูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับแขนของเธอที่อยู่ในอุ้งมือของเขาแล้ว มันช่างดูเล็กและบอบบางเหลือเกิน
เธอทดสอบอยู่พักหนึ่ง บันไดไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย มันมั่นคงแข็งแรงมาก ซือเนี่ยนจึงรีบไล่ให้เขาออกไปจากห้องน้ำทันที เพราะเธออยากจะลงไปแช่น้ำให้สบายตัวใจจะขาด พอดีกับที่เธอเพิ่งไปสอยถุงหอมสำหรับอาบน้ำมาจากในเมือง เป็นของที่พวกคุณหนูคุณนายตระกูลใหญ่เขาใช้กัน ว่ากันว่าแค่ใส่ลงไปในอ่าง กลิ่นหอมก็จะติดตัวไปอีกหลายวัน แถมยังช่วยบำรุงผิวให้นุ่มเนียนอีกต่างหาก เธอซื้อมาตั้งนานแล้วยังไม่มีโอกาสได้ลองใช้เลย
เมื่อเห็นแววตาที่เปล่งประกายอย่างคาดหวังของเธอ เขาก็พยักหน้ารับ "เดี๋ยวผมลงไปต้มน้ำให้" สิ้นคำ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินลงบันไดไป
โจวเยว่เซินเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าห้องครัวได้ไม่ทันไร โจวถิงถิงก็เดินตามเข้ามา พอเธอเห็นพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าเตาเพื่อต้มน้ำ ใบหน้าของเธอก็บูดบึ้งลงในบัดดล
ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนย่างกรายเข้ามาในครัวหรอก ชาวบ้านทุกคนเชื่อกันว่าผู้ชายที่หมดสภาพแล้วเท่านั้นถึงจะยอมทำงานของผู้หญิง ส่วนผู้ชายที่มีอนาคตไกล จะไม่มีวันยอมให้กลิ่นควันไฟมาติดตัวเด็ดขาด ขนาดตอนที่เธอแต่งเข้าไปอยู่ในเมือง สามีของเธอก็ไม่เคยแตะงานครัวเลยสักครั้ง มีแต่เธอกับแม่สามีเท่านั้นที่เป็นคนทำ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่บ้านยังลำบากอยู่ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พี่ชายของเธอหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว ทำไมยังต้องมาทำงานน่าอายแบบนี้อีก แล้วแบบนี้จะแต่งซือเนี่ยนเข้ามาเป็นภรรยาให้เปลืองข้าวสุกทำไมกัน
พอความคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่ซือเนี่ยนใช้งานเธอสารพัด ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก "พี่ใหญ่คะ พี่สะใภ้นี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลยนะคะ ดูสิ ยังจะปล่อยให้พี่ต้องมาต้มน้ำเองอีก แล้วตัวเธอหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อกี้ยังสั่งให้ฉันไปกวาดบ้าน ล้างคอกหมา นี่มันจงใจหาเรื่องกันชัดๆ"
ถ้าเป็นสมัยก่อน มีคนมาสั่งให้เธอทำอะไรแบบนี้ ป่านนี้เธอคงอาละวาดจนบ้านแตกไปแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป เพื่อที่จะได้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป โจวถิงถิงจึงต้องสงบปากสงบคำ ได้แต่แสร้งทำเป็นน่าสงสาร ทั้งที่ในใจแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
หลายปีที่ผ่านมานี้ เธอยังไม่เคยต้องมาลำบากลำบนอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ความหวังเดียวของเธอตอนนี้คือให้โจวเยว่เซินเข้าข้าง เพราะไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของเขา โจวถิงถิงยิ่งคิดก็ยิ่งได้ใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย เตรียมจะฟ้องต่อให้ยาวกว่านี้
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเฉยชา โจวเยว่เซินไม่ได้แม้แต่จะชายตามองเธอด้วยซ้ำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา
"ก็เธอบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะช่วยเขาทำงาน"
ประโยคเดียวสั้นๆ นั้นเหมือนก้อนหินที่ขว้างมาอุดปากของโจวถิงถิงจนพูดอะไรไม่ออก เธอเบิกตากว้างจ้องมองพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ที่ชาวบ้านเขาพูดกันมันคงเป็นเรื่องจริงสินะ พอมีเมียแล้ว พี่ชายก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เธอก็รู้อยู่แล้วว่าพี่ชายคนนี้เป็นคนเข้าถึงยากมาแต่ไหนแต่ไร เขาเกิดมาพร้อมกับหัวใจที่เย็นชา ไม่เคยยิ้มให้ใคร ไม่เคยแสดงความรู้สึกอบอุ่นใดๆ ออกมาเลย มันทำให้เธอรู้สึกห่างเหินและกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่พอมีซือเนี่ยนเข้ามา เขากลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก นี่เขาทนเห็นคนอื่นมารังแกน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองได้ยังไงกัน ในหัวของเขาคิดอะไรอยู่
จริงๆ แล้วโจวถิงถิงก็ไม่ได้พิศวาสพี่ชายคนนี้นักหรอก ตอนที่เธอจะแต่งงานเข้าเมือง เขาก็พูดจาไม่เข้าหูว่าครอบครัวฝ่ายชายไม่ดี แถมยังไปทำหน้าบึ้งตึงใส่พวกเขาอีก ทำให้เธอต้องเสียหน้าอย่างแรง ตอนนั้นเขาก็เป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง แต่ครอบครัวสามีของเธอเป็นคนในเมือง มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง มันจะไปไม่ดีตรงไหน ดีกว่าครอบครัวโจวตั้งไม่รู้กี่ร้อยเท่า เขาใช้สิทธิ์อะไรมาคัดค้าน
โจวถิงถิงยังจำความอัปยศในวันนั้นได้ดี เธอจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีก แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโจวเยว่เซินจะพลิกชีวิตมาเปิดฟาร์มหมูจนร่ำรวยมหาศาล ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ครอบครัวสามีที่เคยดูแคลนเธอก็รีบเปลี่ยนท่าทีแทบไม่ทัน โจวถิงถิงถึงได้ยอมลดทิฐิกลับมาติดต่อกับพี่ชายอีกครั้ง
"ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรโยนงานทั้งหมดมาให้ฉันทำคนเดียวนี่คะ" โจวถิงถิงยังคงพยายามต่อรองด้วยความอัดอั้น
คราวนี้โจวเยว่เซินยอมเหลือบสายตามามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ถ้าทำไม่ไหว ก็กลับไปซะ"
โจวถิงถิงถึงกับแข็งทื่อไปทั้งตัว
เมื่อเห็นแผ่นหลังของพี่ชายเดินจากไป ใบหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เธอวิ่งพรวดพราดออกไปนอกบ้าน กะว่าจะไประบายอารมณ์ให้หนำใจ แต่พอเห็นสายตาขวางๆ ของเจ้าต้าหวง ความโมโหทั้งหมดก็หดกลับเข้าไปในอกทันที
ความโกรธแค้นสุมอยู่ในอกแต่ไม่มีที่ให้ระบาย เธอยิ่งอยากจะกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอด สถานที่บ้าๆ นี่ ต่อให้สร้างบ้านใหม่ใหญ่โตแค่ไหน มันก็ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกชอบขึ้นมาได้เลยสักนิด
ความคิดในหัวของโจวถิงถิงวนเวียนอยู่แต่ความขุ่นเคือง เธอคว้ามีดพร้าขึ้นมา กำมันไว้แน่นพลางสบถสาปแช่งซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินในใจ แล้วมุ่งหน้าเดินเข้าป่าไป
ซือเนี่ยนใช้เวลาอ่านหนังสือเพลินๆ อยู่ในห้องนานพอสมควร พอลงมาชั้นล่างกลับไม่เห็นโจวถิงถิง ในใจก็นึกว่าอีกฝ่ายคงทนความกดดันไม่ไหว ชิงเก็บของกลับบ้านไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะเดินไปไหนไกล ก็เห็นร่างของโจวถิงถิงเดินโซซัดโซเซกลับมาพร้อมกับฟืนไม่กี่ท่อน สภาพเหงื่อโทรมกาย หอบหายใจจนตัวโยน ส่วนใบหน้านั้นบูดบึ้งยิ่งกว่ามะระขี้นก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าในใจคงด่ากราดเธอไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ
"อ้าว คุณน้องสามี กลับมาแล้วเหรอ นี่ก็เที่ยงแล้วนะ กำลังรอกับข้าวอยู่เลย จะปล่อยให้ทุกคนหิวตายหรือไงคะ"
คำพูดของซือเนี่ยนนั้นช่างเหมือนคุณป้าปากร้ายในละครไม่มีผิด
โจวถิงถิงที่กำลังอารมณ์คุกรุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคนี้เข้าไปอีก ก็เหมือนมีคนสาดน้ำมันเข้ากองไฟ เธอโกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมาให้ได้ อยู่ในเมืองสบายมาตั้งหลายปี ไม่เคยต้องมาทำงานตรากตรำแบบนี้เลย การที่ต้องขึ้นเขาไปหาฟืน มันไม่ต่างอะไรกับการบีบคอเธอให้ตายช้าๆ เลยสักนิด
เล็บของโจวถิงถิงจิกลงไปในฝ่ามือจนเป็นรอย เธอพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา แต่ดูยังไงมันก็เป็นแค่การแยกเขี้ยวใส่กันมากกว่า
"พอดีติดธุระนิดหน่อยน่ะ นี่ก็รีบมาแล้วไง"
แต่ซือเนี่ยนกลับเดินตรงเข้ามาหา สายตาเหลือบมองฟืนสองสามท่อนในตะกร้าหลังของเธอด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะย่นจมูกใส่ "น้องสามี นี่มันอะไรกัน แรงงานระดับคคุณหามาได้แค่นี้เองเหรอคะ ฟืนกระจุกเดียวนี่จุดไฟวันเดียวก็หมดแล้ว เดี๋ยวต้องลำบากคุณไปหามาเพิ่มอีกรอบนะ ไม่งั้นพรุ่งนี้พวกเราคงต้องอดกินข้าวเย็นกันแล้วล่ะ"
เส้นความอดทนสุดท้ายของโจวถิงถิงขาดผึง
เธอทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เมื่อเห็นว่ารอบๆ ไม่มีวี่แววของโจวเยว่เซิน ความกล้าที่เคยหดหายไปก็พองตัวขึ้นมาอีกครั้ง "พี่สะใภ้! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ คิดจะข่มเหงกันไปถึงไหน ก็ดีแต่ใช้เรื่องที่พี่ใหญ่กำลังโกรธฉันมาเป็นข้ออ้างรังแกกันแบบนี้ใช่ไหม อย่าให้มันเกินไปนักเลย! รอให้พี่อวี้เจี๋ยของฉันกลับมาก่อนเถอะ ถึงวันนั้นพี่ใหญ่ได้แต่งงานกับเธอแน่ แล้วอย่าหาว่าฉันใจร้ายไม่เตือนก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินชื่อของสตรีปริศนา ซือเนี่ยนก็แค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของเธอยังคงสบายๆ ไม่มีแววของความเดือดเนื้อร้อนใจเลยแม้แต่น้อย "ผู้ชายที่ปล่อยให้คนอื่นมาฉกไปได้ง่ายๆ ก็คงไม่ใช่ของดีอะไรนักหนาหรอก แล้วคุณคิดว่าของแบบนั้นฉันจะพิศวาสเหรอ"
พูดจบเธอก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ หาวออกมาหวอดใหญ่แล้วเดินกลับเข้าบ้านไป ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคเรียบๆ ที่บาดลึกเข้าไปในใจของโจวถิงถิง "วันนี้วันปีใหม่นะ มื้อเย็นคงต้องมีอะไรพิเศษหน่อย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่จะได้ชิมฝีมือน้องสามี ทำให้สุดฝีมือล่ะ อย่าให้ฉันต้องผิดหวัง"
โจวถิงถิงมองตามหลังซือเนี่ยนไปอย่างหัวเสีย ท่าทีที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนของอีกฝ่ายทำให้เธอแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความคลั่ง
แต่เธอก็ทำได้แค่คิด เพราะพี่ชายตัวดียังอยู่ในบ้าน แค่เรื่องคราวก่อนก็ทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว ถ้าขืนมีเรื่องกับซือเนี่ยนอีกรอบ คราวนี้เธอคงต้องระเห็จออกจากบ้านหลังนี้ไปจริงๆ แน่
หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ที่กำลังปะทุ วันนี้เป็นวันปีใหม่ ถ้าเธอทำตัวดีๆ ตั้งใจทำอาหารอร่อยๆ ให้พี่ชาย บางทีเขาอาจจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วยอมให้อภัยเธอก็ได้
เมื่อความคิดตกผลึก ความกระตือรือร้นก็แล่นพล่านขึ้นมาแทนที่ความโกรธ โจวถิงถิงรีบสาวเท้าเข้าไปในครัวทันที
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอถึงกับตาค้าง บนเคาน์เตอร์ครัวมีทั้งผักสดและเนื้อหมูชิ้นใหญ่วางอยู่ แถมยังมีไก่ที่เชือดแล้ววางรอไว้อีกหนึ่งตัว นี่มันอะไรกัน แค่วันปีใหม่ธรรมดาๆ แต่จัดเต็มยังกับจะไหว้เจ้าวันตรุษจีน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านหลายคนในแถบนี้ยังแทบไม่มีเนื้อตกถึงท้องเลย
ถึงพี่ชายเธอจะเป็นเจ้าของฟาร์มหมู แต่มันจำเป็นต้องฟุ่มเฟือยขนาดนี้เลยหรือไง ตอนเช้าก็เพิ่งจะกินเกี๊ยวไส้เนื้อไปหมาดๆ นี่จะมาเชือดไก่กินกันอีกแล้วเหรอ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามันดีเกินหน้าเกินตาคนในเมืองอย่างเธอไปแล้ว
ยิ่งคิด โจวถิงถิงก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นในใจ สมัยที่เธอยังอยู่ที่นี่ ครอบครัวของพวกเขายากจนข้นแค้นที่สุดในหมู่บ้าน อย่าว่าแต่เนื้อเลย แค่ข้าวสวยธรรมดายังเป็นของหายาก สิ่งที่เธอได้กินในตอนนั้นมีแค่ข้าวต้มข้าวโพดรสเปรี้ยวกับแป้งก้อนต้มในน้ำซุปจืดชืด การได้กินข้าวสวยร้อนๆ สักชามถือเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว
แต่ดูตอนนี้สิ พอครอบครัวเริ่มลืมตาอ้าปากได้ เธอกลับไม่มีส่วนได้เสวยสุขนั้นเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างกลับตกไปอยู่ในมือของซือเนี่ยน ผู้หญิงที่เป็นแค่คนนอก
ไหนจะเสื้อผ้าสวยๆ ที่เธอใส่แต่ละชุดอีก โจวถิงถิงน่ะตาแหลมคมจะตายไป ถึงจะไม่มีปัญญาซื้อ แต่เธอก็คอยสอดส่องแฟชั่นในเมืองอยู่ตลอด มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าราคาต้องไม่ใช่ถูกๆ แน่
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของโจวถิงถิง ในเมื่อซือเนี่ยนมีชีวิตสุขสบายขนาดนี้ ที่บ้านก็ดูจะดีวันดีคืน แสดงว่าพี่ใหญ่ของเธอต้องรวยขึ้นมากจริงๆ แล้วแน่ๆ
แล้ว... มันจะเป็นไปได้ไหมนะ ที่จะหาทางเอาเงินจากที่นี่กลับไปสักก้อน
เธอเลิกคิดเรื่องสมุดบัญชีเงินฝากบ้าบอนั่นไปแล้ว ขอแค่เงินสักก้อนไปจ่ายค่าเทอมให้ลูกชายได้เข้าโรงเรียนสอนภาษาดีๆ ก็พอแล้ว ในฐานะที่เป็นลุงแท้ๆ การช่วยออกค่าเล่าเรียนให้หลานมันก็เป็นเรื่องที่สมควรทำไม่ใช่หรือไง
เมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเอง ท่าทีอืดอาดเป็นเรือเกลือของโจวถิงถิงก็เปลี่ยนไปเป็นความกระฉับกระเฉงว่องไวราวกับคนละคน
ซือเนี่ยนได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากในครัว ตอนแรกเธอยังนึกห่วงว่าโจวถิงถิงจะคลั่งจนทุบข้าวของพังหมดแล้ว แต่พอเดินเข้ามาดูกลับต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอย่างขะมักเขม้น ท่าทางที่ดูเต็มอกเต็มใจนั่นมันเหมือนกับคนที่เพิ่งไปโดนล้างสมองมาไม่มีผิด เธอเกือบนึกว่าน้องสามีคนนี้ไปกินยาผิดสำแดง กลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ไปเสียแล้ว
"แหม คุณน้องสามีนี่มือไม้คล่องแคล่วใช่เล่นนะเนี่ย ดูท่าว่าคงไม่ต้องให้ฉันยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วล่ะมั้ง" ซือเนี่ยนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเดาได้ไม่ยากว่าโจวถิงถิงต้องมีแผนการอะไรอยู่ในใจแน่ๆ แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นแผนอะไร เธอก็ไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายได้สมหวังหรอก
โจวถิงถิงหันมาส่งยิ้มประจบ "แหม ก็ฉันไม่ได้ทำกับข้าวให้พี่ใหญ่กับหลานๆ กินมาตั้งนานแล้วนี่คะ นานๆ จะได้กลับมาสักที เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก แต่จะว่าไป พวกพี่สะใภ้ก็ใช้เงินเก่งกันจริงๆ เลยนะคะ กินหรูอยู่สบายกันทุกมื้อเลย ขนาดบ้านฉันอยู่ในเมือง ชีวิตยังไม่ดีเท่านี้เลยค่ะ ไม่ได้กินเนื้อมาตั้งหลายวันแล้ว พอพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้สบายแล้ว ก็อย่าลืมญาติจนๆ คนนี้สิคะ"
ซือเนี่ยนยังคงสีหน้าเรียบเฉย "คุณน้องสามีก็พูดเกินไป พวกเราจะไปสู้คนเมืองอย่างคุณได้ยังไงกัน ฉันยังรอให้คุณซื้อของดีๆ จากในเมืองมาฝากอยู่เลยนะเนี่ย เอ้อ จริงสิคะ ในเมืองน่าจะหาซื้ออาหารทะเลได้ง่ายใช่ไหมคะ เด็กๆ ที่นี่ยังไม่เคยกินกันเลย น่าสงสารออก คุณพอจะหามาให้พวกเขาชิมหน่อยได้ไหม ในเมื่อเป็นคนเมือง เรื่องแค่นี้น่าจะง่ายนิดเดียวนี่นา"
คำพูดของซือเนี่ยนเหมือนไปสะกิดโดนต่อมอะไรบางอย่างของโจวถิงถิงเข้า เธอแผดเสียงแหลมปรี๊ดออกมาทันที "อาหารทะเลเหรอ! ฝันกลางวันอยู่หรือไงยะ! ของแบบนั้นมันใช่ว่าคนธรรมดาจะหามากินกันได้ง่ายๆ ที่ไหนกันยะ ยังจะมาให้ฉันซื้อให้อีก มีข้าวยาไส้ไปวันๆ ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว!"
ที่จริงแล้วฐานะทางบ้านของโจวถิงถิงก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้น นานๆ ครั้งก็ยังพอได้ลิ้มรสอาหารทะเลอยู่บ้าง แต่ของที่แม้แต่ตัวเองยังเสียดาย จะให้เอาเงินไปซื้อมาประเคนให้ซือเนี่ยนน่ะเหรอ ไม่มีทาง!
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากออกไป โจวถิงถิงก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "เอ่อ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากซื้อให้นะคะ แต่พอดีว่าเสี่ยวหยางลูกชายฉันกำลังจะขึ้นป.4 แล้ว โรงเรียนที่เรียนอยู่ก็สอนไม่ค่อยดี ผลการเรียนเขาก็เลยไม่เอาไหน ส่วนโรงเรียนดีๆ ค่าเทอมก็แพงหูฉี่ ฉันไม่มีเงินเลยจริงๆ ค่ะ นี่ก็กลุ้มใจเรื่องหาเงินส่งลูกเรียนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่ทุกวัน"
เธอพูดจบก็ส่งสายตาเปี่ยมความหวังไปให้ซือเนี่ยน รอให้อีกฝ่ายตกหลุมพราง
แล้วมันก็ได้ผล ซือเนี่ยนพยักหน้าเห็นอกเห็นใจ "นั่นมันก็น่ากลุุ้มจริงๆ นั่นแหละค่ะ"
แววตาของโจวถิงถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที "ใช่ไหมล่ะ! เธอก็มาจากในเมืองเหมือนกัน ต้องเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อย่างฉันดีแน่ๆ ก็ติดอยู่แค่เรื่องเงินนี่แหละค่ะ พี่สะใภ้ ในฐานะที่พี่ก็เป็นเหมือนป้าสะใภ้ของลูกฉันแล้ว การช่วยเหลือเด็กตาดำๆ คนหนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ"
ซือเนี่ยนทำท่าครุ่นคิด นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ที่ปลายคาง "ก็ได้ค่ะ ในเมื่อเห็นแก่ที่คุณเป็นถึงน้องสามีของฉัน เดี๋ยวฉันจะลองไปคุยกับเสี่ยวตงดู ให้เขาไปถามครูประจำชั้นที่โรงเรียนประถมความหวังให้ ว่าพอจะรับลูกชายคุณเข้าเรียนได้ไหม"
"อะไรนะ! โรงเรียนประถมความหวัง!" สีหน้าของโจวถิงถิงในตอนนี้สลับเปลี่ยนไปมาราวกับสีรุ้งหลังฝน มันบิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
"ใช่สิคะ ก็ฉันเห็นเสี่ยวตงเรียนที่นี่แล้วผลการเรียนดีจะตายไป คุณไม่ใช่เหรอคะที่บ่นว่าลูกชายเรียนไม่เก่ง งั้นก็ย้ายเขามาเรียนที่นี่เลยสิคะ ไม่ต้องเสียค่าเทอมด้วย แก้ปัญหาเรื่องเงินของคุณได้พอดีเป๊ะเลย"
"ใครมันจะไปอยากได้โรงเรียนกะโหลกกะลาแบบนี้กัน!"
โจวถิงถิงแทบจะสำลักความโกรธออกมา เธอคิดในใจว่าซือเนี่ยนต้องเป็นคนที่โง่ที่สุดในโลกแน่ๆ ถึงได้กล้าแนะนำให้เธอส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับมาเรียนในบ้านนอกแบบนี้ สถานที่ที่เธอพยายามตะเกียกตะกายหนีออกมาแทบตาย เธอต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ ถึงจะยอมทำแบบนั้น
ซือเนี่ยนยังคงตีหน้าซื่อ ถามออกไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่
"อ้าว แล้วที่ไหนถึงจะดีล่ะคะ"
"ถามอะไรปัญญาอ่อน! ก็ต้องในเมืองสิยะ!"
"อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ" ซือเนี่ยนทำท่าเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรม "ถ้างั้น ในเมื่อคุณน้องสามีจะส่งลูกเข้าโรงเรียนในเมืองอยู่แล้ว ก็รบกวนช่วยฝากเสี่ยวตงกับเสี่ยวหานเข้าไปด้วยเลยสิคะ ในเมื่อคุณเป็นอาแท้ๆ ของพวกเขา การช่วยเหลือหลานๆ มันก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ"
โจวถิงถิงอ้าปากค้าง "..."
[จบบท]