บทที่ 197: โจวถิงถิง ผู้มาพร้อมกับภารกิจ
พอได้ฟังโจวถิงถิงร่ายยาวจบ ซือเนี่ยนก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
แต่จะว่าไป เรื่องที่อีกฝ่ายพูดมันก็มีส่วนที่ทำให้เธอต้องฉุกคิดอยู่เหมือนกัน ความจริงที่ว่าคุณภาพการศึกษาในเมืองใหญ่ดีกว่าตามชนบทเป็นไหนๆ คือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นผู้คนมากมายคงไม่ยอมทิ้งบ้านเกิดตัวเองเพื่อมุ่งหน้าเข้าเมืองกันเป็นว่าเล่นหรอก
ที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน แทบจะไม่มีการสอนภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ นั่นเลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ตอนที่เด็กๆ ต้องย้ายเข้าไปเรียนต่อชั้นมัธยมในตัวอำเภอ เพราะพวกเขาจะตามเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ทัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กหลายคนมีผลการเรียนบางวิชาที่ย่ำแย่
แน่นอนว่าเด็กที่ฉลาดก็ต้องการคนคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องเหมือนกัน ลูกชายทั้งสองคนของเธอจัดว่าเป็นเด็กหัวดี อย่างโจวเจ๋อตงเอง ถึงจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่ก็ยังรักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับแนวหน้าได้เสมอมา เพียงแต่ว่าความพยายามที่เขาต้องทุ่มเทลงไปนั้นมันมากกว่าเด็กคนอื่นเป็นเท่าตัว
ถ้ามีโอกาสที่ดี บวกกับความฉลาดที่มีอยู่แล้ว มันก็เหมือนกับมีไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือ
แต่ซือเนี่ยนก็อดคิดไม่ได้ว่า คนที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังคงเก่งกาจได้เสมอ เพราะคนเก่งที่แท้จริงไม่เคยเอาแต่โทษสิ่งรอบตัว
แน่นอนว่าตอนนี้เธอก็ได้แต่คิด เพราะลูกๆ ยังเล็กเกินไป การผลักไสพวกเขาไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ซือเนี่ยนเลยวางแผนไว้ว่า ค่อยหาโรงเรียนดีๆ ให้พวกเขาตอนที่ถึงเวลาขึ้นชั้นมัธยมก็ยังไม่สาย
อีกอย่าง โรงเรียนประถมทั่วไปในยุคนี้ ถ้าไม่ใช่โรงเรียนที่เน้นสอนภาษาโดยตรง ส่วนใหญ่ก็สอนแค่ความรู้พื้นฐานเท่านั้น แค่เธอติวให้เองก็น่าจะเพียงพอให้ลูกๆ ตามทันได้สบายๆ แล้ว
พอคิดได้แบบนั้นเธอก็เดินออกมาจากห้อง ก็เห็นลูกๆ ทั้งสองคนกำลังนั่งคัดลายมือกันอยู่ที่โต๊ะตัวเตี้ยกลางห้องนั่งเล่น เด็กๆ ยังไม่มีโต๊ะเขียนหนังสือเป็นของตัวเอง เลยต้องมานั่งทำการบ้านรวมกันตรงนี้
โจวเจ๋อตงน่ะไม่เท่าไหร่ รายนั้นนิ่งเป็นรูปปั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นั่งตัวตรงแหน่วอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กๆ แต่ไอ้ตัวแสบคนรองนี่สิ ท่าเขียนหนังสือของแกนี่มันช่างน่าปวดหัวจริงๆ มีครบทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะนอนคว่ำหรือคุกเข่า ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็กลัวว่าลูกชายจะสายตาสั้นตั้งแต่เด็ก เลยตัดสินใจเดินเข้าไปดูเสียหน่อย
ส่วนโจวถิงถิงที่กำลังหัวหมุนอยู่ในครัวจนเหงื่อท่วมหน้า เธอไม่ได้จับเตาฟืนมานานมากแล้ว แค่จะก่อไฟก็เล่นเอาเหนื่อย พอคิดว่าตัวเองจะมาเหนื่อยอยู่คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด ก็รีบวิ่งออกมาตามซือเนี่ยน
"พี่สะใภ้ มาช่วยฉันก่อไฟหน่อยสิ"
แต่ดูเหมือนว่าเสียงของเธอจะเป็นแค่อากาศธาตุ ซือเนี่ยนไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ เธอกำลังก้มลงไปจัดท่าทางให้ลูกๆ อยู่
"เสี่ยวหาน ไปยกเก้าอี้มานั่งให้เรียบร้อยลูก คนเราต้องยืนให้สง่า นั่งให้ดูดี ท่านั่งแบบนั้นมันไม่ดีต่อสายตานะ เดี๋ยวก็สายตาสั้นกันพอดี"
"ส่วนเสี่ยวตง ลูกนั่งคัดมานานแล้วนะ พักสายตาบ้าง การพักผ่อนที่พอเหมาะมันดีต่อสุขภาพนะลูก"
"ดูน้องเหยาเหยาเป็นตัวอย่างสิ เวลาเล่นก็เล่นเต็มที่ เวลาเรียนก็ตั้งใจ นี่วาดรูปสวยใช้ได้เลยนะเราน่ะ อายุแค่นี้ก็ฉายแววศิลปินแล้ว โตขึ้นต้องเป็นจิตรกรชื่อดังได้แน่ๆ"
เจ้าตัวเล็กเหยาเหยาที่กำลังขีดๆ เขียนๆ อยู่บนกระดาษ พอได้ยินคุณแม่ชมก็แก้มแดงขึ้นมาทันที เธอยืดอกเล็กๆ ของตัวเองขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แล้วก็ชูผลงานชิ้นโบแดงให้ซือเนี่ยนดู
เหยาเหยาโตขึ้นเยอะแล้ว แป๊บเดียวก็จะสามขวบแล้ว เรื่องง่ายๆ ก็พอจะเข้าใจได้เกือบหมด แม้จะยังพูดไม่ค่อยชัด แต่ก็คงอีกไม่นานเกินรอ เด็กน้อยรู้ดีว่าพี่ชายคนโตเรียนหนังสือเก่ง พี่ชายคนรองก็สร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคนได้เสมอ ขนาดพี่สือโถวข้างบ้านยังเป็นที่รักของใครๆ มีแต่เธอที่ยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง แม้แต่จะพูดให้เป็นประโยคก็ยังทำไม่ได้ แต่ตอนนี้คุณแม่กลับชมว่าเธอวาดรูปเก่ง
เหยาเหยารู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น ยิ่งตั้งอกตั้งใจวาดรูปต่อไปอย่างขะมักเขม้น หนูน้อยชูกระดาษในมือขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายมองซือเนี่ยน "แม่ขา ให้แม่"
ซือเนี่ยนรับมาดู "เหยาเหยาของแม่เก่งที่สุดเลย"
คำชมนั้นทำให้เหยาเหยายิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ เรียงกันเป็นแถว
เป็นจังหวะเดียวกับที่โจวเยว่เซินเดินลงมาจากชั้นบนพอดี เขามองภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นตรงหน้าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
โจวถิงถิงยืนเป็นอากาศธาตุอยู่นานสองนาน ไม่มีใครชายตาแลเธอเลยแม้แต่น้อย เหมือนคำพูดของเธอเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไป
เธอโกรธจนแทบจะหมดสติ อยากจะล้มโต๊ะให้มันรู้เรื่องรู้ราวไปเลย แต่พอเห็นว่าโจวเยว่เซินเดินลงมาแล้ว ก็นึกถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้ขึ้นมาได้ เลยต้องกัดฟันอดทนเอาไว้ เธอมองไปที่ทั้งสองคนแล้วตะโกนเสียงดัง
"พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ เสี่ยวหยางก็เป็นหลานแท้ๆ ของพวกคุณนะ นี่ก็จะสิ้นปีแล้ว พอถึงเวลาสมัครเรียน ช่วยส่งแกไปเรียนโรงเรียนประถมที่เน้นสอนภาษาหน่อยสิ พวกคุณก็มีเงินไม่ใช่เหรอ ช่วยๆ กันหน่อยจะเป็นไรไป อนาคตข้างหน้าถ้าเสี่ยวหยางได้ดีขึ้นมา รับรองว่าจะไม่ลืมบุญคุณของพวกคุณเลย"
ซือเนี่ยนไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมถอดใจง่ายๆ เลยสวนกลับไปแบบไม่ไว้หน้า "คุณน้องสามีคะ ขนาดเสี่ยวตงกับเสี่ยวหานที่เป็นหลานแท้ๆ คุณยังไม่เคยคิดจะช่วยส่งเสียให้ไปเรียนในเมืองเลย แล้วนี่จะมาให้พวกเราออกเงินส่งลูกชายคุณไปเรียนโรงเรียนดีๆ มันจะมีเรื่องง่ายขนาดนั้นบนโลกนี้ด้วยเหรอคะ"
โจวถิงถิงหน้าเสียไปเลย เธอขบกรามแน่น "ถ้าฉันมีปัญญาจ่ายฉันจะไม่ส่งลูกไปเรียนรึไง"
"ถ้าไม่มีเงินแล้วจะพยายามทำตัวอวดรวยไปเพื่ออะไรคะ ขนาดเรียนในเมืองยังไปไม่รอด แล้วคิดว่าย้ายไปโรงเรียนอื่นมันจะดีขึ้นเหรอ บางทีคนเรามันหัวช้า ก็อย่าไปโทษสภาพแวดล้อมเลยค่ะอาเล็ก ดูอย่างเสี่ยวตงกับเสี่ยวหานสิคะ อยู่บ้านนอกแบบนี้ก็ยังเรียนดีได้เลย"
เด็กชายสองคนที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ พอได้ยินคุณแม่เอ่ยชมก็รีบส่งเสียงสนับสนุนทันที
"คุณแม่ครับ ผมจะตั้งใจเรียนหนังสือเลยครับ พวกเราเป็นเด็กดีรักการเรียน"
"ใช่ครับ โตขึ้นผมจะหาเงินมาให้คุณแม่กับคุณพ่อใช้เยอะๆ เลย"
ซือเนี่ยนยิ้มอย่างพอใจและภาคภูมิใจ "ดีมากลูกรัก เป็นเด็กดีกันทุกคน สมแล้วที่เป็นลูกแม่"
เด็กทั้งสองคนยิ้มแก้มปริ แม้แต่โจวเจ๋อตงที่ปกติจะหน้านิ่งอยู่ตลอดเวลายังมีประกายความสุขฉายชัดบนใบหน้า แถมยังแย่งน้องชายพูดอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
"คุณแม่ครับ โตขึ้นผมจะเป็นเจ้านายเหมือนคุณพ่อ แล้วจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลคุณแม่นะครับ" โจวเจ๋อตงประกาศความตั้งใจอย่างแน่วแน่
ส่วนคนรองก็ไม่ยอมน้อยหน้า "ผมจะเป็นทหารครับ ถ้าใครมันกล้ามาแกล้งคุณแม่ ผมจะยิงให้ไส้แตกเลย"
พูดจบก็ชูกำปั้นน้อยๆ ของตัวเองขึ้นมาอย่างฮึกเหิม
เหยาเหยาดูจะตามความคิดของพี่ชายทั้งสองไม่ค่อยทัน แต่พอเห็นว่าพี่ๆ ดูกระตือรือร้น เธอก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย กำหมัดเล็กๆ แล้วส่งเสียงอ้อแอ้ พอเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตัวเอง หนูน้อยก็เดินเตาะแตะเข้าไปหาซือเนี่ยนแล้วชูกระดาษในมือให้ดู ทำท่าเหมือนจะบอกว่าเธอจะตั้งใจเรียนวาดรูปให้เก่งๆ เลย
ซือเนี่ยนมองลูกสาวแล้วก็คิดว่า โตขึ้นเด็กคนนี้คงจะเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อยน่าดู ให้ไปเอาดีทางสายศิลปะก็น่าจะเหมาะ ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลงหรือวาดภาพ ถ้าลูกสนใจ เธอก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่
เอาล่ะ ในที่สุดเธอก็คิดแผนการเลี้ยงลูกทั้งสามคนออกแล้ว
หนึ่ง ผลักดันให้ลูกชายคนโตผู้เงียบขรึมได้ก้าวเดินบนเส้นทางที่สว่างไสว สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ได้ แล้วเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม
สอง ส่งเสริมพรสวรรค์ด้านกีฬาของลูกชายคนรอง จะเอาดีทางสายนักกีฬาหรือเป็นทหารก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติก็พอ
สาม สอนให้เหยาเหยาได้เรียนรู้ศิลปะและการวาดภาพ เพื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กผู้หญิงที่สง่างามและมีรสนิยม
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซือเนี่ยนก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข "ต่อไปเหยาเหยาของเราต้องได้เป็นจิตรกรเอกแน่นอน"
พอได้ยินว่าวันนี้แม่ชมแต่น้องสาว เจ้าคนรองก็เกิดอาการน้อยใจขึ้นมา รีบวิ่งเข้าไปอ้อน "คุณแม่ครับ ผมก็อยากเป็นจิตรกรเหมือนกัน ผมจะวาดรูปสวยๆ ให้คุณแม่เยอะๆ เลย"
ซือเนี่ยนเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอรู้สึกมีความสุขจนบอกไม่ถูก
"อ้าว แล้วไม่เป็นทหารแล้วเหรอเราน่ะ"
เจ้าตัวเล็กทำหน้าครุ่นคิด "เป็นสิครับ ผมใช้มือข้างหนึ่งถือปืน อีกข้างก็วาดรูปไปด้วยได้สบายมาก"
คำตอบนั้นทำเอาซือเนี่ยนหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
โจวถิงถิงมองดูภาพครอบครัวที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่มีใครสนใจเธอเลยสักนิด เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโกรธจนตายให้ได้ ตอนนี้เธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ตัดสินใจแต่งงานเข้าเมือง ไม่ได้เชื่อคำของพี่ชายที่ให้อยู่บ้านนอกแบบนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักสองวัน มีหวังได้อกแตกตายกันพอดี
เธอเลยกระทืบเท้าปึงปังด้วยความโมโห แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธออยู่ดี
ถึงจะโกรธแค่ไหน แต่ตอนนี้เธอก็ไม่กล้าทำอะไรวู่วาม เพราะกลัวว่าจะโดนไล่ออกจากบ้าน ได้แต่เก็บความขุ่นเคืองทั้งหมดเอาไว้ แล้วหันหลังเดินกลับเข้าครัวไป ระบายอารมณ์ด้วยการทำเสียงหม้อเสียงกระทะดังโครมคราม
แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหน เธอก็ยังไม่ลืมเป้าหมายที่ต้องเอาใจพี่ชายกับพี่สะใภ้ให้ได้ โจวถิงถิงเลยลงมือทำอาหารมื้อใหญ่ด้วยฝีมือทั้งหมดที่มีจนหน้าตามอมแมมไปหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นไม่ธรรมดาเลย
อย่างน้อยเธอก็ภูมิใจในฝีมือของตัวเองมาก และมั่นใจว่าพี่ชายกับหลานๆ ต้องไม่เคยเห็นและไม่เคยกินอาหารที่ดูดีและอลังการขนาดนี้มาก่อนแน่ๆ เพราะนี่คือเมนูพิเศษที่เธออุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาเพื่อเอาใจสามีกับแม่สามีโดยเฉพาะ คนบ้านนอกอย่างพวกเขาไม่มีทางเคยเห็นของแบบนี้แน่นอน
เธอแอบเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของทุกคน
แต่ภาพที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น เมื่อเด็กๆ เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร พอเห็นว่ากับข้าวที่วางอยู่ไม่ใช่ฝีมือของแม่ตัวเอง ก็พากันทำหน้าเบ้ทันที
พวกเขาอยากกินฝีมือแม่มากกว่า กับข้าวของแม่น่ะอร่อยที่สุดในโลกเลย
[จบบท]