บทที่ 205: คิดไปเองมีแต่จะเจ็บตัว
ไอ้กับดักแสนละมุนที่เขาวางไว้มันได้ผลดีอยู่หรอกนะ แต่มันก็ออกฤทธิ์อยู่ได้ไม่นานนักหรอก ซือเนี่ยนสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปได้สำเร็จ เธอยังจำรสชาติขมขื่นของการไปลองดีกับคุณสามีสูงวัยเมื่อคราวก่อนได้ดี ทำเอาเธอเดี้ยงลุกไม่ขึ้นไปตั้งหลายวันเชียวนะ
แค่คิดภาพตาม ขามันก็สั่นพั่บๆ อยากจะทรุดลงไปกองกับพื้นเสียให้ได้ ไอ้คำที่เขาว่าผู้ชายวัยสามสิบดุอย่างกับหมาป่า สี่สิบพยศเหมือนเสือเนี่ย ท่าจะไม่ได้พูดกันเล่นๆ ซะแล้ว เธอยอมรับก็ได้ว่าเคยไปปรามาสเขาไว้ว่าฝีมือไม่เอาไหน แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าผลที่ตามมามันจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ ถึงผู้หญิงทุกคนจะอยากให้สามีตัวเองฟิตปั๋งก็จริงอยู่ แต่ถ้าเจอถี่ๆ เข้า คนที่จะโดนสูบวิญญาณจนแห้งเหือดก็คือตัวเธอเองนี่แหละ
ซือเนี่ยนสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง ความง่วงเหงาหาวนอนที่เคยมีมลายหายไปสิ้น
“อุ๊ย อากาศหนาวจังเลย รีบเข้านอนกันเถอะนะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงดังฟังชัด
ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินอ้อมร่างสูงใหญ่ของเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเตียงนอนอันเป็นที่รัก แต่แผนการก็ต้องพังครืนลง เมื่อมีมือใหญ่ยักษ์ข้างหนึ่งคว้าหมับเข้าที่เอวของเธอจากทางด้านหลัง
สัมผัสจากฝ่ามือของเขามันทั้งกว้าง ทั้งร้อนผ่าว แถมยังแข็งแกร่งจนน่าใจหาย
ข้างนอกหน้าต่างท้องฟ้ายังไม่ทันจะมืดสนิทดีเลยด้วยซ้ำ โจวเยว่เซินก้มหน้าลงมาจนมองเห็นเสี้ยวหน้าสวยหวานของภรรยาได้อย่างชัดเจน ร่างสูงใหญ่กำยำของเขาเบียดชิดเข้ามาจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างใบหู พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยเรียกชื่อเธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน “เนี่ยนเนี่ยน”
ซือเนี่ยนเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “มี.. มีอะไรเหรอ”
โจวเยว่เซินดูเหมือนจะลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ผมมีวิธีทำให้คุณไม่หนาวได้นะ”
หัวใจของซือเนี่ยนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอตั้งการ์ดป้องกันตัวเองขึ้นมาทันควัน “ไม่ได้เด็ดขาด ฉันไม่เอาด้วยหรอก”
พูดจบก็รีบสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการของเขา แล้วมุดเข้าไปนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ปิดตาปี๋พร้อมกับแสร้งทำเป็นหลับ “ฉันหลับแล้ว Zzzzz”
โจวเยว่เซินถึงกับไปไม่เป็น “…”
***
พอถึงวันที่เจ้าสองหน่อสอบปลายภาคเสร็จและได้เริ่มต้นวันหยุดยาวช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสมีแดดออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ถึงอากาศข้างนอกจะยังเย็นยะเยือกอยู่ แต่ก็ยังดีกว่าไอ้บรรยากาศอึมครึมชวนหดหู่เหมือนโลกจะแตกตลอดหลายวันที่ผ่านมา
การใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาแบบนี้ ในอากาศมักจะมีความชื้นสูง พอวันไหนฟ้าปิดอากาศก็จะยิ่งชื้นหนักเข้าไปใหญ่ ถ้าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นานๆ มีหวังได้เป็นโรคปวดข้อปวดกระดูกกันพอดี
ซือเนี่ยนเพิ่งจะหอบเอาผ้าห่มผืนโปรดของตัวเองลงมาตากแดดที่ชั้นล่างเสร็จเรียบร้อย ก็พอดีกับที่เห็นเจ้าตัวเล็กสองคนจูงมือกันเดินกระโดดหย็องแหย็งกลับมาจากโรงเรียน
“คุณแม่ครับ! คุณแม่ ผมสอบเสร็จแล้ว! ข้อสอบวันนี้ง่ายสุดๆ ไปเลย!”
พอโจวเจ๋อหานเห็นหน้าผู้เป็นแม่ ก็รีบปล่อยมือพี่ชายแล้ววิ่งตะแหน่วๆ เข้ามาหาซือเนี่ยนทันที ใบหน้าเล็กๆ นั้นฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างนึกเอ็นดู “ขนาดนั้นเลยเหรอเสี่ยวหาน งั้นรอบนี้ต้องได้สักแปดสิบคะแนนแน่ๆ เลยสิเรา”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงักอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “ผมว่าน่าจะได้เก้าสิบคะแนนเลยนะ แล้วต้องได้ดอกไม้แดงอันเบ้อเริ่มเทิ่ม ใหญ่กว่าของพี่อีก” พูดพลางกางแขนออกจนสุดเพื่อแสดงขนาดให้แม่ดู
ซือเนี่ยนหัวเราะออกมา แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะตอนที่เธอมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เคยแอบดูสมุดพกของเจ้าตัวแสบคนนี้อยู่ วิชาภาษาจีนนี่คะแนนแกว่งอยู่แถวๆ สามสิบสี่สิบ ส่วนคณิตศาสตร์นี่บางทีได้เลขตัวเดียวก็มี เหมือนกับว่าต่อให้หลับตาจิ้มคำตอบมั่วๆ ก็ยังอุตส่าห์ตอบผิดได้ทุกข้ออย่างน่าอัศจรรย์
ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ถึงแม้เขาจะยอมเชื่อฟังและตั้งใจเรียนมากขึ้นจนสอบผ่านได้แล้วก็จริง แต่การจะให้เธอเชื่อว่าเขาจะสามารถพลิกโฉมจากหลังมือเป็นหน้ามือได้ภายในเวลาแค่ครึ่งปี มันก็ดูจะเหลือเชื่อไปหน่อย
ซือเนี่ยนมองเด็กน้อยที่ยืนแอ่นอกยืดตัวตรง กอดกระเป๋าเป้ของตัวเองไว้แน่นพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างองอาจแล้วก็อดนึกขำไม่ได้ เธอคิดในใจว่าถ้าเจ้าหนูนี่มีหางล่ะก็ ป่านนี้คงกำลังสะบัดแกว่งไปมาด้วยความดีใจเหมือนลูกหมาไม่มีผิด
“เสี่ยวหานเก่งที่สุดเลย พรุ่งนี้แม่จะซื้อปืนของเล่นเป็นรางวัลให้” เธอเอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
โจวเจ๋อหานฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
จากนั้นซือเนี่ยนก็หันไปมองโจวเจ๋อตงที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างๆ พี่คนโตมีอายุมากกว่า จึงมีบาดแผลในใจที่ฝังลึกกว่าใครเพื่อน ประกอบกับนิสัยเดิมที่เป็นเด็กเก็บตัวและเจ้าคิดเจ้าแค้น ถึงแม้ตอนนี้ท่าทีที่เขามีต่อเธอจะอ่อนลงมากแล้ว แต่นิสัยที่ติดตัวมาแต่เกิดก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้เขาไม่มีวันร่าเริงสดใสได้เท่ากับน้องชาย
“แล้วเสี่ยวตงล่ะ สอบเป็นยังไงบ้างลูก”
โจวเจ๋อตงรีบยืนตัวตรงแหน่ว “คุณแม่ครับ ผมทำได้ดีครับ” เขาเหลือบไปมองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนจะเสริมต่อ “ผมลองคำนวณดูแล้ว ไม่น่าจะผิดเลยสักข้อเดียว”
โจวเจ๋อหานกะพริบตาปริบๆ นี่มันคำนวณเองได้ด้วยเหรอเนี่ย
ซือเนี่ยนมองลูกชายคนโตแล้วยิ้มออกมา “เสี่ยวตงเก่งมากๆ เลย แล้วลูกอยากได้อะไรเป็นรางวัลล่ะ พรุ่งนี้แม่จะไปซื้อมาให้”
ดวงตาของโจวเจ๋อตงทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง “ผม... ผมอยากได้สมุดคัดลายมือครับ” พอพูดจบก็รีบก้มหน้างุด แล้วเสริมด้วยเสียงแผ่วเบา “เล่มที่คุณแม่ซื้อให้คราวก่อน ผมคัดจนหมดแล้ว”
ซือเนี่ยนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นอย่างกลั้นขำไม่อยู่ นี่อยู่บ้านนั่งคัดลายมือทุกวันยังไม่เบื่ออีกรึไงนะ คนอื่นเขาพอปิดเทอมก็เหมือนนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง พากันออกไปวิ่งเล่นสนุกสนาน แต่ลูกชายคนโตของเธอกลับไม่เป็นอย่างนั้น สมแล้วที่เป็นหนอนหนังสือตัวยง ความสนใจนี่ช่างแตกต่างจากเด็กทั่วไปจริงๆ
เธอมองหน้าลูกชายคนโตแล้วพูดด้วยความสงสาร “เสี่ยวตง ลูกเพิ่งจะอายุแค่สิบขวบเองนะ ถ้าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียนทุกวันแบบนี้มันจะเหนื่อยเกินไปนะลูก”
โจวเจ๋อตงมีสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไรดี
ซือเนี่ยนจึงลูบหัวเขาเบาๆ แล้วพูดต่อ “ปิดเทอมแล้วก็พักผ่อนให้เยอะๆ ออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง ถ้าเอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านทั้งวัน เดี๋ยวตัวไม่สูงไม่รู้นะ”
พอได้ยินคำนี้ โจวเจ๋อตงก็มีท่าทีร้อนรนขึ้นมาทันที ตอนแรกเขานึกว่าพ่อแม่ทุกคนบนโลกใบนี้จะชอบเด็กที่ขยันเรียนหนังสือ เขาถึงได้พยายามอย่างหนักในทุกๆ วัน นอกจากช่วยงานบ้านแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดก็ทุ่มเทให้กับการเรียน แต่แม่ของเขาช่างแตกต่างจากแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่เอาแต่บังคับให้ลูกเรียนพิเศษ แม่กลับเป็นห่วงความรู้สึกและสุขภาพของพวกเขามากกว่าผลการเรียนเสียอีก นี่สิถึงจะเรียกว่าแม่ในอุดมคติ เหมือนที่เคยอ่านเจอในหนังสือ มีแต่แม่ในหนังสือเท่านั้นแหละที่จะดีพร้อมขนาดนี้
ลูกชายคนโตเงยหน้าขึ้นมองซือเนี่ยนด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและเทิดทูน ถ้าไม่ได้แม่คอยเตือนสติ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นคนเตี้ยไปแล้ว
เขายิ้มออกมาอย่างเต็มใจ เป็นรอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่นราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ “คุณแม่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
ซือเนี่ยนไม่ค่อยได้เห็นเขายิ้มบ่อยนัก พอได้เห็นเข้าจริงๆ ก็ถึงกับตะลึงไปเลย ลูกชายคนโตของเธอยิ้มแล้วดูดีชะมัด แถมยังดูอ่อนโยนกว่าผู้เป็นพ่อลิบลับ ในบรรดาเด็กๆ ทั้งหมดในบ้าน เธอรู้สึกสงสารและเห็นใจลูกชายคนโตมากที่สุด เพราะด้วยความที่เป็นพี่ใหญ่ เขาจึงต้องคอยดูแลน้องๆ ทั้งสองคนอยู่เสมอ จนไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเองเลย
โจวเจ๋อหานรีบแทรกขึ้นมาบ้าง “คุณแม่ครับ ผมวิ่งไปโรงเรียนทุกวันเลยนะ ผมน่ะวิ่งเร็วที่สุดในห้องเลย” เจ้าเด็กขี้อวดที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอ อดไม่ได้ที่จะต้องหาเรื่องมาข่มพี่ชายจนได้
ซือเนี่ยนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “จ้าๆ แม่รู้แล้วว่าลูกชายแม่เก่งที่สุดเลย เอาล่ะ แดดดีขนาดนี้ พวกเราสองคนขึ้นไปบนห้องแล้วเอาผ้าห่มกับผ้าปูที่นอนลงมาตากแดดเร็วเข้า”
เจ้าสองหน่อรับคำแล้วรีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองทันที
ซือเนี่ยนจึงเดินเข้าครัวไปเตรียมมื้อกลางวัน
พอเธอทำอาหารและจัดแจงใส่ปิ่นโตเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกมา ก็เห็นลูกชายทั้งสองคนกำลังช่วยกันยกขวดพลาสติกหลายใบมาวางเรียงกันบนโต๊ะ ในขวดมีน้ำอยู่เต็มจนแทบจะล้นออกมา แถมรูปทรงของขวดก็ยังบิดเบี้ยวผิดรูปไปเล็กน้อย
เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “นั่นอะไรน่ะ ทำไมถึงได้กรอกน้ำใส่ขวดไว้เยอะแยะขนาดนั้น”
โจวเจ๋อหานรีบตอบเสียงแจ้ว “คุณแม่ครับ นี่คุณพ่อทำให้พวกเราเมื่อคืนนี้เอง เขาบอกว่าคุณแม่ไม่ยอมเอา ก็เลยยกให้พวกเราหมดเลย เขาบอกให้พวกเรากอดนอนตอนกลางคืน จะได้อุ่นๆ แถมยังเอาไว้อุ่นเท้าได้ด้วยนะ”
เจ้าตัวเล็กดูจะดีใจเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้เขามีตัวช่วยแล้ว กลางคืนจะได้ไม่ต้องนอนขดตัวหนาวสั่นอีกต่อไป แค่เอาเจ้านี่ใส่เข้าไปในผ้าห่มไว้ก่อนนอน พอถึงเวลาเข้านอนจริงๆ มันก็จะอุ่นสบายสุดๆ ไปเลย
ซือเนี่ยนยืนนิ่งเป็นหิน เธอนึกย้อนไปถึงบทสนทนาเมื่อคืนนี้ ตอนที่เขาบอกว่ามีวิธีที่จะทำให้เธอรู้สึกอุ่นขึ้นมาได้
หรือว่ามันจะเป็นวิธีนี้
ซือเนี่ยน “…” ให้ตายเถอะ คิดไปเองทั้งนั้น มีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ
ตาแก่บ้านั่นจะมีแผนการร้ายอะไรได้ เขาก็แค่หวังดีอยากจะต้มน้ำร้อนใส่ขวดมาให้เธอนอนกอดแก้หนาวก็เท่านั้นเอง
ซือเนี่ยน: คนคิดไม่ซื่อ ฟังอะไรมันก็ดูสกปรกไปหมดนั่นแหละ
[จบบท]