บทที่ 207: สงสัยงานนี้ต้องพึ่งพวกเราซะแล้ว
ในชีวิตนี้จางเชี่ยนไม่เคยเจอใครที่ฝีปากจัดจ้านขนาดนี้มาก่อนเลย โดนซือเนี่ยนตอกกลับมาแต่ละประโยคเล่นเอาจุกจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ จะด่าคำว่า "แก..." ก็วนเวียนอยู่แค่ในลำคอ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาสวนกลับให้เจ็บแสบเท่าที่ตัวเองโดนได้
ความโกรธมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนต้องเหลือกตามองบน ยิ่งสายตาของชาวบ้านที่มองมาเหมือนกำลังดูละครลิงฉากใหญ่ ก็ยิ่งโหมกระพือความอับอายและความโมโหให้ลุกโชนขึ้นในใจ
นี่มันปีไหนแล้ว การที่หนุ่มสาวจะไปไหนมาไหนด้วยกันมันผิดตรงไหนกันเชียว คนพวกนี้นี่หัวโบราณคร่ำครึกันไปหมด คนในเมืองเขาไม่มานั่งจับผิดเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก มีแต่พวกบ้านนอกคอกนานี่แหละที่วันๆ ไม่ทำอะไร
เมื่อความคิดแล่นไปถึงตรงนั้น จางเชี่ยนก็ยิ่งเหยียดหยามคนพวกนี้เข้าไปใหญ่ แต่ช่างปะไร ในเมื่ออีกไม่นานเธอก็จะได้แต่งงานไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองแล้ว คำพูดของคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเสียงลมเสียงกา
ที่ยัยซือเนี่ยนมันพูดจาแดกดันแบบนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังอิจฉาเธออยู่แหงๆ ก็ดูสภาพตัวเองสิ ถึงจะได้แต่งงานกับโจวเยว่เซิน แต่ก็ต้องพ่วงตำแหน่งแม่เลี้ยงลูกติดมาอีกตั้ง 3 คน จะก้าวขาออกจากบ้านแต่ละทีก็มีลูกผัวคอยตามเป็นพรวน ไม่ต่างอะไรจากคนใช้ดีๆ นี่เอง ชีวิตแบบนี้น่าสมเพชจะตายไป
พอคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้ได้ ความขุ่นมัวที่เกาะกินในใจของจางเชี่ยนก็มลายหายไป ปล่อยให้ความรู้สึกเหนือกว่าเข้ามาแทนที่จนรู้สึกดีขึ้นเป็นกอง
***
รถบัสโดยสารเคลื่อนตัวไปอย่างไม่เร่งรีบ กว่าจะถึงตัวเมืองก็ปาเข้าไปสองชั่วโมงกว่า ซือเนี่ยนที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเจื้อยแจ้วของลูกชายทั้งสองที่ตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์ในเมือง เมื่อลงจากรถ ทั้งสี่ชีวิตก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางอย่างห้างสรรพสินค้าทันที
ซือเนี่ยนวางแผนมาอย่างดีแล้ว อันดับแรกคือต้องพาเด็กๆ ไปจัดการเรื่องเสื้อผ้ากันหนาวสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง อากาศในเมืองเริ่มเย็นลงแล้ว เสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่สำหรับฤดูหนาวจึงถูกนำมาวางจำหน่ายเรียบร้อย
แน่นอนว่าราคาก็สูงตามไปด้วย แต่สำหรับซือเนี่ยนแล้วนั่นไม่ใช่ปัญหา เธอเลือกซื้อทุกชิ้นที่คิดว่าเหมาะกับลูกๆ โดยไม่ลังเล
ภาพที่คุณแม่ใช้เงินอย่างคล่องแคล่วทำเอาสองหนุ่มถึงกับเครียดขมวดคิ้วเข้าหากัน
คุณแม่ใช้เงินมือเติบขนาดนี้ คุณพ่อจะไม่หมดตัวไปซะก่อนเหรอ? สงสัยพวกเขาคงต้องรีบโต รีบหาเงินมาให้คุณแม่ใช้จ่ายซะแล้ว ไม่อย่างนั้นอนาคตถ้าคุณแม่ไม่มีเงินจะทำยังไงกัน? แล้วถ้าคุณพ่อเกิดล้มละลายขึ้นมาจริงๆ ภาระทั้งหมดก็คงตกมาอยู่ที่พวกเขาสองคนพี่น้องอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังเพลิดเพลินกับการเลือกชมเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่นั้น โจวเจ๋อหานที่ยืนกำเงิน 20 หยวนในมือจนชื้นเหงื่อก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีวิ่งเข้าไปหาคุณแม่
เขายื่นธนบัตรในมือให้ซือเนี่ยนอย่างประหม่า "คุณแม่ครับ...เอาไว้ให้คุณแม่ซื้อเสื้อผ้าครับ"
แค่พูดประโยคสั้นๆ จบใบหน้าเล็กๆ นั่นก็แดงแปร๊ดไปถึงหู
ซือเนี่ยนเองก็ชอบเสื้อขนเป็ดที่ทั้งบางและเบา ซึ่งในยุคนี้ถือเป็นสินค้าที่หรูหราและแพงหูฉี่ เงินเพียงน้อยนิดของเขาคงไม่พอแม้แต่จะซื้อเศษผ้าด้วยซ้ำ ที่เขารู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นความละอายใจที่ตัวเองมีเงินไม่มากพอต่างหาก
เขารู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี แค่ซื้อเสื้อสักตัวให้คุณแม่ยังไม่ได้เลย!
ซือเนี่ยนมองลูกชายด้วยความแปลกใจ ก่อนที่พนักงานขายข้างๆ จะส่งเสียงแซวขึ้นมาด้วยความเอ็นดู "โอ๊ยตายแล้ว ลูกชายคุณน่ารักจังเลยนะคะ รู้จักซื้อของให้คุณแม่ด้วย น่าอิจฉาจริงๆ ค่ะ!"
โจวเจ๋อตงเห็นน้องชายทำแบบนั้นก็เดินเข้าไปหาบ้าง ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดกว่าเดิม "คุณแม่ครับ ผมมีแค่... 15 หยวนเองครับ"
ประโยคที่เปล่งออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ตะโกนก้องในใจว่า 'ผมมันยิ่งกว่าไร้ประโยชน์' ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร
ก็เพราะก่อนหน้านี้อาเล็กแอบให้เงินน้องชายเพิ่มอีก 5 หยวน ทำให้น้องมีเงินเก็บเยอะกว่าเขา ในฐานะพี่ชายคนโต เขากลับมีเงินน้อยกว่าน้องชายเสียอีก ช่างน่าอับอายจริงๆ
โจวเจ๋อตงก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิด
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางของลูกชายทั้งสองแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอย่อตัวลงไปลูบหัวพวกเขาเบาๆ "เก่งมากเลยลูก ตัวแค่นี้ก็รู้จักเก็บเงินซื้อเสื้อผ้าให้แม่แล้วเหรอ เป็นลูกที่น่ารักที่สุดเลย"
เด็กทั้งสองคนช้อนตาขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าคุณแม่ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจในความจนของพวกเขาเลยสักนิด ก็ค่อยๆ คลายความกังวลในใจลง
"คุณแม่ครับ โตขึ้นผมจะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้คุณแม่ใส่เยอะๆ เลย"
"ใช่ครับ ผมก็จะหาเงินให้ได้เยอะๆ เท่าคุณพ่อเลย คุณแม่อยากได้อะไรก็ซื้อได้ทุกอย่างเลยครับ"
ความน่ารักไร้เดียงสาของเด็กทั้งสองทำให้บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็มองมาที่ซือเนี่ยนด้วยสายตาชื่นชมระคนอิจฉา
มิน่าล่ะ คุณแม่คนนี้ถึงได้ดูสาวและสวยขนาดนี้ ก็เพราะมีลูกชายที่น่ารักและกตัญญูคอยเป็นกำลังใจให้นี่เอง ช่างต่างกับลูกๆ ของพวกเธอลิบลับที่วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องปวดหัวให้ไม่เว้นแต่ละวัน ผมที่เคยดกดำเลยขาวโพลนไปหมดแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ดูแก่กว่าเป็นสิบปี
เมื่อความคิดชั่ววูบผุดขึ้นมาในหัว บรรดาคุณแม่ทั้งหลายก็หันขวับไปตบหัวลูกตัวเองที่กำลังยืนทำหน้าซื่อตาใสอยู่ข้างๆ ไปคนละป้าบ!
เด็กน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่: "?"
***
ซือเนี่ยนใช้เวลาเดินจับจ่ายซื้อของไปเกือบค่อนวัน ของที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นของใช้สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง แค่ค่าเสื้อผ้าอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหลายตังค์แล้ว
เมื่อได้ของที่ต้องการครบถ้วนแล้ว เธอก็เหลือบดูนาฬิกา ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว เธอจึงคิดว่าจะหาร้านอาหารอร่อยๆ แถวนี้ทานข้าวเย็นกันก่อน แล้วค่อยรอให้โจวเยว่เซินมารับกลับบ้าน
ส่วนโจวซีเหยาตัวน้อยนั้นคงจะเหนื่อยมากจากการเดินเล่นมาทั้งวัน ตอนนี้เลยหลับปุ๋ยอยู่บนบ่าของเธอ ส่งเสียงกรนครอกฟี้เบาๆ อย่างน่าเอ็นดู
มีเพียงสองหนุ่มที่ยังคงพลังงานล้นเหลือเหมือนเดิม พวกเขากอดของขวัญชิ้นใหม่ไว้ในอ้อมแขนแน่น ไม่ยอมวางเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังมองหาร้านอาหารอยู่นั่นเอง ก็มีเสียงแหลมที่ฟังดูน่ารำคาญและเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยดังขึ้นจากทางด้านหลัง "อ้าว นั่นมันซือเนี่ยนไม่ใช่เหรอ บังเอิญจังเลยนะที่ได้เจออีกแล้ว ว่าแต่ทำไมไม่เข้าไปในห้างล่ะ? หรือว่ากลัวไม่มีเงินจ่ายค่าของกันแน่?"
[จบบท]