บทที่ 211: คำโกหกสีขาว
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของซือเนี่ยน ทำให้เธอตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของโจวเจ๋อตง ลูกชายคนโต และหลงดีใจว่าความพยายามของเธอได้หล่อหลอมนิสัยของเด็กคนนี้ให้ดีขึ้นได้สำเร็จแล้ว
แต่ตอนนี้ความจริงกลับตบหน้าเธอฉาดใหญ่ สิ่งที่เธอเปลี่ยนได้เป็นเพียงท่าทีที่เขามีต่อเธอ ไม่ใช่ด้านมืดที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดใจของเด็กคนนี้เลยสักนิด
หากโจวถิงถิงแค่แอบลอกสูตรอาหารไป เรื่องราวก็ไม่น่าจะบานปลายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เธอปะติดปะต่อเรื่องราวในใจ สันนิษฐานว่าโจวถิงถิงคงใช้วิธีอะไรบางอย่างเพื่อขอให้เด็กทั้งสองคนช่วย ซึ่งเธอก็คงคิดว่าเด็กน้อยนั้นหลอกง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่กลับไม่รู้เลยว่าเด็กสองคนนี้ฉลาดแกมโกงเกินวัยขนาดไหน สุดท้ายแผนการที่วางไว้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองจนได้
ภาพตอนที่โจวเจ๋อหานควักเงินออกมาซื้อเสื้อผ้าให้เธอผุดขึ้นมาในความคิด ทำให้แววตาของซือเนี่ยนไหวระริก ปกติแล้วเงินที่เธอและสามีให้ลูกๆ ทั้งสองคนจะเท่ากันเสมอ ดังนั้นเงินเก็บของทั้งคู่ก็ควรจะเท่ากัน แต่ครั้งนี้โจวเจ๋อหานกลับมีเงินมากกว่าโจวเจ๋อตงถึง 5 หยวนเต็มๆ มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดว่าโจวถิงถิงได้ใช้เงินฟาดหัวโจวเจ๋อหานที่ดูซื่อและหลอกง่ายที่สุดไปแล้ว
แต่โชคก็ไม่เข้าข้างโจวถิงถิง เพราะโจวเจ๋อตงดันมารู้เรื่องนี้เข้าเสียก่อน เด็กคนนั้นไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมมองออกว่าอาหญิงของตัวเองต้องการสูตรอาหารไปเพื่ออะไร ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามแผนเดิมที่โจวเจ๋อหานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นคนจัดการ ป่านนี้โจวถิงถิงคงไม่ใช่แค่โดนพิษ แต่อาจจะนอนหายใจรวยรินใกล้ตายไปแล้วก็ได้ ซึ่งโจวถิงถิงเองก็ไม่น่าจะโง่เขลาถึงขนาดดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
แต่เมื่อโจวเจ๋อตงยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที เพราะระดับสติปัญญาของโจวถิงถิงนั้นเทียบไม่ติดกับเด็กชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย หากเขาแอบปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เธอก็คงไม่มีทางรู้ตัว นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้โจวถิงถิงและครอบครัวแค่โดนพิษแบบเบาะๆ เท่านั้น
ยิ่งคิดซือเนี่ยนก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง โจวเจ๋อตงเพิ่งจะอายุแค่ 10 ขวบ แต่กลับสามารถวางแผนซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้ถึงขนาดนี้ หากเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ใครกันจะไปต่อกรกับเขาได้ไหว ในวินาทีนี้เองที่เธอรู้สึกขอบคุณโชคชะตาเหลือเกินที่ตอนแรกที่เธอเข้ามาในบ้านหลังนี้ ไม่ได้มีอคติหรือพยายามเอาอกเอาใจเขาจนเกินงาม ไม่อย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะซื้อใจเด็กคนนี้ให้เชื่อใจเธอได้อย่างรวดเร็ว
โจวเยว่เซินซึ่งได้ยินทุกอย่างที่ภรรยาพูด เหลือบมองลูกชายทั้งสองคนผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะนิ่งเงียบไปโดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
***
จางเชี่ยนตั้งใจจะไปหาโจวถิงถิงที่บ้านตระกูลหลี่เพื่ออวดเรื่องที่พี่ชายของเพื่อนรักเพิ่งถอยรถคันหรูมาใหม่ แต่พอไปถึงกลับต้องพบกับความว่างเปล่า และได้รู้ข่าวร้ายว่าทั้งครอบครัวของโจวถิงถิงถูกหามส่งโรงพยาบาลกันยกครัว เพราะอาหารเป็นพิษจากการทำเนื้อตุ๋นพะโล้
คนอื่นอาจไม่รู้ที่มาที่ไป แต่สำหรับเธอแล้วมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี ก่อนหน้านี้ตอนที่โจวถิงถิงแวะไปที่บ้านตระกูลโจว เธอยังเคยเปรยๆ ว่าอยากจะเรียนรู้สูตรเนื้อตุ๋นพะโล้ของซือเนี่ยนให้ได้ ตอนนั้นจางเชี่ยนยังรู้สึกอิจฉาและกำชับเพื่อนรักว่าถ้าทำสำเร็จเมื่อไหร่ต้องมาสอนเธอบ้าง ไม่คาดคิดเลยว่าเวลาจะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
จางเชี่ยนได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ภาพที่เห็นคือโจวถิงถิงและแม่สามีกำลังถูกฝูงชนรุมทึ้งและทุบตี พร้อมกับเสียงตะโกนให้ครอบครัวตระกูลหลี่ชดใช้ค่าเสียหาย เธอตกใจจนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปใกล้เพราะกลัวจะโดนลูกหลง จึงตัดสินใจหมุนตัวกลับและจากไปอย่างรวดเร็ว
แต่ใครจะไปคิดว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลออกมา เธอก็ต้องประจันหน้ากับรถเก๋งคันงามของโจวเยว่เซินพอดิบพอดี เมื่อคิดว่าโจวถิงถิงประสบเหตุร้าย คนเป็นพี่ชายอย่างเขาก็ต้องมาเยี่ยมเป็นธรรมดา และเมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว เขาก็น่าจะกำลังเดินทางกลับบ้าน
เดิมทีวันนี้พี่เฉิงชวนให้เธอไปค้างคืนด้วย ซึ่งเธอก็ตอบตกลงและเตรียมใจไว้แล้ว แต่การปรากฏตัวของโจวเยว่เซินทำให้เธอเปลี่ยนใจในเสี้ยววินาที เธอรีบเสยผมจัดทรงให้เข้าที่ แล้วเดินตรงเข้าไปหาเขาพร้อมกับทักทายอย่างสนิทสนม
“พี่โจว มาเยี่ยมถิงถิงเหมือนกันเหรอคะ”
โจวเยว่เซินหันขวับมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “เธอคือใคร”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเชี่ยนแข็งค้างไปชั่วขณะ เธอเคยไปบ้านตระกูลโจวตั้งหลายครั้ง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจำเธอไม่ได้ หรือว่าที่เขาทำเป็นไม่รู้จักก็เพราะซือเนี่ยนนั่งอยู่ข้างๆ ความคิดนี้ทำให้สีหน้าของเธอผ่อนคลายลง
“แหม จำฉันไม่ได้เหรอคะ ฉันจางเชี่ยน เพื่อนของถิงถิงไงคะ ที่บ้านอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ไม่ใช่คนโตนะคะ แต่เป็นคนเล็กที่เคยไปเล่นบ้านพี่บ่อยๆ”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยคดี โจวเยว่เซินก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีธุระอะไร”
จางเชี่ยนกำมือแน่นขึ้น เหลือบมองซือเนี่ยนที่นั่งอยู่เบาะหน้าอย่างมีความหมาย ก่อนจะแกล้งทำเป็นเขย่งปลายเท้าเพื่อมองเข้าไปในเบาะหลัง พร้อมกับตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ “คือว่า...พวกพี่กำลังจะกลับหมู่บ้านกันใช่ไหมคะ พอดีฉันมาเยี่ยมถิงถิงเพลินไปหน่อย เลยน่าจะไม่มีรถกลับแล้ว ถ้าไม่รบกวนเกินไป พอจะให้ฉันติดรถกลับไปด้วยได้ไหมคะ”
โจวเยว่เซินหันหน้ากลับไปทันที และตอบกลับด้วยเสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบ “ไม่ได้ผ่าน”
จางเชี่ยนถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเห็นว่าเขาเตรียมจะขับรถออกไป เธอก็รีบร้อนพูดขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะ ส่งฉันแค่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ได้ ฉันนั่งเบียดๆ ไปได้ค่ะ แต่ถ้าสหายซือเนี่ยนไม่สะดวกใจ ฉันก็ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”
เธอจงใจพูดพร้อมกับปรายตาไปทางซือเนี่ยนอย่างหวาดๆ ราวกับจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้ซือเนี่ยนว่าเป็นคนใจแคบไม่ยอมให้เธอขึ้นรถ
ซือเนี่ยนที่นั่งเงียบมานานถึงกับเลิกคิ้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ดีๆ หวยก็มาออกที่เธอซะอย่างนั้น ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าขันสิ้นดี
โจวเยว่เซินเหลือบมองภรรยาของตนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบ “เธอไม่มีปัญหา”
ดวงตาของจางเชี่ยนเปล่งประกายด้วยความหวัง แต่แล้วก็ต้องดับวูบลงเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของเขา “แต่ฉันมี”
จางเชี่ยนได้แต่ยืนนิ่ง อ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
***
การกลับมาของครอบครัวโจวพร้อมกับรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหมู่บ้านซิ่งฝู ชาวบ้านต่างพากันออกมายืนมุงดูรถคันงามที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนอิจฉา
“บ้านนั้นซื้อรถอีกแล้วเหรอ”
“ไหนว่าเพิ่งซื้อมอเตอร์ไซค์ไปไง นี่ซื้อรถเก๋งอีกแล้วเหรอ”
“พระเจ้าช่วย รถแบบนี้มันราคาเท่าไหร่กันนะ บ้านโจวถูกหวยรางวัลที่หนึ่งมาหรือไง”
สำหรับหมู่บ้านในแถบนี้ แค่มีมอเตอร์ไซค์สักคันก็ถูกยกให้เป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้านแล้ว แต่นี่โจวเยว่เซินเล่นขับรถเก๋งกลับมาเลย ไม่ต้องรอถึงสิบนาที ข่าวเรื่องบ้านโจวซื้อรถใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ มีทั้งคนที่ร่วมยินดีและคนที่ตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
ย้อนกลับไปตอนที่โจวเยว่เซินริเริ่มทำฟาร์มหมูใหม่ๆ ไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาสักคน เพราะในยุค 70 การทำธุรกิจส่วนตัวยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย คนที่อยากรวยทางลัดมักจะแอบไปเลี้ยงสัตว์ในป่าลึก แล้วค่อยลักลอบนำไปขายในตลาดมืดเพื่อโก่งราคา แต่ถ้าโชคร้ายถูกจับได้ก็ต้องระเห็จไปนอนในคุกสถานเดียว ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมองว่ามันเป็นเรื่องเสี่ยงและไม่มีใครกล้าพอจะทำ
กระทั่งต่อมาเมื่อรัฐบาลเริ่มเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและสนับสนุนให้มีธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น คนในเมืองก็เริ่มหันมาจับธุรกิจกันอย่างคึกคัก แต่ชาวบ้านในชนบทก็ยังคงยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก มีเพียงคนส่วนน้อยที่ใจถึงพอจะลองเสี่ยง และโจวเยว่เซินก็คือผู้นำเทรนด์คนแรกของหมู่บ้าน
ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำสำเร็จ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าธุรกิจของเขาจะเจริญรุ่งเรืองจนสามารถฉุดเศรษฐกิจของทั้งหมู่บ้านให้ดีขึ้นตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นชาวบ้านก็ยังคงปักใจเชื่อว่าการขายของในราคาถูกขนาดนั้นคงไม่ได้กำไรอะไรมากมายนัก ยิ่งเมื่อเห็นว่าครอบครัวโจวยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย และลูกๆ ของพวกเขาก็ดูไม่ต่างจากเด็กบ้านอื่นๆ ความรู้สึกอิจฉาริษยาก็พลอยลดน้อยลงไป
ทุกอย่างเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ซือเนี่ยนก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ พวกเขาถึงได้ตาสว่างว่าที่ผ่านมาครอบครัวโจวไม่ได้ยากจน แต่พวกเขาแค่เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเท่านั้นเอง
โชคยังดีที่มียามสี่ขาอย่างต้าหวงคอยเฝ้าอยู่หน้าประตู ทำให้ฝูงชนทำได้เพียงยืนมองจากภายนอก ไม่กล้าบุกรุกเข้ามา ไม่อย่างนั้นคงเกิดความวุ่นวายมากกว่านี้เป็นแน่
หากเป็นสถานการณ์ปกติ โจวเจ๋อหานคงจะวิ่งไปยืนแอ่นอกอวดรถคันใหม่ พร้อมกับประกาศก้องว่า “นี่คือรถที่พ่อของผมซื้อ”
แต่วันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาเพิ่งจะโกหกคุณแม่ไป ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเขา คุณแม่ดีกับเขาขนาดนี้ แต่เขากลับกล้าโกหกได้อย่างไรกัน สีหน้าของเด็กชายจึงดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด
เขามองพี่ชายที่ยืนหน้านิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ อยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกอิจฉาจับใจ
“พี่ครับ ที่เราทำไปมันจะดีแน่เหรอ คุณแม่จะโกรธพวกเราไหม”
โจวเจ๋อตงหันมาสบตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “ทำไมคุณแม่ต้องโกรธพวกเราด้วยล่ะ”
“ก็เราโกหกคุณแม่ไงครับ” โจวเจ๋อหานตอบเสียงอ่อย
โจวเจ๋อตงเบนสายตากลับไปมองยังชั้นล่าง แววตาของเขาเย็นชาไร้ความรู้สึก “ใช่ เราโกหก”
“แต่อาเป็นคนไม่ดี อาชอบรังแกคุณแม่ แล้วยังเคยพาคนมาทำร้ายพวกเราด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นนี่คือกรรมที่เขาก่อขึ้นเอง เรื่องนี้ถือเป็นคำโกหกสีขาว”
โจวเจ๋อหานได้แต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
[จบบท]