บทที่ 215: จะไม่หาเมียน้อย
พอกลับถึงบ้าน ซือเนี่ยนก็โยนข้าวของลงบนโต๊ะหนังสืออย่างไม่ใส่ใจนัก ยังไม่ทันจะได้นั่งพักให้หายเหนื่อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน พร้อมกับเสียงตะโกนที่คุ้นหู
"น้องสาว เตาผิงที่หัวหน้าโจวสั่งไว้มาส่งแล้วนะ"
แค่ได้ยินคำว่า "เตาผิง" ดวงตาของซือเนี่ยนก็ลุกวาวขึ้นมาทันที เธอรีบจ้ำอ้าวออกไปเปิดประตูด้วยความดีใจ
ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์สองคนกำลังช่วยกันประคองเตาผิงเหล็กรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสลงจากรถ ด้านบนมีปล่องควันสูงเด่น ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เธอรีเควสต์กับโจวเยว่เซินไปเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะใช้ทำอาหารได้แล้ว พื้นที่หน้าเตากว้างๆ ยังสามารถใช้แทนโต๊ะได้อีกด้วย เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์สุดๆ
ถ่านหินกองโตถูกขนมาเตรียมพร้อมไว้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้สักที ในที่สุดพระเอกของงานอย่างเตาผิงก็มาถึงจนได้
ช่างทั้งสองคนช่วยกันยกเตาเข้ามาติดตั้งในบ้านให้อย่างแข็งขัน ด้วยความที่ซือเนี่ยนวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว เธอจึงเว้นที่ว่างสำหรับเตาผิงไว้พอดิบพอดี ปล่องควันก็สามารถต่อพาดออกไปทางหน้าต่างได้สะดวก ทำให้ควันมีทางระบายออกไปข้างนอก ไม่ต้องทนสำลักควันกันในบ้าน
เมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น ซือเนี่ยนก็ไม่รอช้า เธอรีบไปคีบถ่านไฟแดงๆ จากเตาในครัวมาวางในเตาผิงใหม่ แล้วโยนฟืนสองสามท่อนตามลงไป ไม่นานเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมา สาดแสงสีส้มส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง สร้างบรรยากาศอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา
"เสี่ยวตง เสี่ยวหาน ไปทุบถ่านหินมาเติมหน่อยเร็ว" เธอหันไปบอกลูกชายทั้งสองที่กำลังยืนมองเตาผิงใหม่ด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่ข้างหลัง
นี่เป็นครั้งแรกของเด็กๆ ที่จะได้ใช้เตาถ่านหิน ความรู้สึกแปลกใหม่จึงฉายชัดอยู่ในแววตาของทั้งคู่ คุณแม่เคยบอกไว้ว่าถ้ามีเตาผิงแล้ว ที่บ้านก็จะไม่ต้องทนกับความหนาวอีกต่อไป แถมตกกลางคืนยังออกมานั่งดูทีวีในห้องนั่งเล่นได้ หรือจะล้อมวงกินข้าวร้อนๆ รอบเตาผิงก็ได้ แค่จินตนาการตามก็รู้สึกมีความสุขจนแก้มแทบปริแล้ว
สองพี่น้องรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น คว้าพลั่วอันเล็กกับที่โกยผงวิ่งออกไปนอกประตู ตรงข้างๆ บ้านของเจ้าต้าหวงมีกองถ่านหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ คนหนึ่งลงมือทุบ อีกคนคอยเก็บ ไม่นานก็ได้ถ่านหินก้อนเล็กๆ เต็มที่โกยผง ทั้งคู่รีบประคองมันกลับเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล
ซือเนี่ยนบรรจงคีบถ่านหินใส่ลงไปในกองฟืนที่กำลังลุกไหม้ ก่อนจะปิดฝาเตาลง ควันทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในปล่องและลอยออกไปข้างนอกอย่างง่ายดาย ปัญหาเรื่องควันจึงหมดไปในพริบตา
เมื่อไฟพร้อม เธอก็ไม่รอช้า รีบไปหยิบสารพัดเครื่องเทศที่ตุนไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ทั้งโป๊ยกั้ก อบเชย ยี่หร่า และอีกนับสิบชนิด เพราะหม้อไฟมันวัวสูตรเด็ดของเธอนั้นต้องการเครื่องเทศจำนวนมากเป็นพิเศษ
ถ่านหินคุณภาพดีทำให้ไฟติดง่าย ไม่นานก็ลุกแดงฉาน พอปิดฝาลง ความร้อนก็แผ่กระจายอยู่ด้านล่างของเตา แค่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกอุ่นสบายจนแทบไม่อยากลุกไปไหน
ซือเนี่ยนเริ่มลงมือทำอาหารทันที เธอตั้งกระทะบนเตา เทน้ำมันเมล็ดผักกาดลงไป พอน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่มันวัวลงไปเจียวจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง จากนั้นจึงใส่ผักชี ต้นหอม และขิงที่เตรียมไว้ลงไปผัดจนหอมแล้วตักออก เหลือไว้เพียงน้ำมันหอมกรุ่นในกระทะ
ด้วยวัตถุดิบที่มีจำกัด เธอจึงทำได้แค่ใส่กระเทียมสับกับขิงลงไปผัด ตามด้วยโต้วป้านเจี้ยงจนส่งกลิ่นหอมเย้ายวน และเนื่องจากไม่มีพริกฉือปา เธอจึงใช้พริกสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากในเมืองแทน ผัดจนได้ที่แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลและฮวาเจียว ผัดต่อไปจนน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเป็นอันใช้ได้
กลิ่นเผ็ดร้อนที่โชยออกมาทำเอาเด็กๆ จามกันไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้น แค่มองดูก็น่ากินจนน้ำลายสอแล้ว
เมื่อเห็นลูกๆ สำลักกันจนหน้าดำหน้าแดง ซือเนี่ยนจึงใช้ให้ไปล้างผักเตรียมไว้สำหรับหม้อไฟ ผักสวนครัวที่เธอลงมือปลูกเองในสวนหลังบ้านตอนนี้เติบโตงอกงามจนเก็บกินได้ไม่หวาดไม่ไหวตลอดฤดูหนาวนี้แน่นอน
สองพี่น้องรับคำสั่งแล้วจูงมือกันไปที่สวนหลังบ้าน ถอนผักกวางตุ้งสดๆ กรอบๆ และเก็บแตงกวาลูกเล็กๆ ที่ซือเนี่ยนทดลองปลูกภายใต้หลังคาที่ทำขึ้นแบบง่ายๆ ซึ่งน่าประหลาดใจที่มันดันได้ผลดีเกินคาด แม้ลูกจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็รสชาติดีใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนโจวซีเหยาก็ไม่ยอมน้อยหน้า เธอก้มหน้าก้มตาดึงหัวไชเท้าอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายใบก็หลุดติดมือมาหมด แต่หัวไชเท้าเจ้ากรรมก็ยังฝังแน่นอยู่ในดินเหมือนเดิม สองพี่ชายที่เห็นภาพนี้จนชินตาแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเข้าไปช่วยดึงออกมาให้
หลังจากเก็บผักจนเต็มตะกร้า ทั้งสามก็ช่วยกันนำไปล้างที่หน้าประตู พอล้างเสร็จกลับเข้ามา น้ำซุปหม้อไฟของคุณแม่ก็เดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายรออยู่แล้ว
ในครัวยังมีไฟเหลืออยู่ ซือเนี่ยนเลยถือโอกาสหุงข้าวและทำอาหารนึ่งอีกสองสามอย่างเผื่อไว้ด้วย เพราะรู้ดีว่าเด็กๆ ยังเล็ก กินเผ็ดไม่ได้ แต่จะให้เธอทนฝืนใจตัวเองไม่กินของที่ชอบก็คงไม่ใช่เรื่องเหมือนกัน
สำหรับหม้อไฟแล้ว ขอแค่มีน้ำซุปเด็ดๆ ที่เหลือก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลังจากล้างผักและหั่นเตรียมไว้เรียบร้อย ซือเนี่ยนก็บอกให้ลูกๆ ช่วยกันจัดโต๊ะ เด็กๆ ที่เมื่อครู่ยังนอนเอกเขนกอ่านหนังสืออยู่ข้างเตาผิงอุ่นๆ ก็ลุกขึ้นมาช่วยกันอย่างแข็งขัน
ขณะที่โจวเจ๋อตงกำลังเก็บของบนโต๊ะ สายตาก็พลันไปสะดุดกับซองจดหมายฉบับหนึ่ง เขามองมันแวบหนึ่งโดยไม่ได้คิดอะไร ก่อนจะหยิบไปวางรวมไว้บนโต๊ะอีกตัว
ทันทีที่ซือเนี่ยนยกถาดกับข้าวออกมาวาง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เดี๋ยวผมไปเปิดเองครับ" โจวเจ๋อหานอาสาแล้ววิ่งตื๋อไปที่ประตู
แต่เมื่อเปิดประตูออก เขาก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะเบื้องหน้าคือกลุ่มชายแปลกหน้าหลายคนยืนอยู่ และคนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็คือคุณพ่อของเขานั่นเอง
"คุณพ่อ" เขาพึมพำเสียงเบา พลางแอบชำเลืองมองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยความประหม่า ปกติบ้านของพวกเขาไม่ค่อยมีแขกมาเยือน ยิ่งเป็นคนแปลกหน้าตัวสูงใหญ่แบบนี้ยิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน
"คุณแม่อยู่ไหนล่ะ" โจวเยว่เซินเอื้อมมือมาลูบหัวลูกชายเบาๆ
"คุณแม่อยู่ในครัวครับ กำลังทำอาหารอยู่เลย วันนี้เราจะกินหม้อไฟกัน คุณพ่อมาได้จังหวะพอดีเลย มากินข้าวเย็นด้วยกันนะครับ" โจวเจ๋อหานตอบเสียงใส แจกแจงรายละเอียดอย่างตื่นเต้น
โจวเยว่เซินไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว ปกติเพราะเขายุ่งมาก เด็กๆ จึงไม่เคยรอเขากินข้าวเย็น การได้เห็นหน้าพ่อในตอนนี้จึงทำให้โจวเจ๋อหานดีใจเป็นพิเศษ เขาไม่ได้กินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับเบาๆ แล้วตบไหล่ลูกชาย "เข้าไปข้างในกันเถอะ"
กลุ่มชายฉกรรจ์เดินตามหลังพ่อลูกเข้ามาในบริเวณบ้าน ตอนที่มองจากข้างนอก บ้านหลังนี้ก็ดูเหมือนบ้านสองชั้นธรรมดาทั่วไป แม้จะใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นอยู่บ้าง แต่สำหรับพวกเขาที่มาจากครอบครัวมีฐานะแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกตาอะไร แต่ถ้าคนอย่างโจวเยว่เซินกลับมาอยู่บ้านนอกหลายปีแล้วยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านดินเก่าๆ นั่นสิถึงจะน่าแปลกใจ
แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตัวบ้าน พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ทั้งหมด เพราะภายในบ้านนั้นแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังมีทั้งโซฟาและโทรทัศน์ครบครัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกลิ่นหอมเผ็ดร้อนของเครื่องเทศผสมกับกลิ่นหอมหวานของข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ลอยมาเตะจมูกอย่างจัง
พวกเขาเดินทางมาไกล เดิมทีก็หิวโซอยู่แล้ว พอได้กลิ่นนี้เข้าไป น้ำลายในปากก็สอขึ้นมาทันที แต่ละคนต่างพากันกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่โดยไม่ได้นัดหมาย กลิ่นนี้ถึงจะฉุนไปหน่อยแต่ก็หอมจนชวนให้เจริญอาหารอย่างบอกไม่ถูก จากที่คิดว่าพอทนไหว ตอนนี้กลับรู้สึกหิวจนไส้กิ่ว
ลูกๆ ของโจวเยว่เซินยังเล็กเกินกว่าจะทำอาหารหน้าตาและกลิ่นหอมยั่วน้ำลายขนาดนี้ได้ ส่วนผู้หญิงบอบบางหน้าตาสะสวยเหมือนคุณหนูที่พวกเขาเห็นก่อนหน้านี้ ยิ่งดูไม่น่าจะเข้าครัวเป็น หรือว่าสหายโจวจะทุ่มทุนจ้างแม่ครัวส่วนตัวกันนะ
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้น พวกเขาก็เดินเข้ามาถึงห้องนั่งเล่น และได้เห็นเตาผิงเหล็กตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวละลานตาวางเรียงรายอยู่ ตรงกลางมีหม้อไฟน้ำซุปสีแดงเดือดปุดๆ พริกแห้งสีแดงฉานลอยฟ่องอยู่เต็มไปหมด กลิ่นหอมเผ็ดร้อนที่ได้กลิ่นก่อนหน้านี้ก็มาจากหม้อใบนี้นี่เอง
ข้างๆ โต๊ะมีเด็กชายคนโตกำลังนั่งป้อนข้าวให้น้องสาวตัวน้อยวัยสองสามขวบอย่างอ่อนโยน หนูน้อยก็เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย เป็นภาพครอบครัวที่ดูอบอุ่นและมีความสุขจนน่าอิจฉา
ทุกคนมองภาพนั้นอย่างตะลึงงัน เพราะไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูเย็นชาและแข็งกระด้างอย่างโจวเยว่เซินจะสามารถมีชีวิตอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่นแบบนี้ได้
ในจังหวะนั้นเอง ซือเนี่ยนก็เดินยกหม้อข้าวใบใหญ่ออกมาจากในครัว เมื่อเห็นแขกเหรื่อเต็มบ้าน เธอก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด "กลับมาแล้วเหรอคะ เชิญนั่งก่อนสิคะ"
แม้ปากจะเอ่ยต้อนรับอย่างเป็นมิตร แต่สีหน้าของเธอกลับเรียบเฉย ราวกับว่าเธอรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าพวกเขาจะมา
กลุ่มชายฉกรรจ์ที่เมื่อครู่ยังเดากันไปต่างๆ นานาว่าโจวเยว่เซินคงจ้างแม่บ้าน พอได้เห็นซือเนี่ยนในชุดผ้ากันเปื้อนและรวบผมขึ้นอย่างทะมัดทะแมงในลุคแม่บ้านแม่เรือนเต็มตัว ก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ใครกันที่บอกว่าผู้หญิงสวยๆ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณหนูจะทำอาหารไม่เป็น ตอนนี้พวกเขาอยากจะตบปากตัวเองแรงๆ สักที
โจวเยว่เซินมองกับข้าวที่เต็มโต๊ะก็รู้ได้ทันทีว่าซือเนี่ยนเตรียมการทั้งหมดนี้ไว้เพราะรู้ว่าเพื่อนๆ ของเขาจะมา แม้เรื่องจดหมายก่อนหน้านี้จะทำให้เธอขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังเลือกที่จะไม่ถือสาและให้การต้อนรับพวกเขาอย่างดีเพื่อรักษาหน้าเขาเอาไว้
ความคิดนั้นทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลง เขาก้าวเข้าไปหาเธอแล้วรับหม้อข้าวมาจากในมือ "คุณไปพักเถอะ ที่เหลือผมจัดการเอง" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาด้วย ดีนะที่ฉันทำกับข้าวเผื่อไว้เยอะ" ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ
เดิมทีโจวเยว่เซินติดธุระด่วน แต่เพราะเป็นห่วงว่าเพื่อนๆ อาจจะพูดจาไม่เข้าหูซือเนี่ยน เขาจึงรีบเคลียร์งานแล้วกลับมาดูให้เห็นกับตา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างจะอึดอัดอยู่สักหน่อย เพราะเรื่องซองจดหมายยังคงเป็นชนักติดหลังของทุกคนอยู่ โจวเยว่เซินต้องเอ่ยปากเชิญหลายครั้งกว่าพวกเขาจะยอมนั่งลง
ทุกคนมองหม้อไฟและกับข้าวนึ่งตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะไม่เคยเห็นอาหารหน้าตาแบบนี้มาก่อน
ซือเนี่ยนนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "ฉันได้ยินโจวเยว่เซินเล่าให้ฟังแล้วว่าพวกคุณเป็นเพื่อนร่วมทีมเก่าของเขาทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจนะคะ ทานกันให้อร่อยเลย"
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนหน้าแดงขึ้นมาทันที พวกเขาเพิ่งจะทำเรื่องน่าอายอย่างการช่วยหยางอวี้เจี๋ยส่งจดหมาย เกือบจะทำลายครอบครัวของคนอื่นเขา แต่ตอนนี้กลับต้องมานั่งกินข้าวบ้านเขาอีก มันช่างน่าละอายใจเสียจริง
"พี่สะใภ้ครับ เรื่องจดหมายนั่น พวกเราต้องขอโทษจริงๆ" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น "พวกเราไม่ได้มีเจตนาจะทำลายความสัมพันธ์ของพี่กับสหายโจวเลยนะครับ เพียงแต่ว่า..." เมื่อนึกถึงหยางอวี้เจี๋ย เขาก็พูดต่อไม่ออก พวกเขาที่อยู่ตรงกลางก็ลำบากใจไม่แพ้กัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ซือเนี่ยนเป็นผู้บริสุทธิ์
"จดหมายทำลายความสัมพันธ์เหรอ "
โจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหานที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ถึงกับชะงักทันที ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองคุณแม่เป็นตาเดียว
"คุณแม่ครับ ใช่จดหมายฉบับเมื่อกี้หรือเปล่าครับ" โจวเจ๋อตงถามขึ้น เขามองผ่านๆ ตอนเก็บโต๊ะ เห็นว่าเป็นชื่อผู้หญิง ตอนแรกนึกว่าเป็นเพื่อนของคุณแม่เขียนมาให้ ไม่คิดว่าจะเป็นจดหมายที่ส่งถึงคุณพ่อ
โจวเจ๋อหานอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ แต่สำหรับโจวเจ๋อตงแล้ว เขารู้ดีว่าการที่ผู้หญิงคนอื่นเขียนจดหมายมาหาพ่อ แถมยังให้แม่มาเห็นอีก มันหมายความว่าอะไร
โจวเจ๋อตงเม้มปากแน่น เมื่อเห็นคุณแม่พยักหน้ารับ เขาก็ถามต่อทันที "คุณแม่ครับ ทำไมผู้หญิงคนนั้นต้องเขียนจดหมายมาให้คุณพ่อด้วยล่ะครับ เขาต้องการจะทำลายครอบครัวของเราเหรอครับ หรือว่าเขาเป็นเมียน้อย"
"เมียน้อยคืออะไรเหรอครับ" โจวเจ๋อหานถามด้วยความไร้เดียงสา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "อ๋อ ผมรู้แล้ว เหมือนแม่ม่ายหลี่ที่ท้ายหมู่บ้านไงครับ ทุกคนด่าเขาว่าเป็นเมียน้อย เพราะได้ยินมาว่าเขาจะไปมีลูกกับผู้ชายที่มีเมียแล้ว"
ซือเนี่ยนถึงกับกุมขมับ เจ้าเด็กคนนี้ไปสรรหาคำพูดแสลงหูพวกนี้มาจากไหนกันนักกันหนาเนี่ย "เขาอยากจะเป็นก็ต้องดูด้วยว่าคุณพ่อของลูกจะยอมหรือเปล่า ตอนนี้กินข้าวก่อนเถอะนะ" เธอพยายามปลอบลูกๆ
เด็กทั้งสองเงยหน้ามองซือเนี่ยนสลับกับโจวเยว่เซิน "คุณพ่อครับ ต่อไปคุณพ่อจะไม่หาเมียน้อยใช่ไหมครับ"
"คุณพ่อ ผมไม่อยากให้พ่อไปมีลูกกับคนอื่นนะ ฮือๆ"
"ใช่ครับ ถ้าจะมีก็ต้องมีกับคุณแม่คนเดียวเท่านั้น"
"พ่อไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน พ่อสัญญากับพวกเราเลย" โจวเยว่เซินตอบอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คำตอบของเขาทำให้เด็กทั้งสองยิ้มร่าออกมาทันที ความกังวลทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา
"งั้นเราตกลงกันตามนี้นะครับ ถ้าคุณพ่อโกหก พวกเราจะไม่นับคุณพ่อเป็นพ่ออีกต่อไป" โจวเจ๋อหานยื่นคำขาด
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เมื่อได้คำสัญญาจากพ่อแล้ว โจวเจ๋อหานก็รีบวิ่งไปรายงานคุณแม่ทันที "คุณแม่ครับ คุณพ่อบอกว่าจะไม่หาเมียน้อย แล้วก็จะไม่มีลูกกับคนอื่นด้วย จะมีกับคุณแม่แค่คนเดียวเท่านั้น"
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่เคยคิดจะมีลูกเพิ่มเลยสักนิด แค่สามหน่อนี้ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว
เธอได้แต่เอื้อมมือไปลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนใจ "เอาล่ะๆ รู้แล้ว ที่บ้านยังมีแขกอยู่นะ รีบไปกินข้าวได้แล้ว"
เมื่อความกังวลหมดไป เด็กทั้งสองก็กลับมาเจริญอาหารอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจสายตาของแขกเหรื่ออีกต่อไป
ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์นั้นได้ยินบทสนทนาของพ่อลูกแล้วก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด หยางอวี้เจี๋ย ที่ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้เหล็กผู้รักนวลสงวนตัวแห่งกองทัพ กลับถูกเด็กๆ ตราหน้าว่าเป็นเมียน้อย ถ้าเจ้าตัวมารู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะโกรธจนเป็นลมไปเลยหรือเปล่า แต่จะโทษเด็กก็ไม่ได้ ในเมื่อเธอรู้ทั้งรู้ว่าเขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังทำตัวน่าสงสัยอยู่เรื่อยๆ ใครกันจะเขียนจดหมายหาผู้ชายที่แต่งงานแล้วถ้าไม่มีเจตนาแอบแฝง
ความคิดนั้นทำให้พวกเขารู้สึกอับอายจนแทบไม่อยากจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อต้องสบตากับเด็กๆ ทั้งสามคน มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นคนบาป
สุดท้ายทุกคนก็อยู่ได้ไม่นาน กินไปไม่กี่คำ ดื่มเหล้าไปเล็กน้อยก็รีบขอตัวลากลับไป
โจวเยว่เซินเดินไปส่งเพื่อนๆ ที่หน้าบ้าน ส่วนซือเนี่ยนกับลูกๆ ก็ช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะ
เด็กๆ เองก็ไม่ค่อยชอบแขกกลุ่มนี้เท่าไหร่นัก เพราะพวกเขาเกือบจะทำให้พ่อกับแม่ต้องทะเลาะกัน
หลังจากล้างจานเสร็จ ซือเนี่ยนก็ปล่อยให้เด็กๆ ไปวิ่งเล่นกันตามสบาย สองพี่น้องเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นว่าเพื่อนๆ ของพ่อยังยืนคุยอะไรบางอย่างอยู่ ไม่รู้ว่ายังจะพยายามเป็นพ่อสื่อให้ผู้หญิงคนอื่นอยู่หรือเปล่า ด้วยความกังวล ทั้งคู่จึงแอบย่องเข้าไปฟังใกล้ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ยินอะไร ชายกลุ่มนั้นก็พากันเดินจากไปเสียก่อน
ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับด้วยความผิดหวัง สายตาก็พลันไปเห็นโจวถิงถิงกำลังเดินตรงมาที่บ้านของพวกเขา
โจวเยว่เซินเองก็เห็นเธอเช่นกัน สีหน้าของเด็กทั้งสองเปลี่ยนไปทันที ทั้งคู่รีบวิ่งไปหลบอยู่หลังพ่อ
"คุณพ่อครับ อามาทำอะไรอีกแล้ว" โจวเจ๋อหานถามเสียงอ่อย ทุกครั้งที่อาคนนี้มา ไม่เคยมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเลยสักครั้ง ทำไมพวกเขาต้องมีญาติที่น่ารำคาญแบบนี้มาคอยหาเรื่องอยู่เรื่อยๆ ด้วยนะ
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "อาต้องมาหาเรื่องคุณแม่อีกแน่ๆ ผมจะรีบไปบอกคุณแม่" พูดจบเขาก็วิ่งเข้าบ้านไปทันที
โจวเจ๋อตงเองก็หน้าตึงขึ้นมาทันใด คงหนีไม่พ้นเรื่องสูตรเนื้อตุ๋นพะโล้แน่ๆ อาถึงได้กลับมาอาละวาดอีกครั้ง
ซือเนี่ยนที่ได้ยินว่าโจวถิงถิงมาอีกแล้วก็ได้แต่เบ้ปากอย่างระอา เมื่อเห็นลูกๆ วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาฟ้อง เธอก็ได้แต่ปลอบใจ "ไม่ต้องห่วงนะ ไม่มีใครรังแกแม่ของลูกได้หรอก"
พูดพลางเธอก็เดินออกไปที่หน้าประตู และก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดของโจวถิงถิงดังมาแต่ไกล
"พี่ใหญ่คะ บ้านหลี่จะไล่ฉันออกจากบ้านแล้ว แถมยังจะให้ฉันชดใช้เงินอีก ฉันไม่รู้จะไปไหนแล้ว ต่อไปนี้ฉันขอกลับมาอยู่กับพวกพี่นะคะ"
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ซือเนี่ยนคาดเดาไว้อยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร แต่สำหรับเด็กทั้งสองคนที่เดินตามหลังมาแล้ว คำพูดของโจวถิงถิงทำให้พวกเขาถึงกับเลือดขึ้นหน้า
"อาไม่มีบ้านของตัวเองเหรอครับ ทำไมต้องมาอยู่กับพวกเราด้วย บ้านเราไม่มีเตียงให้อานอนหรอกนะ
เมื่อก่อนอาไม่ชอบพวกเราไม่ใช่เหรอ บอกว่าพวกเราสกปรก แล้วยังจะไล่พวกเราออกจากบ้านอีก แถมยังบอกว่าชอบอยู่ในเมือง ถ้าจะให้กลับมาบ้านนอกก็ต่อเมื่ออาตายไปแล้วเท่านั้น
แต่อาก็ยังไม่ตายนี่นา แล้วจะกลับมาทำไมกัน"
[จบบท]