บทที่ 230: บ้านใหม่ของเรา
“จ้ะ ได้อยู่แล้วสิลูกรัก ไม่ว่าลูกจะพูดอะไรแม่อยู่ข้างลูกเสมอ” จางชุ่ยเหมยยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เสียงของเธอสั่นเครือ “ลูกแม่ช่างเป็นเด็กดีและกตัญญูรู้คุณคนจริงๆ ไม่เข้าใจเลยว่าคนบ้านนั้นเขาทำใจแข็งกับลูกได้ลงคอได้ยังไงกัน...”
หลินซือซือนั่งนิ่งๆ สายตาทอดมองลงต่ำ เธอไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาอีก ปล่อยให้ความเงียบทำงานแทนความรู้สึกที่อยู่ข้างใน
***
ทางฝั่งบ้านตระกูลโจว
“ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”
ซือเนี่ยนที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของเป็นครั้งสุดท้ายถึงกับต้องหยุดมือเพื่อลูบจมูกที่รู้สึกคันยุบยิบของตัวเองเบาๆ หลังจากปิดฝากระเป๋าเดินทางใบสุดท้ายลง เธอก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเปิดมันออกจนสุดเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าด้านนอกมีเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์กำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้าๆ
นี่ก็นับว่าแปลกอยู่เหมือนกันที่หิมะเพิ่งจะมาตกเอาตอนที่ผ่านพ้นช่วงปีใหม่มาได้สักพักแล้ว
บ้านของครอบครัวโจวตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดในแถบนี้แถมยังมีขนาดใหญ่โตกว่าบ้านหลังไหนๆ ทำให้จากมุมที่เธอยืนอยู่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้านได้ทั้งหมด บ้านแต่ละหลังที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวเขาโดยมีสายน้ำไหลผ่านนั้นช่างเป็นภาพที่งดงามจับตา
เพราะอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างกะทันหัน ทำให้บรรยากาศภายนอกค่อนข้างเงียบเหงาไร้ผู้คน ถึงแม้จะยังเป็นช่วงเช้าตรู่แต่ก็เริ่มมีกลุ่มควันจางๆ จากการหุงหาอาหารลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อรวมเข้ากับภาพของเกล็ดหิมะที่กำลังร่วงหล่นก็ยิ่งขับให้ทิวทัศน์ตรงหน้าดูราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความสวยงามนั้นเอง เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงเบาๆ ที่ปลายขากางเกง
พอเธอก้มลงมองก็พบกับร่างป้อมๆ ของโจวซีเหยาที่อยู่ในชุดกันหนาวเต็มยศ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กแอบย่องลงมาจากเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้หนูน้อยกำลังแหงนหน้าแป๋วแหววพร้อมกับยื่นแขนน้อยๆ ทั้งสองข้างออกมาหาเธอ
“แม่ขา...กอดหนูหน่อย”
เจ้าก้อนน้อยของเธอดูขาวอวบน่าฟัด บนศีรษะเล็กๆ ยังมีหมวกไหมพรมน่ารักๆ สวมอยู่ด้วย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูจนหัวใจพองฟู ซือเนี่ยนจึงไม่รอช้า รีบช้อนร่างกลมๆ ของลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั่นเข้าเต็มรัก
“หิวแล้วใช่ไหมคะคนเก่ง เดี๋ยวแม่จะพาลงไปหาอะไรอร่อยๆ กินข้างล่างนะ” ซือเนี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบเสื้อขนเป็ดสีชมพูอ่อนมาสวมทับให้ลูกสาวอีกชั้น เพราะเจ้าตัวเล็กเพิ่งจะตื่นนอนร่างกายจึงยังอุ่นอยู่ ขืนปล่อยให้โดนลมเย็นๆ เข้าอาจจะไม่สบายเอาได้ง่ายๆ
เมื่อแต่งตัวเสร็จสรรพ ซือเนี่ยนก็จูงมือเล็กๆ ของลูกสาวเดินลงไปยังชั้นล่างของบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่โจวเจ๋อหานกำลังกวาดพื้นอยู่พอดี
ทันทีที่เห็นซือเนี่ยนเดินลงมา เด็กชายก็รีบโยนไม้กวาดในมือทิ้งแล้ววิ่งตึงตังเข้ามาหาทันที
“แม่ครับแม่! ของของผมเก็บเสร็จหมดแล้วนะ” เด็กชายพูดด้วยความตื่นเต้น “แล้วนี่...พ่อบอกว่าเราจะย้ายบ้านกันวันนี้เลยเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ แล้วพี่ชายเราล่ะ” ซือเนี่ยนพยักหน้าตอบ
“พี่อยู่ในครัวครับ”
ยังไม่ทันขาดคำดี ซือเนี่ยนก็เห็นโจวเจ๋อตงในชุดผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากในครัว ในมือของเขาคือถาดอาหารที่บรรจุแพนเค้กไข่หน้าตาน่าทานกับข้าวต้มร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น
เด็กชายค่อยๆ วางอาหารเช้าลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมอยู่บนหน้าผาก แล้วหันมามองซือเนี่ยนด้วยแววตาที่ส่องประกายสดใส
“แม่ครับ อาหารเช้าพร้อมแล้วครับ”
นั่นแหละ หลังจากที่เธอใช้เวลาฝึกปรือฝีมือให้กับลูกชายคนโตมาได้สักพัก ตอนนี้ทักษะการทำอาหารของเขาก็พัฒนาไปมากโขเลยทีเดียว เมนูอาหารเช้าง่ายๆ หลายอย่างตอนนี้เขาสามารถทำเองได้สบายมาก ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับที่ตอนเช้าๆ สองพี่น้องจะมีแค่เมนูมันเทศต้มหรือไม่ก็มันฝรั่งต้มน่าเบื่อๆ วนเวียนอยู่แค่นั้น ตอนนี้โจวเจ๋อตงสามารถทั้งต้มข้าวต้มและทอดแพนเค้กได้อย่างชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นแพนเค้กไข่ แพนเค้กต้นหอม หรือแม้กระทั่งแพนเค้กเนื้อสด เขาก็สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โจวเจ๋อตงแอบคิดในใจว่าถ้าเขาเรียนรู้การทำอาหารได้เก่งขึ้นอีกหน่อย ในอนาคตแม่ก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยตื่นมาทำอาหารเช้าให้พวกเขาทุกวันอีกต่อไป
“เก่งมากลูก งั้นพวกลูกทานกันก่อนเลยนะ เดี๋ยวแม่ขอไปชงนมให้เหยาเหยาก่อน”
แต่ยังไม่ทันที่ซือเนี่ยนจะได้ก้าวเท้าไปไหน โจวเจ๋อตงก็วิ่งพรวดเข้าไปในครัวแล้วกลับออกมาพร้อมกับขวดนมในมือ “แม่ครับ ผมชงแล้วปล่อยให้เย็นไว้แล้ว อุณหภูมิกำลังพอดีเลยครับ”
“พี่จ๋า...หนูจะกินนม” พอเห็นขวดนมในมือพี่ชาย เจ้าตัวเล็กก็รีบอ้าแขนไขว่คว้าทันที
ซือเนี่ยนถึงกับต้องหยุดชะงักพร้อมกับระบายยิ้มออกมาอย่างจนใจ “ลูกคนนี้นี่ จัดการทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้า แล้วแบบนี้แม่จะเหลืออะไรให้ทำบ้างล่ะ หืม”
โจวเจ๋อตงส่งขวดนมให้น้องสาว พอได้ยินที่แม่พูดเขาก็มีท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“แม่ครับ คือ...ผมแค่คิดว่าช่วงปิดเทอมผมไม่ค่อยมีอะไรทำ เลยอยากจะช่วยแบ่งเบาแม่บ้างน่ะครับ”
เขาไม่ได้ต้องการจะเอาหน้าหรือประจบประแจงอะไรทั้งนั้น เขาแค่หวังว่าถ้าตัวเองช่วยทำงานบ้านได้มากขึ้นอีกหน่อย แม่ก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป ถึงแม้ว่าฝีมือของเขาจะยังไม่เข้าขั้นก็ตาม
ยิ่งพอได้ยินเรื่องที่แม่ต้องพักการเรียนจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาดูแลครอบครัวตอนที่อยู่ที่บ้านตระกูลหลิน เขาก็ยิ่งตระหนักได้ว่าการเรียนหนังสือนั้นสำคัญแค่ไหนในยุคนี้ มันคือหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เลยทีเดียว แต่แม่กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลพวกเขาก่อนสิ่งอื่นใด และตอนนี้แม่ก็กำลังจะกลับไปทำหน้าที่ครูในเมืองแล้ว เขาจึงอยากจะทำอะไรเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เด็กอย่างเขาจะทำได้
“ดีจริงๆ เลยนะเนี่ย ลูกชายแม่ขยันขันแข็งแถมยังทำอาหารเก่งอีกต่างหาก โตขึ้นใครได้มาเป็นเมียลูกนะ คงมีความสุขน่าดูเลย” ซือเนี่ยนเอ่ยชมจากใจจริง
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของโจวเจ๋อตงแดงซ่านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เมียงั้นเหรอ แม่พูดเรื่องนี้กับเขาตอนนี้มันไม่เร็วไปหน่อยหรือไงกันนะ เขาเองยังไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยชอบเด็กผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ถ้าเด็กผู้หญิงบนโลกใบนี้จะน่ารักเหมือนแม่กับน้องสาวของเขาล่ะก็...เขาก็อาจจะลองคิดดูก็ได้
“แม่ครับ! ถ้าใครได้มาเป็นเมียผมก็ต้องมีความสุขเหมือนกันสิ ดูนะ ผมวิ่งเร็วจะตายไป ผมแบกเมียวิ่งสิบรอบยังไหวเลย!” แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่โจวเจ๋อหานก็ไม่ยอมน้อยหน้ารีบพูดแทรกขึ้นมาทันที พูดจบเจ้าตัวแสบก็ออกวิ่งไปรอบๆ บ้านเพื่อโชว์ความฟิตให้ทุกคนได้เห็น
ซือเนี่ยนถึงกับหัวเราะออกมากับความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกชาย “เอาล่ะๆ มากินข้าวกันก่อนดีกว่า กินเสร็จแล้วเราจะได้ย้ายบ้านกันนะ”
ทั้งครอบครัวจึงพากันมานั่งล้อมวงที่โต๊ะอาหาร และเป็นโจวเจ๋อหานที่อดใจไม่ไหวต้องเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน “แม่ครับ แล้วพอเราย้ายเข้าไปในเมือง เราจะไปอยู่ที่ไหนกันเหรอครับ”
“พ่อของลูกเขาไปหาบ้านไว้ให้หลังหนึ่งแล้วล่ะ ย้ายเข้าไปอยู่ได้เลย ไม่ต้องห่วงนะ บ้านหลังใหญ่ห้องนอนเยอะแยะ พอให้พวกเราทุกคนนอนสบายๆ แน่นอน”
ดวงตาของโจวเจ๋อหานเบิกกว้างเป็นประกาย “จริงเหรอครับ! แสดงว่าตอนนี้เรามีบ้านในเมืองแล้วใช่ไหมครับ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ใช่จ้ะ พ่อของลูกจัดการซื้อไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราก็จะอยู่ที่นั่นกันยาวๆ เลย แต่ถ้าวันไหนคิดถึงบ้านที่นี่ก็กลับมาเยี่ยมได้เสมอนะ”
พอได้ยินแบบนั้น โจวเจ๋อหานก็รีบหุบปากฉับ กลัวว่าถ้าพูดอะไรมากไปกว่านี้แม่จะคิดว่าเขาไม่อยากไปแล้วทิ้งให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเหมือนที่พี่ชายชอบขู่ไว้ แค่คิดว่าต้องอยู่คนเดียวเฝ้าบ้านแล้วทำกับข้าวเอง เขาก็หนาวสะท้านไปทั้งตัวแล้ว
โจวเจ๋อตงเหลือบมองน้องชายอย่างรู้ทันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาตั้งหน้าตั้งตาป้อนข้าวน้องสาวต่อไปอย่างเงียบๆ
หลังจากจัดการกับมื้อเช้าจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ซือเนี่ยนก็เริ่มทยอยขนของที่จัดเตรียมไว้ลงมาจากชั้นบน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่หิมะข้างนอกเริ่มตกหนักขึ้น
และในเวลาไม่นานนัก ก็มีเสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยขับเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบ้าน
ทุกคนในบ้านพากันออกไปยืนรอที่หน้าประตู โจวเยว่เซินก้าวลงมาจากรถในชุดเสื้อแจ็กเกตสีดำทะมัดทะแมง ร่างกายของเขาแผ่ไอเย็นออกมาจางๆ เขากวาดตามองกองสัมภาระที่วางอยู่หน้าประตูก่อนจะหันมาสบตากับซือเนี่ยนแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เก็บของเสร็จหมดแล้วใช่ไหมครับ”
“ค่ะ อยู่ตรงนี้ทั้งหมดแล้วล่ะ” ซือเนี่ยนพยักหน้า
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับรู้ “งั้นก็รีบขึ้นรถกันก่อนเถอะ ข้างนอกมันหนาว”
โจวเจ๋อหานรีบจูงเจ้าต้าหวงเดินเข้ามาใกล้ๆ บนหลังของเขายังมีตะกร้าสานที่บรรจุกระต่ายสีขาวอ้วนพีอยู่หลายตัว ใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงก่ำด้วยความรีบร้อน
“พ่อครับพ่อ! แล้วต้าหวงกับพวกเสี่ยวไป๋จะทำยังไงล่ะครับ”
โจวเยว่เซินหันมามองลูกชายคนรอง ก่อนจะหยุดมือที่กำลังจะยกของขึ้นรถแล้วเปลี่ยนมาลูบศีรษะของเด็กชายเบาๆ แทน “ไม่ต้องห่วงนะต้าหวงกับเสี่ยวไป๋ เดี๋ยวพ่อจะให้ลุงใหญ่ของลูกจัดการย้ายตามไปให้ทีหลัง”
“แล้วที่บ้านใหม่จะเลี้ยงพวกมันได้เหรอครับ”
“ได้สิ บ้านใหม่ของเราก็มีสวนเหมือนกัน เลี้ยงได้แน่นอน” โจวเยว่เซินยืนยัน
“เย้! ดีใจจังเลย!” เด็กชายกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “งั้นต้าหวง เสี่ยวไป๋ ฉันไปก่อนนะ แล้วพวกแกค่อยตามไปทีหลังล่ะ”
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าโจวเจ๋อหานจะดูเป็นเด็กซนๆ แต่เขาก็เป็นเด็กที่จิตใจดีและรักสัตว์มาก กระต่ายน้อยทุกตัวที่เขาเลี้ยงดูล้วนอ้วนท้วนสมบูรณ์และขาวสะอาดสะอ้าน เขาดูแลเอาใจใส่พวกมันอย่างดีในทุกๆ วัน ยิ่งกว่าดูแลตัวเองเสียอีก เด็กที่อ่อนโยนกับสัตว์ได้ขนาดนี้ ต่อให้ในอนาคตเขาจะกลายเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียจริงๆ เขาจะกลายเป็นคนเลวร้ายไปได้อย่างไรกัน
“เอาล่ะเจ๋อหาน รีบขึ้นรถได้แล้วลูก” ซือเนี่ยนตบที่ศีรษะของเขาเบาๆ เป็นการเตือน
เจ้าต้าหวงส่งเสียงเห่าออกมาอย่างร้อนรน ราวกับจะรับรู้ได้ว่าทุกคนกำลังจะจากไป
ซือเนี่ยนจึงย่อตัวลงไปลูบขนของมันเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ต้าหวงเด็กดี ไม่ต้องห่วงนะ พวกเรารอแกอยู่ที่บ้านใหม่นะ”
พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้นไปสบตากับโจวเยว่เซิน “แล้วเรื่องที่โรงงานเป็นยังไงบ้างคะ จัดการเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ “ครับ เรียบร้อยดีหมดแล้ว ถึงแม้จะยังมีบางเรื่องที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางดี แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรแล้วล่ะ”
พูดจบเขาก็เปิดท้ายรถแล้วเริ่มทยอยยกกระเป๋าสัมภาระของทุกคนเข้าไปจัดเรียงจนเรียบร้อย
ขณะที่โจวเยว่เซินกำลังสาละวนอยู่กับการจัดเรียงสัมภาระเข้าที่ท้ายรถ มือของเขาก็พลันชะงักค้างกลางอากาศ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งวางปะปนอยู่กับกองกระเป๋าเดินทางขนาดมหึมาของซือเนี่ยน
“นี่มันอะไร”
ซือเนี่ยนชำเลืองมองห่อผ้าเล็กกระจ้อยร่อยที่ถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาสัมภาระของตัวเองแล้วก็เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“เอ่อ...อันนี้ของคุณค่ะ”
โจวเยว่เซินถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขากระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน ก่อนจะหยิบห่อผ้าที่ดูน่าสงสารของตัวเองโยนเข้าไปในรถแบบไม่ใส่ใจนัก
“ขึ้นรถกันได้แล้ว”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำเบาๆ เธอรู้ดีว่าสามีของเธอเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการจับจ่ายซื้อของให้ตัวเองเท่าไหร่นัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีเพียงเธอเท่านั้นที่คอยซื้อเสื้อผ้าหนาๆ ให้เขาบ้างตามโอกาส ของใช้ส่วนตัวของเขาก็มีเพียงเสื้อกล้ามเก่าๆ สองสามตัวกับชุดทหารอีกหนึ่งชุด นอกเหนือจากนั้นก็แทบจะไม่มีอะไรเลย
ตอนที่ช่วยเขาเก็บของเธอยังนึกแปลกใจอยู่ไม่หายว่าทำไมข้าวของของเขาถึงได้น้อยนิดจนน่าใจหายขนาดนี้ เงินทองที่หามาได้มากมายหายไปไหนหมดกันนะ แล้วพอหันกลับไปเห็นชุดนอนดีไซน์สวยที่พับซ้อนกันอยู่บนเตียงของตัวเองถึงห้าชุด ซือเนี่ยนก็เหมือนจะค้นพบคำตอบได้ในทันที
“อ้าวเนี่ยนเนี่ยน นี่จะรีบไปกันแล้วเหรอจ๊ะ” เสียงทักทายที่คุ้นเคยดังขึ้น ป้าจางเพื่อนบ้านคนสนิทจูงมือเจ้าหนูสือโถวเดินเข้ามาหาด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นโจวเยว่เซินกำลังขนของขึ้นรถ “ทำไมถึงได้รีบร้อนกันขนาดนี้ล่ะ อยู่ต่ออีกสักสองสามวันไม่ได้หรือไง”
“น้าครับ! พวกน้าจะไปไหนกันเหรอครับ” สือโถวรีบสะบัดมือออกจากย่าของเขาทันทีแล้ววิ่งตึงตังเข้ามาเกาะที่ประตูรถ เจ้าตัวเล็กยังคงอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีแดงสดใสสำหรับเทศกาลตรุษจีน บนศีรษะมีหมวกถักใบน้อยช่วยเพิ่มความน่ารักให้กับใบหน้าที่กลมป้อมเหมือนซาลาเปาของเขาเป็นเท่าทวีคูณ
เด็กชายชะโงกหน้าเข้าไปมองในรถสลับกับมองหน้าซือเนี่ยน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกคล้ายกับกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป
พอเห็นว่าซือเนี่ยนกำลังมองมาที่ตน น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมาจากดวงตากลมๆ ของเจ้าตัวเล็ก “น้าครับ พวกน้ากำลังจะย้ายบ้านใช่ไหมครับ ผมได้ยินคนอื่นเขาพูดกันว่าพวกน้าจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองแล้วจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว...ฮือๆๆ”
“ใครบอกอย่างนั้นกัน พูดจาเหลวไหลน่า” ซือเนี่ยนรีบปฏิเสธทันควัน “ถึงน้าจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง แต่เราก็ยังกลับมาเยี่ยมที่นี่ได้เสมอแหละจ้ะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ น้าจะกลับมาแจกอั่งเปาซองโตๆ ให้สือโถวเลยดีไหม”
ป้าจางที่เดินตามมาสมทบพอดี เมื่อได้ยินบทสนทนานั้นก็อดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้ เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันจะสั้นเพียงนี้ เธอยังจำความรู้สึกในตอนแรกที่ซือเนี่ยนย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้ดี ตอนนั้นเธอรู้สึกว่ามันเหมือนกับความฝัน ผู้หญิงที่ดูสูงศักดิ์และสง่างามราวกับคุณหนูในตระกูลใหญ่จะมาใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนทุรกันดารเช่นนี้ได้อย่างไร
จนกระทั่งเธอแต่งงานกับโจวเยว่เซินนั่นแหละ ความรู้สึกเหล่านั้นถึงได้ค่อยๆ จางหายไป แต่ใครจะไปคิดว่าเพียงไม่นานเธอก็จะต้องกลับเข้าไปอยู่ในเมืองอีกครั้ง แถมยังได้ข่าวมาว่าจะไปเป็นครูอีกด้วย ช่างเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนที่ว่าทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ อยู่ที่ไหนก็ยังคงส่องประกายเจิดจ้าได้เสมอ
“ไปกันเร็วจริงๆ นะ ป้ายังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย”
“คือฉันเห็นว่าช่วงนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แถมหิมะยังเริ่มตกแล้วด้วย เลยคิดว่ารีบย้ายให้เสร็จๆ ไปเลยจะดีกว่าค่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดหิมะตกหนักจนปิดเส้นทางขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกนานแค่ไหน”
พอได้ฟังเหตุผลของซือเนี่ยน ป้าจางก็พยักหน้าเห็นด้วย “เอางั้นก็ได้ งั้นป้าก็ไม่รบกวนแล้วล่ะ ขับรถกันดีๆ นะ ระมัดระวังด้วยล่ะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำ แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวขึ้นรถ ป้าจางก็ร้องเรียกเธอไว้อีกครั้ง “เดี๋ยวก่อนสิเนี่ยนเนี่ยน”
“มีอะไรเหรอคะป้า”
ป้าจางเหลือบมองโจวเยว่เซินที่ยืนตัวสูงใหญ่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะดึงซือเนี่ยนให้ขยับออกมาคุยกันตามลำพัง
“ป้าได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้การแพทย์ในเมืองเขาพัฒนาไปไกลแล้ว บ้านหนูก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ถ้า...เอ่อ...เรื่องอย่างว่าของเสี่ยวโจวเขามีปัญหาจริงๆ ก็รีบพาไปหาหมอหาหยารักษาแต่เนิ่นๆ นะ อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ไม่อย่างนั้นป้ากลัวว่า...หนูเข้าใจที่ป้าพูดใช่ไหม”
ซือเนี่ยนถึงกับไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว
***
ป้าจางจูงมือสือโถวที่ยังคงมีน้ำมูกน้ำตาไหลปนเปกันไปหมด มายืนส่งครอบครัวของซือเนี่ยนอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นรถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็ถาโถมเข้ามาในหัวใจ “เนี่ยนเนี่ยน เสี่ยวโจว ถ้ามีเวลาก็กลับมาเยี่ยมกันบ้างนะ”
“ป้าไม่ต้องห่วงนะคะ กลับมาแน่นอนค่ะ ยังไงก็ต้องรบกวนป้าช่วยดูแลบ้านให้ด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกน่า สือโถว รีบบอกลาน้ากับน้องเหยาเหยาสิลูก” ป้าจางหันไปเร่งหลานชาย
สือโถวร้องไห้จนตัวโยน “ฮึก...ฮือๆๆ...น้าครับ เหยาเหยา พี่ใหญ่พี่รองลาก่อนนะครับ ผมจะตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วผมจะเข้าไปหาพวกน้าในเมืองให้ได้เลย”
“แม่ขา...พี่สือโถวร้องไห้” เจ้าตัวเล็กที่ยืนเกาะขอบหน้าต่างรถอยู่ หันกลับมามองภาพด้านหลังด้วยความเป็นห่วง ริมฝีปากเล็กๆ เบะออกคล้ายจะร้องไห้ตามไปด้วย แม้จะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เมื่อเห็นพี่ชายร้องไห้เสียใจขนาดนั้น เธอก็รับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ซือเนี่ยนลูบศีรษะของลูกสาวเบาๆ “พี่สือโถวเขาแค่เสียใจที่จะต้องจากเราไปน่ะลูก”
โจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหานที่นั่งอยู่เบาะหลังเองก็มีดวงตาแดงก่ำไม่แพ้กัน ทั้งคู่เกาะขอบหน้าต่างรถชะเง้อมองกลับไปยังหมู่บ้านที่คุ้นเคยจนสุดสายตา จนกระทั่งรถเลี้ยวลับโค้งสุดท้าย โจวเจ๋อหานก็ยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับโบกมือลา หยาดน้ำตาแห่งความอาลัยไหลรินลงมาอาบแก้ม
ที่หมู่บ้านซิ่งฝูแห่งนี้ สือโถวคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่สือโถวก็เป็นเด็กดีที่เชื่อฟังและใจดีกับน้องสาวของเขาเสมอ ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจที่พวกเขาสองคนพี่น้องไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อ และไม่เคยดุด่าว่าร้ายพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว สือโถวคือเพื่อนแท้ของเขาจริงๆ และการจากลาครั้งนี้ก็ทำให้หัวใจของโจวเจ๋อหานปวดร้าวเหลือเกิน
แต่ความเศร้าก็อยู่กับเด็กชายได้ไม่นานนัก เพียงครู่เดียวเขาก็หันกลับมามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง! บรรยากาศสองข้างทางช่างแตกต่างจากที่หมู่บ้านโดยสิ้นเชิง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ และทุกคนต่างก็หันมามองรถของพวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา โจวเจ๋อหานรู้สึกภาคภูมิใจจนเผลอเชิดจมูกขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว
ส่วนโจวซีเหยาหลังจากร้องไห้ไปได้สักพักก็ผล็อยหลับไปในที่สุด มีเพียงโจวเจ๋อตงที่ยังคงนั่งนิ่งๆ มองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา เสียงเจื้อยแจ้วของลูกชายคนรองช่วยบรรเทาบรรยากาศที่ดูจะอึมครึมลงไปได้บ้าง
การเดินทางที่ยาวนานเกือบสองชั่วโมงทำให้แม้แต่ซือเนี่ยนเองก็เผลอหลับไป และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ารถได้มาถึงจุดหมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอลองหันกลับไปมองด้านหลังก็พบว่าโจวเจ๋อหานนอนเหยียดยาวอยู่บนตักของพี่ชายพร้อมกับส่งเสียงกรนดังสนั่น ส่วนโจวเจ๋อตงเองก็ก้มหน้าหลับอยู่เช่นกัน โจวเยว่เซินคงจะขับรถมาอย่างเงียบๆ โดยไม่รบกวนการพักผ่อนของใครเลย
ซือเนี่ยนเอียงศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอถึงกับต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะหันขวับกลับมามองหน้าโจวเยว่เซินด้วยความตกตะลึง
“นี่...นี่คือบ้านที่คุณซื้อเหรอคะ?!”
เสียงของเธอปลุกให้เด็กๆ ทั้งสองคนที่อยู่เบาะหลังตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อได้ยินคำถามนั้น พวกเขาก็พากันเอียงคอมองตามออกไปนอกหน้าต่าง และในวินาทีต่อมา ทั้งสองก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
บ้าน...บ้านหลังนี้ใหญ่โตมโหฬารมาก!
พวกเขาเคยคิดว่าบ้านที่หมู่บ้านของตัวเองนั้นใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ที่นี่กลับใหญ่กว่าเป็นเท่าตัว แถมภายนอกยังดูสวยงามและทันสมัยกว่ามาก มีแม้กระทั่งประตูเหล็กดัดลวดลายวิจิตรบรรจงอีกด้วย
ความสุขเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กทั้งสองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานที่ตอนนี้ราวกับนกน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง เขาพรวดพราดลงจากรถแล้ววิ่งไปหาพ่อกับแม่ทันที “พ่อครับแม่ครับ! ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของเราแล้วเหรอครับ”
เมื่อเห็นโจวเยว่เซินพยักหน้า เด็กชายก็ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจก้องไปทั่วบริเวณ
“โอ้โห! บ้านใหญ่สุดๆ ไปเลย!”
“จะได้อยู่บ้านหลังใหญ่แล้ว! พ่อครับ! ผมขออยู่ชั้นสามนะ!”
โจวซีเหยาเห็นพี่ชายวิ่งวนไปรอบๆ สวนด้วยความดีใจก็ขยี้ตางัวเงีย ก่อนจะค่อยๆ ย่ำเท้าสั้นๆ ของตัวเองตามเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ถึงแม้ว่าโจวเจ๋อตงจะรู้สึกตกใจไม่แพ้กัน แต่เขาก็ยังคงรักษามาดนิ่งไว้ได้ดีกว่าน้องชาย เขามองดูโจวเจ๋อหานที่กระโดดโลดเต้นไปมาราวกับกบน้อยแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงจากรถตามไป
สวนที่เคยเงียบสงบกลับพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันทีด้วยเสียงหัวเราะและเสียงวิ่งเล่นของเด็กๆ
ซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินสบตากันอย่างมีความสุข และในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในสวนนั่นเอง ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาจากทางด้านหลัง
[จบบท]