บทที่ 237: แสงดาวบนดิน
เอาเข้าจริง ฟู่หยางเป็นคนที่ไม่แตะของหวานเลยสักนิดเดียว สมัยยังเด็กที่ซือเนี่ยนคอยทำขนมมาให้ เขาออกจะรำคาญด้วยซ้ำไป ขนมพวกนั้นเลยตกไปอยู่ในท้องของฟู่เชียนเชียน น้องสาวสุดที่รักของเขาจนหมดเกลี้ยง ที่เขาไม่เคยปริปากบอกความจริงออกไปก็เพราะเห็นแก่น้องสาวที่ชอบกินขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือซือเนี่ยนปักใจเชื่อว่าเขาโปรดปรานขนมของเธอมาก เธอจึงพยายามสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ประณีตงดงามมาให้เขาไม่เคยขาด โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะชายตามองขนมเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ
ฟู่หยางไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดต่อซือเนี่ยน เพราะการกระทำทั้งหมดของเธอล้วนมาจากความเต็มใจของเธอเองทั้งสิ้น เขาไม่เคยร้องขอให้เธอทำอะไรให้ แต่มาวันนี้เขากลับรู้สึกแปลกๆ ในใจ อยู่ดีๆ ก็นึกอยากจะลองลิ้มรสขนมที่เคยปฏิเสธมาตลอดชีวิตดูสักครั้ง
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือรสชาติมันต้องหวานเลี่ยนจนแสบคอแน่ๆ แต่ทันทีที่ขนมสัมผัสลิ้น ความคิดนั้นก็มลายหายไป เนื้อขนมนุ่มละมุนลิ้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่น มันละลายหายไปในปากแทบจะทันที ทิ้งไว้เพียงรสชาติหอมหวานที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ทำให้ใจโหยหาอยากจะลิ้มลองอีกสักคำ เขายืนนิ่งไปกับรสสัมผัสที่ไม่คาดคิด
แม่เฒ่าเจี่ยงสังเกตเห็นอาการของเขาจึงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เป็นไงล่ะ อร่อยใช่ไหมล่ะ บอกเลยนะว่าฝีมือของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”
ฟู่หยางยังคงอยู่ในภวังค์ของตัวเอง เขามองว่าของหวานก็ไม่ต่างอะไรจากซือเนี่ยนในอดีต หวานเลี่ยน น่ารำคาญ และชอบตอแยไม่เลิกรา แต่ดูเหมือนว่าความคิดของเขาจะผิดไปถนัด เขาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองแม่เฒ่าเจี่ยงที่ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“คุณป้าเจี่ยงครับ คุณป้ารู้จักเธอด้วยเหรอครับ”
แม่เฒ่าเจี่ยงมีสีหน้างุนงงกับคำถามที่ไม่หัวไม่มีท้าย “หมายถึงเนี่ยนเนี่ยนน่ะเหรอ คนที่เอาขนมมาให้ป้าน่ะ”
ฟู่หยางพยักหน้ารับ “ใช่ครับ”
“ก็ต้องรู้จักอยู่แล้วสิ ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาของมาให้ป้าทำไมกัน ว่าแต่เธอถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ”
ฟู่หยางนิ่งเงียบไป เขาเดาว่าแม่เฒ่าเจี่ยงคงไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับซือเนี่ยน เพราะตอนนี้เขาเองก็แต่งงานกับหลินซือซือไปแล้ว การพูดถึงเรื่องเก่าๆ คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ พอความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ ตัดสินใจไม่ซักไซ้ต่อ แล้วเอ่ยปากขอตัวกลับ
แม่เฒ่าเจี่ยงยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เด็กหนุ่มคนนี้ถึงได้มาถามไถ่เรื่องซือเนี่ยน หรือว่าตอนที่เห็นแม่สาวคนสวยมาส่งของให้ จะโดนความงามระดับล่มบ้านล่มเมืองของเธอสะกดใจเข้าให้แล้ว พอลองคิดดูดีๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ก็เด็กคนนั้นสวยซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย หญิงแก่อย่างเธอยังอดชื่นชมไม่ได้
แต่ก็น่าเสียดาย ที่อีกฝ่ายแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว คงไม่มีโอกาสสำหรับเขาอีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น แม่เฒ่าเจี่ยงจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปอีก
ฟู่หยางเดินออกจากบ้านของแม่เฒ่าเจี่ยงแล้วกลับมานั่งนิ่งๆ ในรถ เขาครุ่นคิดถึงบทสนทนาเมื่อสักครู่ มันชัดเจนว่าแม่เฒ่าเจี่ยงรู้จักซือเนี่ยนเป็นอย่างดี การที่ซือเนี่ยนเอาขนมไปให้ คงเป็นแผนการที่จะสร้างความสนิทสนมเพื่อหาทางเข้าใกล้เขาอีกครั้ง
บางทีบ้านหลังที่เธออยู่ตอนนี้ แม่เฒ่าเจี่ยงอาจจะเป็นคนช่วยหาให้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นลำพังสถานะของเธอในปัจจุบัน จะไปมีเงินมีทองมาจากไหนเช่าบ้านดีๆ แบบนี้ได้
ก่อนหน้านี้เขาเคยให้คนไปสืบประวัติของโจวเยว่เซินมาแล้ว ผู้ชายอายุ 30 ปี ที่มีลูกติดเป็นเด็กกำพร้าถึง 3 คน คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างซือเนี่ยน ต่อให้ปากไม่พูดอะไร แต่ไม่มีทางยอมใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนั้นไปตลอดชีวิตแน่ การที่เธอกลับมาที่นี่ แล้วพุ่งเป้าไปที่คนรู้จักของเขาทันที มันชัดเจนว่าเธอมีเป้าหมายคือตัวเขา เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ เขาอีกครั้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ฟู่หยางก็ส่ายหน้าช้าๆ แต่ในใจกลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เอาเถอะ เรื่องที่เคยเกิดขึ้นก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไป ถ้าเธอทุ่มเทเพื่อเขาได้มากถึงขนาดนี้จริงๆ หากวันใดวันหนึ่งเธอไปกับผู้ชายคนนั้นไม่รอด เขาก็อาจจะยอมให้โอกาสเธอก็ได้ อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงอย่างหลินซือซือไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว
หลังจากที่ซือเนี่ยนจากเขาไป มีผู้หญิงมากมายพยายามเข้ามาในชีวิตเขา แต่หลังจากที่ได้ลองคบหาดูแล้ว เขาก็พบว่าไม่มีใครเลยสักคนที่จะทุ่มเทและยอมทำเพื่อเขาได้เท่ากับเธอ หากวันนั้นไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น หากเธอไม่ใช่ลูกบุญธรรมของตระกูลซือ ป่านนี้เธออาจจะได้เป็นภรรยาของเขาไปแล้ว
ฟู่หยางหันไปมองบ้านหลังข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน จนกระทั่งพลขับเอ่ยเตือน เขาจึงให้สัญญาณเคลื่อนรถออกไป
ทันทีที่รถจี๊ปสีเขียวทหารเคลื่อนตัวออกไป ประตูบ้านหลังนั้นก็เปิดออก โจวเยว่เซินในมือถือไม้กวาดเดินตรงไปยังสระน้ำเล็กๆ ในสวน เขาเหลือบไปเห็นรถที่ขับผ่านหน้าประตูไปแวบหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้พิจารณาให้ชัดเจน ซือเนี่ยนก็เดินตามออกมาเสียก่อน
“โจวเยว่เซิน คุณยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
โจวเยว่เซินละความสนใจจากรถคันนั้นแล้วหันมามองเธอ “ยังไม่ดึกเท่าไหร่ ผมว่าจะล้างสระแล้วเติมน้ำสักหน่อย”
สระน้ำในสวนไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก มีภูเขาจำลองเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงกลาง แต่มันถูกปล่อยทิ้งร้างมานานจนฝุ่นจับหนาเตอะ ก้นสระก็มีวัชพืชขึ้นรกเรื้อ จำเป็นต้องจัดการให้เรียบร้อย
ซือเนี่ยนได้ยินก็เผยรอยยิ้มออกมา ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นพวกอยู่นิ่งๆ ไม่เป็นจริงๆ ทั้งวันก็วุ่นวายอยู่กับสารพัดเรื่อง ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา เธอเดินเข้าไปหาเขา “เดี๋ยวฉันช่วยนะคะ”
“คุณช่วยพยุงฉันลงไปหน่อยสิคะ” เธอก้มหน้ามองขอบสระอย่างระมัดระวัง
โจวเยว่เซินไม่รอช้า เขาก้าวสามขุมเข้ามา วงแขนแข็งแรงช้อนใต้รักแร้ของเธอแล้วอุ้มเธอลงไปในสระอย่างง่ายดายราวกับเธอนั้นเบาเหมือนปุยนุ่น
ซือเนี่ยนที่ยังใส่รองเท้าแตะอยู่ถึงกับตั้งตัวไม่ทัน เธอแค่จะมาตามเขาไปนอน ไม่คิดว่าพ่อคนขยันจะหาเรื่องทำไม่หยุดไม่หย่อน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะยืนได้มั่นคงดี เสียงดังสนั่น “ปัง! ปัง!” ก็ดังขึ้นบนท้องฟ้า ทำเอาเธอสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะเสียหลักล้มลง โชคดีที่โจวเยว่เซินคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ดอกไม้ไฟดวงใหญ่เบ่งบานสว่างไสวอยู่กลางอากาศ ประกายไฟเล็กๆ แตกกระจายออกไปทั่วทุกทิศ สาดแสงอาบไล้ร่างของคนทั้งสองให้สว่างวาบ
ซือเนี่ยนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง “ไม่น่าเชื่อเลยว่ายุคนี้จะมีดอกไม้ไฟสวยขนาดนี้ด้วย”
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงมองเธอ พลางทวนคำพูดของเธอเบาๆ
“ยุคนี้?”
ซือเนี่ยนรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดอะไรแปลกๆ ออกไป เธอรีบหันกลับมาสบตาเขาแล้วแก้ต่างด้วยรอยยิ้ม “ฉันหมายถึง ไม่ได้เห็นดอกไม้ไฟสวยๆ แบบนี้มาตั้งนานแล้วน่ะค่ะ”
สมัยก่อนที่บ้านเคยซื้อมาเล่นบ้าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความอลังการตรงหน้านี้ ดอกไม้ไฟแบบนี้ต้องรอจนเธออายุยี่สิบกว่าแล้วถึงจะมีเงินซื้อมาจุดเล่น ตอนเด็กๆ ก็มีแค่ไฟเย็นอันเล็กๆ ที่ต้องจุดแล้วถือไว้ในมือ ปล่อยให้มันพ่นประกายไฟออกมาเอง แบบเดียวกับที่เธอเคยซื้อให้ลูกๆ เล่นนั่นแหละ เด็กๆ แค่นั้นก็ดีใจกันใหญ่แล้ว
ถึงแม้จะเลยช่วงปีใหม่มาแล้ว แต่บรรยากาศในเมืองยังคงมีชีวิตชีวา ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนจุดดอกไม้ไฟฉลองกันอยู่
โจวเยว่เซินจับจ้องใบหน้าของเธอ สังเกตเห็นอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปในแววตาของเธอ แม้ว่าตัวเธอจะยืนอยู่ตรงหน้าเขา แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอช่างห่างไกลเหลือเกิน ราวกับว่าเธอไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับเขา และพร้อมที่จะอันตรธานหายไปได้ทุกเมื่อ ความคิดนั้นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ
ซือเนี่ยนหันมาสบตาเขาพอดี เมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นและใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาก็อดถามไม่ได้ “เป็นอะไรไปเหรอคะ”
วินาทีถัดมา โดยไม่ให้เธอได้ตั้งตัว เขาก็ยกมือขึ้นประคองท้ายทอยของเธอไว้ แล้วก้มหน้าลงมามอบจุมพิตที่ลึกซึ้งและหนักหน่วงให้แก่เธอท่ามกลางความประหลาดใจ
ฟู่หยางเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมาติดๆ เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นฟู่เชียนเชียนที่หอบของพะรุงพะรังเดินเข้ามา ใบหน้าของเธอดูมีความสุขยิ่งกว่าเขาเสียอีก
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมกลับมาซะดึกป่านนี้”
ถึงแม้น้องสาวของเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่กฎระเบียบของบ้านตระกูลฟู่นั้นเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ลูกสาวออกไปเถลไถลนอกบ้านตอนกลางคืนหรือไปค้างอ้างแรมที่ไหน แต่วันนี้เธอกลับทำผิดกฎ
ฟู่เชียนเชียนพอเห็นหน้าพี่ชาย รอยยิ้มกว้างของเธอก็หุบฉับลงทันที “ก็ไปซื้อของมาน่ะสิ”
สายตาของฟู่หยางกวาดมองถุงชอปปิงมากมายในมือเธอ คิ้วของเขายิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น “ไปติดนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนี้มาจากไหน”
ฟู่เชียนเชียนเบ้ปากทำท่าจะเถียงกลับ แต่พอนึกถึงเรื่องที่อวี๋ตงเล่าให้ฟังเกี่ยวกับซือเนี่ยนในวันนี้ ดวงตาของเธอก็พลันฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที
[จบบท]