บทที่ 238: รักเก่าที่ต้องปล่อยไป
"ฉันฟุ่มเฟือยตรงไหนกันคะ นี่เป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ที่ฉันตั้งใจเตรียมไปให้ซือเนี่ยนเลยนะ" ฟู่เชียนเชียนสวนกลับ ก่อนจะบิดตัวไปมาอย่างอารมณ์ดี "พี่ไม่รู้ล่ะสิว่าตอนนี้ซือเนี่ยนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วนะ"
ฟู่หยางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เขาย้ายมาก็เรื่องของเขา ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพี่ตรงไหน ไม่ต้องเอามาเล่าให้ฟังหรอก"
คำตอบของพี่ชายทำให้ฟู่เชียนเชียนต้องประหลาดใจ เพราะเธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะแสดงอาการตกใจออกมาบ้าง เมื่อได้รู้ข่าวคราวของซือเนี่ยน แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับเรียบเฉยเสียจนน่าผิดหวัง หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน
"ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่ามันเกี่ยวกับพี่"
ฟู่หยางนิ่งเงียบไป เขาคิดว่าน้องสาวผู้ใสซื่อของตนคงจะยังหลงเชื่อภาพลักษณ์ภายนอกที่ซือเนี่ยนสร้างขึ้น เขาในฐานะพี่ชายจึงรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ต้องเตือนน้องสาว เพื่อไม่ให้เธอต้องตกเป็นเครื่องมือของใครโดยไม่รู้ตัว
"ไม่ต้องให้เธอบอกพี่ก็รู้เรื่องนี้แล้ว เขาพักอยู่ที่ถนนสายเก่าตะวันออก"
คราวนี้เป็นฟู่เชียนเชียนที่ต้องตกใจอย่างสุดขีด "พี่รู้ได้ยังไงคะ"
เรื่องนี้เธอเองก็เพิ่งจะได้ยินมาจากอวี๋ตงเมื่อตอนกลางวันว่าซือเนี่ยนเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่แท้ๆ แต่ทำไมพี่ชายของเธอถึงได้รู้เรื่องเร็วนัก หรือว่าเขาจะแอบติดตามความเคลื่อนไหวของซือเนี่ยนอยู่เงียบๆ
ฟู่หยางเหลือบมองน้องสาวด้วยหางตา "เธอรู้ไหมว่าที่ถนนสายเก่าตะวันออกมีอะไร"
"มีอะไรเหรอคะ"
"บ้านของอดีตผู้การเจี่ยงอยู่ที่นั่น"
"อ้อ ใช่ค่ะ แล้วมันทำไมเหรอคะ"
"เธอคิดว่าทำไมเขาถึงต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วยล่ะ" ฟู่หยางถามกลับด้วยคำถามชี้นำ
ฟู่เชียนเชียนขมวดคิ้วมุ่น "ทำไมล่ะคะ"
"ก็เพราะผู้การเจี่ยงเป็นทั้งผู้อาวุโสและอดีตผู้บังคับบัญชาที่พี่เคารพนับถือ การที่เขาไปปรากฏตัวแถวนั้น ก็เพื่อที่จะหาทางตีสนิทกับครอบครัวของผู้การเจี่ยงยังไงล่ะ"
ฟู่เชียนเชียนถึงกับงุนงงไปหมดกับตรรกะของพี่ชาย เธอดูเหมือนจะตามความคิดของเขาไม่ทันเสียแล้ว หญิงสาวส่ายหน้าไปมา "เดี๋ยวก่อนนะคะพี่ชาย พี่อาจจะกำลังเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ซือเนี่ยนจะไปประจบเอาใจครอบครัวของผู้การเจี่ยงด้วยเหตุผลอะไรกันคะ"
ฟู่หยางมองเธอกลับด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเธอนั้นช่างโง่เขลาเสียจริง "เธอลองคิดดูสิ"
ความคิดบางอย่างที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ผุดขึ้นมาในหัวของฟู่เชียนเชียน หรือว่าพี่ชายผู้หลงตัวเองของเธอกำลังคิดว่าการที่ซือเนี่ยนย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับครอบครัวเจี่ยง เป็นแผนการที่จะได้กลับมาใกล้ชิดกับเขาทางอ้อมอย่างนั้นเหรอ
หญิงสาวอ้าปากค้าง ก่อนจะพยายามอธิบายแทนเพื่อนอย่างจนปัญญา
"พี่คะ เรื่องนี้ฉันคิดว่าพี่อาจจะเข้าใจผิดไปจริงๆ ก็ได้ ซือเนี่ยนอาจจะไม่รู้จักครอบครัวเจี่ยงด้วยซ้ำไปค่ะ"
"เขาตามพี่ต้อยๆ มาตั้งแต่เด็กจนโต พี่อยู่ที่ไหนเขาย่อมรู้ดีกว่าใคร ตอนที่พี่ยังทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้การเจี่ยงแล้วต้องไปรายงานตัวอยู่บ่อยครั้ง เขาจะไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง" ฟู่หยางสวนกลับอย่างไม่เชื่อ
"นั่นมันก็เป็นเรื่องในอดีตไปแล้วนี่คะ บางทีซือเนี่ยนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้"
แววตาของฟู่หยางฉายแววเย็นชาขึ้นมา "นี่เธอหมายความว่ายังไง หาว่าพี่หลงตัวเองอีกแล้วใช่ไหม"
ฟู่เชียนเชียนได้แต่คิดในใจว่ามันไม่ใช่แบบนั้นหรอกหรือ เธอยังรู้สึกด้วยซ้ำว่าพี่ชายของตัวเองอาจจะมีปัญหาเรื่องความคิดอยู่หน่อยๆ ทำไมแค่ซือเนี่ยนไปข้องเกี่ยวกับคนรู้จักของเขา ถึงได้กลายเป็นว่าเธอทำไปเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเขากัน ทำไมเขาถึงได้มองผู้หญิงในแง่ร้ายและคิดว่าทุกคนล้วนมีแต่แผนการซับซ้อนไปเสียหมด
ซือเนี่ยนคนนั้นน่ะ ไม่มีทางที่จะคิดแผนการลึกซึ้งอะไรแบบนี้ออกหรอก พี่ชายของเธอช่างไม่รู้จักตัวตนของซือเนี่ยนเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวรู้สึกเสียดายความทุ่มเทที่ซือเนี่ยนเคยมีให้พี่ชายในอดีต พี่ของเธอเห็นเพียงแค่ด้านที่เธอคอยตามตอแยไม่เลิกรา แต่กลับไม่เคยพยายามทำความเข้าใจเนื้อแท้ของเธอเลยแม้แต่น้อย จนทำให้เขายึดติดอยู่กับความคิดที่ว่าซือเนี่ยนขาดเขาไม่ได้ และไม่มีวันตัดใจจากเขาไปได้อย่างง่ายดาย เขาคงคิดว่าตัวเองนั้นมีค่าดั่งทองคำที่ใครๆ ก็ต่างพากันหมายปอง
เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาวที่เหมือนจะพูดว่า "ก็ใช่น่ะสิ" ฟู่หยางก็ยิ่งมีสีหน้าบูดบึ้งเข้าไปใหญ่
"นอกเหนือจากเหตุผลนี้แล้ว เขาจะมีเหตุผลอะไรอื่นอีกที่จะไปอยู่ที่นั่น"
ฟู่เชียนเชียนปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก "ก็เพราะว่าโรงเรียนที่เธอจะไปทำงานมันอยู่ใกล้กับถนนสายเก่าตะวันออกน่ะสิคะ การเดินทางจากที่นั่นไปทำงานมันสะดวกกว่าตั้งเยอะ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับพี่เลยสักนิด"
ถนนสายนั้นอยู่ห่างจากบ้านของพวกเขาตั้งไกล หากซือเนี่ยนยังคงมีใจให้พี่ชายของเธออยู่จริง จะย้ายไปอยู่ไกลขนาดนั้นทำไมกัน
เมื่อเห็นแววตาสงสัยของพี่ชาย ฟู่เชียนเชียนก็นึกขึ้นได้
"เดี๋ยวนะคะ นี่พี่คงจะไม่รู้ใช่ไหมว่าซือเนี่ยนกำลังจะไปเป็นคุณครูที่โรงเรียน"
เรื่องนี้เธอเพิ่งได้ยินมาจากพี่เฉิน และไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ใครในบ้านฟัง แต่เมื่อเห็นพี่ชายเข้าใจผิดไปไกลขนาดนี้ ก็คงต้องอธิบายความจริงให้เขารู้ เพราะดูจากจินตนาการที่ล้ำเลิศของเขาแล้ว หากไม่ให้เหตุผลที่สมเหตุสมผลแก่เขาไป มีหวังเขาคงได้แต่งนิยายรักน้ำเน่าความยาวเป็นล้านๆ คำขึ้นมาในหัวแน่
ฟู่หยางชะงักไป "อะไรนะ"
ฟู่เชียนเชียนแสดงสีหน้าออกมาเหมือนกับว่า "นั่นไงว่าแล้ว" เธอได้แต่ยกมือกุมขมับแล้วถอนหายใจออกมา
"เธอหมายความว่ายังไง พูดมาให้เคลียร์นะ" ฟู่หยางรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า
ฟู่เชียนเชียนจึงเล่าเรื่องที่ซือเนี่ยนกำลังจะไปเป็นครูที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศให้เขาฟัง "โรงเรียนนั้นพี่ก็น่าจะรู้จักดี เพราะตอนเด็กๆ พี่ก็เคยเรียนที่นั่นเหมือนกัน ครั้งก่อนที่ซือเนี่ยนไปกล่าวสุนทรพจน์ ท่านผู้อำนวยการเกิดประทับใจในความสามารถของเธอ ก็เลยทาบทามให้เธอไปเป็นครูที่นั่นค่ะ"
เมื่อเห็นสีหน้าของพี่ชายที่ดูแย่ลงทุกขณะ แถมยังเจือปนไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ฟู่เชียนเชียนก็อดที่จะสงสารเขาขึ้นมาไม่ได้
ก็จริงอยู่ที่เมื่อก่อนซือเนี่ยนเคยรักพี่ชายของเธอมากเพียงใด แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เธอก็แต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง แถมยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไป สายตาที่เธอมองเขามันราวกับมองสิ่งปฏิกูล ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคนไหนก็คงจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ไม่ได้ ไม่แปลกเลยที่เขาจะเข้าใจผิดไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟู่เชียนเชียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ก่อนจะตบลงบนไหล่ของพี่ชายเบาๆ
"ผู้หญิงดีๆ บนโลกนี้มีอยู่ถมไป จะไปยึดติดกับคนๆ เดียวอยู่ทำไมล่ะคะ"
"พี่คะ ซือเนี่ยนแต่งงานไปแล้ว พี่ก็เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว แล้วก็หาคนใหม่ได้แล้วค่ะ"
พูดจบเธอก็หิ้วของเดินเข้าห้องของตัวเองไป ทิ้งให้ฟู่หยางยืนกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วดังกร๊อบอยู่ตรงนั้นคนเดียว
***
ยามค่ำคืน ณ บ้านหลังใหม่ของครอบครัวโจว
แสงสุดท้ายของดอกไม้ไฟได้ดับลง ท้องฟ้ากลับคืนสู่ความมืดและความเงียบสงบอีกครั้ง
โจวเยว่เซินประคองเอวของซือเนี่ยนเอาไว้ ปกเสื้อโค้ทสีดำของเขาเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอแกร่ง ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาคมคายไม่ต่างจากวันแรกที่พวกเขาได้พบกัน
ซือเนี่ยนถอยห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ในดวงตาของเธอมีไอน้ำเกาะพราว
โจวเยว่เซินก้มมองเธอ ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาไล้ไปตามพวงแก้มของเธออย่างแผ่วเบา เพื่อเช็ดคราบความชื้นบนริมฝีปากของเธอออก
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังแว่วมาจากในตัวบ้าน เป็นเสียงของลูกชายคนโตและคนรองที่ร้องเรียกให้พวกเขาเข้าไปนอน
ซือเนี่ยนรีบขานรับ เพราะกลัวว่าลูกๆ จะวิ่งออกมาเห็นภาพที่ไม่เหมาะสมกับวัยเข้า
โจวเยว่เซินยังคงจ้องมองเธออยู่ รอจนกระทั่งเธอพูดจบ เขาก็ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธออีกครั้งหนึ่ง เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรักในที่สาธารณะเท่าไหร่นัก ยิ่งเป็นในลานบ้านของตัวเองแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ แต่โชคดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว
เสียงของลูกชายคนรองเรียกหาผู้เป็นพ่ออีกครั้ง เขาจึงขานรับไปส่งๆ แล้วบอกให้ซือเนี่ยนเข้าไปนอนก่อน มิเช่นนั้นหากเด็กๆ เห็นว่าพวกเขากำลังทำความสะอาดสระน้ำกันอยู่ตอนดึกๆ แบบนี้ ก็คงจะพากันออกมาวิ่งเล่นจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันพอดี
ซือเนี่ยนที่ตั้งใจว่าจะออกมาช่วยงาน กลับกลายเป็นว่าถูกส่งตัวกลับเข้าไปนอนอีกครั้ง เมื่อเห็นภรรยาเดินลับเข้าไปในบ้านแล้ว โจวเยว่เซินจึงก้มหน้าก้มตาจัดการกับงานของเขาต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ที่ดังมาจากชั้นล่างปลุกซือเนี่ยนให้ตื่นจากการนอนหลับอันแสนสบาย เมื่อเธอเดินลงมายังชั้นล่าง ก็พบว่าวันนี้บ้านของพวกเขามีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือเจี่ยงจิว เด็กชายที่เจอกันเมื่อวานนั่นเอง
แก้มใสๆ ของเจ้าตัวเล็กแดงก่ำจากอากาศที่หนาวเย็น แต่ถึงอย่างนั้นผิวพรรณของเขาก็ยังคงความขาวเนียนละเอียดอ่อน ดูบอบบางและน่ารักกว่าสองพี่น้องจอมซนอย่างโจวเจ๋อตงและโจวเจ๋อหานอยู่หลายส่วน
เมื่อโจวเจ๋อหานเห็นผู้เป็นแม่เดินลงมา เขาก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ "เยี่ยมไปเลยครับคุณแม่ ในที่สุดคุณแม่ก็ตื่นเสียที พวกเราจะได้กินข้าวเช้ากันแล้ว"
สิ้นเสียงของเขา โจวเจ๋อตงก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหารเช้าร้อนๆ ในมือ
โจวซีเหยาเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเตาะแตะเข้าไปหาพี่ชายคนโตทันที ก่อนจะใช้แขนป้อมๆ กอดขาของเขาเอาไว้ ดวงตากลมโตราวกับลูกกวางของหนูน้อยจับจ้องไปที่ขวดนมในมือของพี่ชาย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"พี่ชายขา หนูอยากดื่มนมค่า"
ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของโจวเจ๋อตงพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเขย่าขวดนมในมือเบาๆ เพื่อทดสอบอุณหภูมิ เมื่อเห็นว่ากำลังอุ่นพอดีจึงยื่นให้กับน้องสาว
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นเพียงครู่หนึ่งก่อนจะละสายตามายังเจี่ยงจิวที่วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ "เจี่ยงจิวมาบ้านเราแต่เช้าเลยนะ เล่นกับพวกพี่ๆ สนุกไหมจ๊ะ"
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว "สนุกมากครับ พี่ใหญ่ให้ลูกอมผมด้วย พี่รองสอนภาษาอังกฤษให้ ส่วนน้องสาวก็วาดรูปเก่งมากเลยครับ" พูดจบเขาก็ทำท่าเลียนแบบโจวเจ๋อหาน ส่ายหัวไปมาแล้วเริ่มร้องเพลง "เอ บี ซี ดี อี เอฟ โกว....."
"ฮ่าๆๆ... เจ้าโง่เอ๊ย ไม่ใช่โกวสักหน่อย" โจวเจ๋อหานที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า
แก้มของเจี่ยงจิวแดงก่ำขึ้นมาด้วยความอับอายในทันที "พี่รอง ผมไม่ใช่คนโง่นะครับ"
ก่อนที่ซือเนี่ยนจะได้ทันเอ่ยปากห้าม โจวเจ๋อตงก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "เสี่ยวหาน ห้ามแกล้งคนอื่นนะ ไปขอโทษเจี่ยงจิวเดี๋ยวนี้เลย"
โจวเจ๋อหานถึงกับสะดุ้งและห่อตัวลงด้วยความกลัว แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาอันเข้มงวดของพี่ชาย เขาก็จำต้องก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี ทว่าการต้องเอ่ยปากขอโทษคนที่อายุน้อยกว่า มันทำให้ศักดิ์ศรีของคนเป็นพี่ใหญ่อย่างเขาค้ำคอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็มองไปที่เจี่ยงจิว "น้องเล็ก พี่จะเล่านิทานให้ฟังเรื่องนึง"
เจี่ยงจิวกระพริบตาปริบๆ ด้วยความอยากรู้ "นิทานอะไรเหรอครับพี่รอง"
โจวเจ๋อหานกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่า
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกเป็ดตัวหนึ่งกำลังต่อแถวอยู่ มันพยายามจะยืนให้ตรงกับพี่ๆ แต่ทำยังไงก็ไม่ตรงสักที มันเลยบ่นกับตัวเองว่า 'ตุ้ยปู้ฉีหยา(ขอโทษ) ตุ้ยปู้ฉีหยา(ขอโทษ)' ที่แปลว่า 'ตรงไม่ได้นี่นา' น่ะ นายเข้าใจไหม"
เจี่ยงจิวเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "เป็ดพูดได้ด้วยเหรอครับ"
โจวเจ๋อหานนิ่งไป นี่มันใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องที่เล่าหรือเปล่าเนี่ย
ซือเนี่ยนมองภาพเด็กๆ ที่กำลังหยอกล้อกันแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ดูเหมือนว่าความกังวลของเธอจะเป็นเรื่องที่คิดไปเอง ถึงแม้ว่าโจวเจ๋อหานจะช่างพูดช่างจาไปบ้าง แต่เขาก็เป็นเด็กที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ซือเนี่ยนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงเรียกโจวเจ๋อหานให้ตามออกมาข้างนอก "เสี่ยวหาน ตามแม่มานี่หน่อยสิลูก"
เด็กชายรีบโกยข้าวเข้าปากจนแก้มตุ่ยแล้วรีบวิ่งตามผู้เป็นแม่ไปทันที "คุณแม่ครับ คุณแม่จะให้ผมดูอะไรเหรอครับ"
ซือเนี่ยนพาเขาเดินตรงไปยังสระน้ำในสวน สระน้ำที่เมื่อวานนี้ยังคงแห้งขอดและรกร้าง แต่วันนี้กลับมีน้ำบรรจุอยู่จนเต็มเปี่ยม ใสสะอาดจนสามารถมองเห็นพื้นกระเบื้องด้านล่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อโจวเจ๋อหานเห็นสระน้ำ เขาก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจจนสุดเสียง แทบจะกระโดดตีลังกาอยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นเต้น
"เอาล่ะ ไว้ถ้ามีเวลา แม่จะพาลูกไปเลือกซื้อปลามาเลี้ยงนะ แต่ลูกต้องสัญญาว่าจะดูแลพวกมันให้ดีๆ" โจวเจ๋อหานพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
ซือเนี่ยนทอดสายตามองไปรอบๆ สวนที่ยังคงว่างเปล่า แล้วก็อดที่จะคิดถึงแปลงผักที่เธอเคยลงแรงปลูกไว้ที่บ้านนอกไม่ได้ "น่าเสียดายนะที่สวนนี้ไม่เหมาะกับการปลูกผักเอาเสียเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น โจวเจ๋อหานก็กำหมัดน้อยๆ ของเขาขึ้นมาทันที "คุณแม่ครับ โตขึ้นผมจะเป็นชาวนา ผมจะปลูกผักให้เยอะๆ เลย บ้านเราจะได้มีผักกินไม่ขาด"
ซือเนี่ยนถึงกับพูดอะไรไม่ออก อยากจะเป็นอะไรก็ไม่เป็น ดันอยากจะเป็นชาวนาเสียนี่ จริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้นะลูก
พูดจบเขาก็หันไปถามเจี่ยงจิวที่ยืนอยู่ข้างๆ "แล้วน้องเล็กล่ะ โตขึ้นอยากเป็นอะไร"
เจี่ยงจิวกระพริบตาใสซื่อ "ผมก็อยากเป็นชาวนาที่ยิ่งใหญ่เหมือนกันครับ จะได้ช่วยพวกพี่ๆ ปลูกผัก"
ซือเนี่ยนได้แต่แหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างจนปัญญา เธอไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว
…
ในที่สุดวันหยุดที่รอคอยก็มาถึง จางชุ่ยเหมยยังคงไม่ลืมภารกิจที่ต้องทำให้กับลูกสาว แม้ว่าใจจริงของเธอจะไม่อยากย่างกรายเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลหลินนั่นเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อลูกสาวที่อยู่ในเรือนจำมานานเอ่ยปากขอร้องเป็นครั้งแรก คนเป็นแม่อย่างเธอจะใจแข็งปฏิเสธได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางในครั้งนี้สามีของเธอก็ร่วมทางไปด้วย เมื่อไม่กี่วันก่อนญาติทางฝั่งของเขาได้เดินทางมาหาถึงบ้าน เพื่อขอให้ซือเนี่ยนช่วยเรื่องโควตาเข้าโรงเรียนให้ พร้อมกับนำของกำนัลมามอบให้มากมาย สามีของเธอจึงตอบตกลงไป และเนื่องจากเธอเองก็ต้องไปที่บ้านตระกูลหลินเพื่อเจรจาเรื่องของหลินซือซืออยู่แล้ว ทั้งสองจึงได้ออกเดินทางไปพร้อมกัน
อันที่จริงแล้ว เรื่องการช่วยเหลือเรื่องโควตานี้ จางชุ่ยเหมยไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะนั่นคือคนของตระกูลซือ โอกาสทองแบบนี้ เธอน่าจะนำไปขายให้กับญาติพี่น้องทางฝั่งของตัวเองมากกว่า ซึ่งน่าจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เธอคิดว่าสามีของตัวเองช่างโง่เขลาเสียจริงที่ยอมถูกซื้อด้วยของขวัญเพียงเล็กน้อย
"โอกาสดีๆ แบบนี้ น่าจะเก็บไว้ให้คนในครอบครัวเราแท้ๆ นี่กลับไปให้คนอื่นเสียได้" เธอยังคงบ่นพึมพำด้วยความเสียดาย
พ่อซือแค่นเสียงอย่างเย็นชา "อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าญาติทางฝั่งคุณก็หมายตาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน"
"อย่างน้อยญาติฝั่งผมก็ยังรู้จักซื้อของขวัญมาให้บ้าง ผิดกับฝั่งคุณลิบลับเลย ตอนที่ช่วยหาตำแหน่งงานดีๆ ให้น้องชายกับน้องสาวคุณ แถมยังช่วยหางานให้สามีของน้องสาวคุณอีก พวกเขาเคยเลี้ยงข้าวเราสักมื้อไหม"
"พอซือซือเกิดเรื่องขึ้นมา น้องชายกับน้องสาวของคุณก็เปลี่ยนหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหนังสือเสียอีก หลายเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครโผล่หน้ามาเยี่ยมเลยสักครั้ง"
ยิ่งคิดพ่อซือก็ยิ่งรู้สึกโกรธ ตอนที่น้องสาวของจางชุ่ยเหมยมาขอร้องให้เขาช่วยเหลือ ช่างประจบสอพลอเสียเหลือเกิน แต่พอหลินซือซือประสบปัญหา ทุกคนก็พร้อมใจกันตีตัวออกห่างจากครอบครัวของพวกเขาทันที
คนอื่นจะเป็นอย่างไรเขาไม่สนใจ แต่กับน้องๆ ของจางชุ่ยเหมย เขาให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้วยใจจริงแท้ๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า อย่าว่าแต่มาเยี่ยมเยียนเลย แม้แต่วันปีใหม่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา ช่างเหมือนกับสำนวนที่ว่าเสือสิ้นลายก็ถูกสุนัขรังแกจริงๆ เขาได้เห็นธาตุแท้ของครอบครัวนี้อย่างชัดเจนแล้ว
จางชุ่ยเหมยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ
"คุณพูดเหมือนกับว่าคนทางบ้านคุณดีนักหนา ตอนที่บ้านเราเป็นหนี้เป็นสินเพราะเรื่องของซือซือ พวกนั้นก็พากันมาทวงหนี้ถึงหน้าเขตทหาร ทำให้บ้านเราต้องอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว"
"ตอนที่น้องชายของคุณไปขอยืมเงินพวกนั้น พวกเขาชายตามองบ้างไหมล่ะ"
"ครอบครัวของคุณก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่หรอกน่า จะมีหน้ามาว่าครอบครัวของฉันได้ยังไง"
คำพูดของภรรยาทำให้พ่อซือรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเขาบึ้งตึงขึ้นมาทันที ทั้งสองโต้เถียงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งเมื่อรถวิ่งมาได้ครึ่งทาง จางชุ่ยเหมยก็ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยการเปิดประตูลงจากรถไป
พ่อซือเองก็ไม่คิดจะง้อ เขากระทืบคันเร่งแล้วขับรถจากไปทันที ทิ้งให้จางชุ่ยเหมยยืนกระทืบเท้าด้วยความโมโหอยู่ข้างทาง สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องเดินไปที่สถานีรถโดยสารเพื่อหารถไปเอง
การต้องเบียดเสียดอยู่บนรถตู้ที่แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนทำให้เธอแทบจะเป็นลม ไม่เพียงแต่คนจะเยอะจนเกินพิกัด ในรถยังทั้งเหม็นอับและสกปรก ผู้คนรอบข้างต่างก็จ้องมองเธอด้วยสายตาที่น่าขนลุก จนเธอต้องรีบกอดกระเป๋าของตัวเองไว้แน่น ในใจเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาที่ทะเลาะกับสามี
แต่สิ่งที่จางชุ่ยเหมยไม่รู้ก็คือ รถของพ่อซือที่ขับออกจากเมืองไปได้ไม่ไกลนัก กำลังถูกผู้หญิงคนหนึ่งโบกให้จอดอยู่ข้างทาง
[จบบท]