บทที่ 239: โกรธจนสลบ
หญิงสาววัยประมาณสามสิบปีที่ยืนขวางหน้ารถอยู่เบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ “อ้าว เป็นคุณจริง ๆ ด้วย ตอนแรกฉันนึกว่าตาฝาดไปแล้วเสียอีก”
พ่อซือขมวดคิ้วมุ่น เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน “คุณคือใครครับ”
ขณะที่ถาม เขาก็ลอบสำรวจเธอไปในตัว รูปร่างหน้าตาจัดว่าดูดีทีเดียว แม้ผิวจะคล้ำแดดไปบ้างและเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเพียงผ้าฝ้ายสีเทาธรรมดา แต่ก็ไม่อาจปิดบังทรวดทรงองค์เอวของเธอได้เลย
“คุณคงจำฉันไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิน วันก่อนนู้นที่บ้านนั้นเขามีงานมงคล ฉันเห็นคุณขับรถไปร่วมงานเลี้ยงด้วย” หญิงสาวยิ้มเขิน ๆ “ตอนนั้นคุณขับรถเก๋งสีขาวมา ใคร ๆ ก็พากันอิจฉาไปทั้งหมู่บ้าน”
คำพูดเยินยอปนอิจฉานั้นจี้ใจดำของพ่อซือเข้าอย่างจัง ปกติเขาไม่ใช่คนชอบสุงสิงกับใคร แต่พอมีสาวรุ่นน้องมายกยอปอปั้นแบบนี้ ความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชายก็พองโตขึ้นมาทันที
“อ๋อ คันนั้นมันเก่าแล้วก็เลยเปลี่ยนน่ะครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม ทั้งที่ความจริงรถคันเก่าถูกขายกินไปตั้งนานแล้ว ส่วนคันนี้ก็เช่าเขามาเพื่อรักษาหน้าตาตัวเองเวลาต้องมาแถวบ้านนอกคอกนาแบบนี้ ก็หมู่บ้านตระกูลหลินมันทั้งลึกทั้งเปลี่ยว ขืนให้เดินเป็นชั่วโมง ๆ คงได้กลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านนินทาพอดี
แววตาอิจฉาของหญิงสาวฉายชัดขึ้นอีก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความลำบากใจ
พ่อซือเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากถาม “แล้วนี่คุณจะไปไหนล่ะ”
“จะกลับหมู่บ้านค่ะ” เธอถอนหายใจยาว “พูดไปก็อายปาก ฉันเข้าเมืองไปหางานทำแต่โดนเขาหลอกเอา เงินค่ารถก็เลยมีพอแค่นั่งมาลงตรงนี้” เธอบอกเล่าเรื่องราวอย่างน่าเห็นใจ “เมื่อกี้นี้พอได้ยินเสียงรถมาแต่ไกลก็เลยลองหันไปดู ไม่คิดว่าจะเป็นคุณ ก็เลยลองเสี่ยงดวงโบกดูน่ะค่ะ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะคะ ฉันเดินต่อไปเองได้”
พูดจบเธอก็ชะโงกหน้ามองเข้าไปในรถแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครนั่งมาด้วย ดวงตาของเธอก็ฉายแววบางอย่างออกมา
“ทางผ่านพอดี ขึ้นมาสิ” พ่อซือตอบรับทันที เขาเป็นพวกยอมอ่อนไม่ยอมแข็งอยู่แล้ว ยิ่งเห็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ทำท่าทางน่าสงสารต้องการที่พึ่งแบบนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่พึ่งพิงได้
ความคิดของเขาหวนนึกไปถึงภรรยาตัวเอง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เริ่มมาจากการคลุมถุงชน ไม่ได้มีความรักอะไรลึกซึ้ง แต่ในยุคสมัยนั้น แค่มีชีวิตรอดไปวัน ๆ ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว จะไปคาดหวังอะไรกับความรักได้ แต่ยุคนี้มันต่างออกไปแล้ว ความคิดของผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อสักสิบกว่าปีก่อน การรับผู้หญิงที่ไม่ใช่ญาติขึ้นรถมานั่งด้วยกันแบบนี้คงเป็นเรื่องใหญ่โตที่ทำให้คนเอาไปนินทาได้เจ็ดวันเจ็ดคืน
หลังจากที่หญิงสาวขึ้นรถมาพร้อมกับคำขอบคุณไม่ขาดปาก พ่อซือที่คิดว่าคงจะน่าเบื่อกลับพบว่าเธอเป็นคู่สนทนาที่น่าสนใจไม่น้อย
เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อหลิวอวี้ ชีวิตของเธอน่าสงสารราวกับหลุดออกมาจากละครน้ำเน่า แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย สามีคนแรกก็ด่วนจากไปโดยที่ยังไม่มีลูกด้วยกัน เธอจึงถูกบ้านสามีไล่ตะเพิดกลับมาอยู่บ้านตัวเอง แต่ก็ถูกคนในครอบครัวรังเกียจ
จนกระทั่งมีคนมาทาบทามสู่ขออีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นชายแก่คราวพ่อ ครอบครัวก็ยังบังคับให้เธอแต่งด้วย แต่แต่งงานได้ไม่กี่วันสามีคนที่สองก็สิ้นใจ ทุกคนจึงตราหน้าว่าเธอเป็น ‘เทียนซากูซิง’ มีดวงกินผัว เธอถูกไล่ออกจากทั้งบ้านสามีและบ้านของตัวเอง สุดท้ายจึงตัดสินใจเข้าเมืองไปหาน้องสาว แต่ก็หาไม่เจอแถมยังถูกหลอกจนหมดตัว ระหว่างทางกลับบ้านนี่เองที่โชคชะตาพาเธอมาพบกับเขา
พ่อซือฟังเรื่องราวของเธอแล้วก็เกิดความเวทนา นี่มันยุคไหนแล้วยังจะมาเชื่อเรื่องดวงดาวอะไรแบบนี้อีก เขาจึงเสนอตัวว่าจะช่วยตามหาน้องสาวให้ แต่พอหลิวอวี้บอกว่าน้องสาวของเธอชื่อ ‘หลิวตงตง’ พ่อซือก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
…
อีกฟากหนึ่ง ณ บ้านตระกูลหลิน จางชุ่ยเหมยกำลังระเบิดอารมณ์ใส่ทุกคนในบ้านอย่างเกรี้ยวกราด เธอบอกว่าพวกเขาทุกคนถูกซือเนี่ยนหลอกใช้เป็นเครื่องมือ
คนบ้านหลินที่ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนอะไรต่างพากันงุนงง แม่หลินแย้งขึ้นอย่างซื่อ ๆ “ก็ในเมื่อเธอบอกเองว่าทั้งเนี่ยนเนี่ยนกับซือซือก็ได้ขึ้นเวทีเหมือนกัน แล้วจะมาบอกว่าเนี่ยนเนี่ยนแย่งตำแหน่งลูกเธอได้ยังไงกัน หรือว่า…เป็นเพราะลูกเธอเก่งสู้ไม่ได้เอง”
คำพูดที่แทงใจดำนั่นทำให้จางชุ่ยเหมยแทบจะกระอักเลือดออกมา “ถ้าลูกสาวฉันไม่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่บ้านนอกแบบนี้ จะแพ้ยัยเด็กนั่นได้ยังไง! ทั้งหมดมันเป็นเพราะการศึกษาแย่ ๆ ของพวกคุณนั่นแหละที่ทำลายอนาคตลูกสาวฉัน!”
คราวนี้แม่หลินเองก็หมดความอดทน “ใช่! บ้านนอกมันอาจจะสู้ในเมืองไม่ได้ ฉันยอมรับ! แต่ครอบครัวเราก็ทุบหม้อข้าวหม้อแกงส่งลูกสาวเธอเรียนจนจบมัธยมปลายนะ รู้ไหมว่าในหมู่บ้านนี้มีกี่บ้านที่ยอมทำแบบนี้ให้ลูกสาว! แล้วฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับเนี่ยนเนี่ยนตรงไหน หยุดโยนความผิดทุกอย่างไปให้แกได้แล้ว! ลูกชายสองคนของฉันก็ไม่ต้องการเศษความใจบุญจากลูกสาวเธอเหมือนกัน!”
พอคิดถึงเรื่องนี้ แม่หลินก็ยิ่งเดือดดาล ถ้าไม่ใช่เพราะต้องหาเงินส่งหลินซือซือเรียน ป่านนี้ลูกชายฝาแฝดของเธอคงได้เข้าโรงเรียนไปนานแล้ว ไม่ต้องมารอจนป่านนี้ นี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกชัด ๆ
“ปากดีนักนะ แล้วเคยถามลูกชายตัวเองบ้างไหมว่าพวกเขาอยากเรียนหนังสือหรือเปล่า” จางชุ่ยเหมยแค่นเสียงเยาะ
แม่หลินชะงัก หันไปมองหน้าลูกชายทั้งสองที่ยืนตะลึงกับเรื่องที่ได้ยิน
เสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวอวี่ปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่จริง! แม่บอกว่าพี่ซือซือเป็นขโมย ขโมยเงินจนต้องติดคุกไม่ใช่เหรอ”
“ใช่! ตอนเด็ก ๆ แค่ไข่ไก่ฟองเดียวยังไม่เคยแบ่งให้พวกเรากินเลย แล้วจะใจดีส่งพวกเราไปโรงเรียนได้ยังไง พี่ซือซือดีแต่ปาก!”
เด็กทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน พวกเขาเคยคิดว่าพี่สาวทุกคนก็คงเป็นแบบหลินซือซือ แต่พอซือเนี่ยนกลับมา พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าโลกนี้ยังมีพี่สาวที่ใจดีอยู่จริง แม้ซือเนี่ยนจะไม่ค่อยพูด แต่เธอก็ให้ทั้งขนม ซื้อทั้งเสื้อผ้าและของขวัญให้พวกเขาเสมอ
“พวกแก…พวกแกมันเนรคุณ!” จางชุ่ยเหมยโกรธจนตัวสั่นราวกับลูกสาวสุดที่รักถูกหยามเกียรติ เธอแค่นหัวเราะ “ช่างเถอะ! อุตส่าห์ว่าจะทำตามความปรารถนาของลูกสาวของฉัน ถึงจะไม่ได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่ฉันก็พอจะฝากเข้าโรงเรียนดี ๆ ได้ ไม่นึกเลยว่าพวกเธอจะเป็นคนแบบนี้!”
สองพี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเชิดหน้าตอบกลับไปพร้อมกัน “พวกเราไม่ไป!”
“พี่ซือเนี่ยนบอกแล้วว่าถ้าพวกเราตั้งใจเรียน อีกหน่อยจะส่งพวกเราไปเรียนหนังสือในเมือง”
“ใช่ ไปอยู่กับเจ้าใหญ่เจ้ารองด้วยกัน”
“ไม่ต้องมายุ่งกับพวกเราหรอก!”
คำพูดของเด็กน้อยสองคนเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย จางชุ่ยเหมยรู้สึกเหมือนเลือดลมตีขึ้นหน้าจนแทบจะล้มทั้งยืน
[จบบท]