บทที่ 246: เสียทรัพย์ก้อนโต
อาสามซือส่ายหน้าปฏิเสธ เขาไม่เชื่อแม้แต่น้อย “ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”
เขาได้ยินข่าวลือมาเข้าหูอยู่บ้างแล้ว ว่าเด็กทั้งสามคนของซือเนี่ยนน่ะเป็นเด็กบ้านนอก การศึกษาในชนบทเป็นยังไงเขาย่อมรู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว เด็กที่เติบโตมาจากสภาพแวดล้อมแบบนั้นจะเอาอะไรมาสู้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาได้ มันเป็นเรื่องที่น่าขำสิ้นดี
แต่เมื่อมาลองคิดดูอีกที การแข่งขันนี้ก็คงเป็นเพียงพิธีการให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้นเอง เมื่อคิดได้ดังนั้น อาสามซือก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเป็นกอง ขอแค่ซือเนี่ยนยอมมอบโควตานี้ให้ เรื่องที่เหลือก็คงไม่ใช่อะไรที่น่ากังวลอีกต่อไป
พอพ่อซือเห็นว่าซือเนี่ยนยอมทำตามแต่โดยดี ความขุ่นเคืองในใจก็ค่อยๆ บรรเทาลง เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน “ในเมื่อเราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว งั้นพวกเราก็ขอตัวก่อน”
ซือเนี่ยนยังคงตีหน้าซื่อต่อไป “คุณลุงทั้งสองจะไม่ทานอะไรก่อนกลับเหรอคะ พอดีฉันเพิ่งต้มโจ๊กเสร็จพอดี”
เธอเหลือบมองไปที่หม้อใบเล็กในครัว ก่อนจะหันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้ม “มีไม่เยอะหรอกค่ะ แต่ถ้าเติมน้ำลงไปหน่อยก็น่าจะพอให้พวกคุณได้ซดร้อนๆ รองท้องอยู่”
“นานๆ จะมีแขกมาเยี่ยมถึงบ้าน แม้จะไม่ได้มีของติดไม้ติดมือมาเลย แต่แค่มีคนมาหาถึงที่ แถมยังต้องการให้ฉันช่วยเหลือ แค่นี้ฉันก็ดีใจมากแล้วค่ะ อาสามคะ ถ้าวันหลังมีเรื่องอะไรอีก ก็มาหาฉันได้โดยตรงเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ประโยคที่ว่า “ไม่ได้มีของติดไม้ติดมือมาเลย” ทำให้พ่อซือและอาสามซือที่มามือเปล่าจริงๆ ถึงกับหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย แต่พอพ่อซือเหลือบไปเห็นแววตาตื่นเต้นดีใจของน้องชายข้างๆ หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
หรือว่ายัยเด็กนี่จะซื่อบื้อขนาดคิดว่าคนอื่นมาขอความช่วยเหลือโดยไม่ต้องมีของกำนัลอะไรมาแลกเปลี่ยนก็ได้งั้นเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อไปใครมันจะยอมเสียเงินเสียทองไปหาเขาเพื่อให้เขาช่วยวิ่งเต้นเรื่องต่างๆ อีก ทุกคนก็คงจะมุ่งตรงมาหาซือเนี่ยนกันหมดน่ะสิ ยัยโง่เอ๊ย
ทางด้านอาสามซือเองก็กำลังด่าทอความโง่ของตัวเองอยู่เช่นกัน ถ้ารู้แต่แรกว่าซือเนี่ยนเป็นคนที่หลอกง่ายขนาดนี้ เขาก็คงจะบุกมาหาด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปบ้านพี่ใหญ่ตั้งหลายรอบ แถมยังต้องหอบของขวัญไปประเคนให้ไม่หยุดหย่อนอีก อาสามซือรู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาจับใจ
พ่อซือรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลซึมออกมาตามไรผม เขาแกล้งกระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะล้วงธนบัตรใบละร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเดินตรงเข้าไปหาซือเนี่ยนพร้อมกับประกาศเสียงดังฟังชัด “เนี่ยนเนี่ยน นี่เป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ที่อาสามเขาตั้งใจเอามาให้ลูก เก็บไว้ซื้อของอร่อยๆ ให้หลานๆ นะ”
ซือเนี่ยนฉีกยิ้มกว้าง “โห อาสามใจดีจังเลยค่ะ ฉันก็นึกว่าจะไม่มีใครนึกถึงฉันแล้วซะอีก งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
อาสามซือได้แต่แอบด่าพี่ชายในใจว่าเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แต่ก็ต้องฝืนยิ้มตอบกลับไปอย่างไม่จริงใจนัก “เอาน่าๆ มันเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”
พูดจบเขาก็หันไปทางพ่อซือ “ว่าแต่ ตอนพวกหลานย้ายมา พี่ใหญ่กับคนอื่นๆ ไม่ได้แวะมาเยี่ยมเลยเหรอ” เขาจงใจทำน้ำเสียงให้ดูประหลาดใจ
พ่อซือทำท่าจะเอ่ยปากตอบ แต่ก็ถูกซือเนี่ยนชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อนด้วยท่าทีไร้เดียงสา “ใช่แล้วค่ะ”
เพียงคำเดียวสั้นๆ ก็ทำให้พ่อซือถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก เขารีบแก้ต่างทันควัน “แหม ช่วงนี้มันยุ่งๆ น่ะ เลยยังไม่มีโอกาสได้แวะมาดูเลย เป็นความผิดของฉันเอง”
“ถ้าอย่างนั้นนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พี่ใหญ่มาเหมือนกันสิครับ แล้วทำไมไม่เห็นมีของขวัญอะไรมาฝากเนี่ยนเนี่ยนกับหลานๆ บ้างเลยล่ะครับ” อาสามซือรู้สึกเหมือนตัวเองโดนพี่ชายหลอกเข้าให้แล้ว ในเมื่อตอนนี้ซือเนี่ยนรับปากจะช่วยแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวนอบน้อมอีกต่อไป ความไม่พอใจที่อัดอั้นอยู่ข้างในจึงถูกระบายออกมาเป็นคำพูดเหน็บแนม
เขาคิดในใจว่าข่าวลือที่ได้ยินมาคงเป็นเรื่องจริง ที่ว่าบ้านซือยอมขับไล่ลูกเลี้ยงที่อุตส่าห์เลี้ยงดูมาถึง 18 ปีออกจากบ้าน เพื่อเปิดทางให้หลินซือซือ แล้วดูตอนนี้สิ ยังมีหน้ามารับของกำนัลมากมายจากเขา แต่กลับไม่เคยคิดจะให้อะไรกับซือเนี่ยนเลยสักอย่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย
พ่อซือสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งความไม่พอใจที่แผ่ออกมาจากตัวน้องชาย เขารีบอธิบาย “จะไม่มีได้ยังไงกัน ฉันแค่เป็นห่วงเรื่องของนายเลยรีบมาจนไม่ได้เตรียมอะไรมาด้วยเท่านั้นแหละ”
“เนี่ยนเนี่ยน เรื่องนี้พ่อผิดเองที่ไม่ได้เตรียมของดีๆ มาให้ นี่มีเงินติดตัวอยู่นิดหน่อย ลูกเอาไปใช้ก่อนก็แล้วกัน อย่ากินแต่อาหารแบบนี้ทุกวันเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพ” พ่อซือจำใจต้องล้วงเงินอีกหนึ่งร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน เขารู้สึกเสียดายเงินก้อนนี้จนใจแทบขาด ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก เขาให้แค่ห้าสิบหยวนก็คงจะพอแล้ว
ที่ตอนแรกยอมควักให้ถึงหนึ่งร้อยหยวนก็เพราะกลัวว่าถ้าตัวเองให้น้อยไป น้องสามอาจจะยอมจ่ายน้อยลงในอนาคต แต่ใครจะไปคาดคิดว่าน้องชายตัวดีจะวกเรื่องกลับมาที่ตัวเอง จนทำให้เขาต้องจำใจควักเงินเพิ่มอีก ไม่อย่างนั้นในฐานะพ่อเลี้ยงแต่กลับให้เงินน้อยกว่าคนนอก มีหวังคงโดนอาสามซือเอาไปนินทาลับหลังเสียๆ หายๆ แน่
ซือเนี่ยนยิ้มจนตาหยี “เกรงใจจังเลยค่ะคุณลุง แต่ในเมื่อคุณลุงอุตส่าห์มีน้ำใจถึงขนาดนี้ ถ้าฉันไม่รับไว้ก็คงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไปแล้วล่ะค่ะ”
แม้ปากจะบอกว่าเกรงใจ แต่มือของเธอกลับเอื้อมไปรับเงินมาเก็บไว้อย่างรวดเร็ว
พ่อซือเจ็บใจจนมุมปากกระตุกไม่หยุด เงินที่น้องชายสามเพิ่งจะให้มายังไม่ทันได้อุ่นกระเป๋า ก็ต้องควักออกไปจนหมดเกลี้ยง
ในจังหวะนั้นเอง แม่เฒ่าเจี่ยงก็จูงเจี่ยงจิวเดินเข้ามาในบ้านพอดี เธอเห็นประตูเปิดอยู่จึงเอ่ยทัก “อ้าว เนี่ยนเนี่ยน ที่บ้านมีแขกเหรอจ๊ะ ทำไมไม่ปิดประตูล่ะ”
ซือเนี่ยนยิ้มตอบ “ใช่ค่ะ นี่พ่อบุญธรรมกับอาสามของฉันเองค่ะ พอดีพวกเขาทราบว่าฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ เลยแวะมาแสดงความยินดี”
แม่เฒ่าเจี่ยงพยักหน้ารับรู้ เธอเกษียณอายุมานานแล้วจึงไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาคนทั้งสองเท่าไหร่นัก “อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง งั้นก็ดีแล้วล่ะ ที่ฉันแวะมาวันนี้ก็แค่อยากจะบอกว่าอีกสองวันก็จะเปิดเทอมแล้ว เราจะได้เตรียมตัวไปพร้อมๆ กัน”
ซือเนี่ยนขานรับ ก่อนจะหันไปถามแขกทั้งสองอีกครั้ง “คุณลุง อาสามคะ แน่ใจนะคะว่าจะไม่ทานอะไรก่อนกลับ”
พ่อซือไม่มีกะจิตกะใจจะอยู่ต่ออีกแล้ว ขืนยังอยู่นานกว่านี้ ไม่รู้ว่าจะต้องเสียทรัพย์สินอะไรไปอีก เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม แต่ทุกครั้งที่เจอหน้าลูกสาวคนนี้ เขามักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่เสมอ
เขารีบปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ฉันกับอาสามของเธอยังมีธุระต้องไปทำต่อ เอาไว้คราวหน้านะ”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที เขาเหลือบมองแม่เฒ่าเจี่ยงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะรีบจูงมือน้องชายเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ใครจะไปอยากกินโจ๊กจืดชืดแบบนั้นกัน
หลังจากส่งแขกแล้ว แม่เฒ่าเจี่ยงก็หันมาถามธุระของตัวเอง “กระเป๋านักเรียนที่เธอซื้อให้เสี่ยวตงกับเสี่ยวหานน่ะ ซื้อมาจากที่ไหนเหรอจ๊ะ พอดีเจ้าเสี่ยวจิวที่บ้านป้าเขาเห็นแล้วอยากได้บ้าง ป้าเลยว่าจะพาเขาไปซื้อสักใบ”
“ที่ห้างสรรพสินค้าน่ะค่ะ” ซือเนี่ยนตอบ “รอสักครู่นะคะ พอดีฉันก็กำลังจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน เราจะได้ไปด้วยกันเลย”
พูดจบเธอก็เดินหายเข้าไปในครัว แล้วกลับออกมาพร้อมกับปิ่นโตเถาใหญ่ที่บรรจุอาหารกลางวันที่เธอตั้งใจเตรียมไว้ให้โจวเยว่เซิน
สามีของเธอไม่ได้กลับบ้านมาสองวันแล้ว ถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่ต้องลำบากเอาข้าวไปส่ง เพราะมันไกลและเขาจะจ้างคนทำอาหารเอง แต่ซือเนี่ยนก็ยังรู้สึกว่าเธอควรจะแวะไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง อีกไม่นานโรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้ว ตอนนั้นเธอคงจะไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะไปเยี่ยมเขาได้บ่อยๆ
ก่อนหน้านี้โจวเยว่เซินได้ให้ทั้งเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของฟาร์มไว้เรียบร้อยแล้ว
ซือเนี่ยนสะพายกระเป๋าและหิ้วปิ่นโต ก่อนจะหันไปกำชับลูกๆ ทั้งสามคนที่กำลังนั่งกินโจ๊กกันอยู่ “เสี่ยวตง เสี่ยวหาน อยู่บ้านดูแลน้องดีๆ นะลูก”
“คุณแม่ต้องรีบกลับมานะครับ”
“พวกเราจะรอคุณแม่ที่บ้านครับ”
ซือเนี่ยนโบกมือลาลูกๆ แล้วจึงเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับแม่เฒ่าเจี่ยงและเจี่ยงจิว
…
ณ ฟาร์มหมูชานเมือง
ฟาร์มแห่งใหม่นี้เปิดดำเนินการมาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว และตอนนี้ก็ได้รับสมัครพนักงานเกือบจะครบตามจำนวนที่ต้องการ
พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยที่ดินรกร้างว่างเปล่า ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ด้วยการขยายตัวของเมือง ผู้คนจึงค่อยๆ อพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวเมืองกันหมด ทำให้ที่ดินแถบนี้ถูกทิ้งร้างไปในที่สุด
สภาพแวดล้อมโดยรวมถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือความเงียบเหงาและห่างไกลจากผู้คน การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถยนต์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่ย้ายตามมาทำงานที่นี่ เรื่องอาหารการกินจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะยังไม่สามารถหาแม่ครัวประจำได้ อวี๋ตงที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงต้องรับหน้าที่เป็นพ่อครัวจำเป็นไปโดยปริยาย
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะในบรรดาพนักงานทั้งหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่มีฝีมือในการทำอาหารดีที่สุด เขาเคยมีประสบการณ์ทำงานในหน่วยพลาธิการของกองทัพมาถึงสองปี ก่อนที่จะถูกทางบ้านบังคับให้ลาออกเพื่อกลับไปสืบทอดกิจการของครอบครัว
แต่อวี๋ตงกลับประกาศกร้าวว่าชะตาชีวิตของเขา เขาจะเป็นผู้ขีดเขียนมันขึ้นมาเอง เขายืนกรานที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยสองมือของตัวเองให้ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจมาร่วมหัวจมท้ายเลี้ยงหมูกับโจวเยว่เซิน
หลังจากทำอาหารมื้อกลางวันเสร็จเรียบร้อย เขาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาด้วยความน้อยใจ “ทำไมฉันต้องถ่อมาทำอาหารให้พวกผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกนายกินด้วยวะ”
[จบบท]